หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ลดดอกเบี้ยแรงๆ ทีเดียว ยิงนกได้หลายตัว

มุมเอก : ดร.เอก เศรษฐศาสตร์  กรุงเทพธุรกิจ  วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550

ท่านผู้อ่านที่ติดตามคอลัมน์มุมเอกเป็นประจำ คงจะพอจับประเด็นได้ว่า ผมสนับสนุนให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ลดอัตราดอกเบี้ยมาโดยตลอดนับตั้งแต่เริ่มเขียนคอลัมน์นี้ในปีที่แล้ว แม้ว่าที่ผ่านมาผมจะไม่เคยเขียนคอลัมน์ เกี่ยวกับเรื่องดอกเบี้ยโดยตรง แต่วันนี้ผมจะขอเขียนเรื่องอัตราดอกเบี้ยเป็นการเฉพาะ เผื่อจะได้เป็นกระบอกเสียงเล็กๆ ไปถึงคณะกรรมการนโยบายการเงิน ที่จะประชุมพิจารณานโยบายอัตราดอกเบี้ยกันในสัปดาห์หน้าว่า ลดดอกเบี้ยเถอะครับ และควรลดแรงๆ ทีเดียว ดีกว่าที่จะค่อยๆ ทยอยลดไปเรื่อยๆ

ก่อนอื่น ผมขออธิบายเหตุผลที่ผมพยายามเรียกร้องให้แบงก์ชาติ ลดอัตราดอกเบี้ยมาโดยตลอดตั้งแต่กลางปีที่แล้ว ดังนี้

เหตุผลแรก คือ การลงทุนและการบริโภคภายในประเทศชะลอตัวค่อนข้างมาก โดยอัตราการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชน ลดลงจากที่อยู่สูงถึง 11% ในปี 2548 มาอยู่เพียง 2.9% ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2549 ส่วนอัตราการขยายตัวการบริโภคภาคเอกชน ก็ลดลงจาก 4.3% ในปี 2548 มาอยู่ที่ 2.9% ในไตรมาสที่ 3 ของปีที่แล้ว

ผมคิดว่าท่านผู้อ่านทั้งหลายคงจะไม่แปลกใจกับตัวเลขที่ขยายตัวลดลงดังกล่าว เพราะใครจะไปกล้าลงทุนหรือกินใช้เยอะๆ ล่ะครับในสถานการณ์การเมืองที่อึมครึมเมื่อปีก่อน เงินเฟ้อก็สูงขึ้นจากราคาน้ำมันแพง แถมแบงก์ชาติยังเร่งขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจาก 2% ในต้นปี 2548 มาอยู่ที่ 5% ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ปีที่แล้ว

เหตุผลที่สอง คือ เนื่องจากสาเหตุหลักของอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นในปีที่แล้วส่วนใหญ่มาจากปัจจัยด้านต้นทุน (ที่เรียกกันว่า Cost-push Inflation) โดยเฉพาะจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเป็นหลัก ซึ่งก็ยังไม่เคยเห็นทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ไหนที่บอกให้ขึ้นดอกเบี้ย เพื่อกำจัด Cost-push inflation ท่านผู้อ่านลองคิดดูตามหลักเหตุผลง่ายๆ ก็ได้ว่า หากท่านเป็นนักธุรกิจที่ต้นทุนสูงขึ้น จากน้ำมันแพงอยู่แล้ว หากแบงก์ขึ้นดอกเบี้ยอีก ต้นทุนการกู้ยืมของธุรกิจท่านก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้น การขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้ท่านต้องผลักภาระไปให้ผู้ซื้อโดยการขึ้นราคาขายสินค้า ซึ่งจะยิ่งทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น

ดังนั้น การปรับขึ้นดอกเบี้ยที่ผ่านมา จึงไม่น่าจะช่วยลดอัตราเงินเฟ้อเท่าไรนัก แต่อาจจะยิ่งส่งผลกระทบให้เงินเฟ้อสูงขึ้นไปอีก แถมทำให้การบริโภคและการลงทุนชะลอตัวเพิ่มขึ้น

เหตุผลที่สาม คือ อัตราเงินเฟ้อในประเทศไทยในครึ่งปีแรกของปี 2549 อยู่สูงกว่าปกติที่ประมาณ 6% เนื่องจากฐานเงินเฟ้อในครึ่งแรกของปี 2548 อยู่ต่ำผิดปกติ จากการที่รัฐบาลควบคุมราคาน้ำมันขายปลีก ไม่ให้สูงเกินเพดานในช่วงนั้น ซึ่งในที่สุดก็ต้านแรงกลไกตลาดไม่ไหว จนต้องปล่อยให้ราคาน้ำมันในประเทศ ลอยตัวในเดือนกรกฎาคม 2548

ดังนั้น ในช่วงต้นปีที่แล้ว ผมถึงกล้าฟันธงไปว่า หากราคาน้ำมันไม่กระโดดขึ้นไปมาก ยังไงเราก็ต้องเห็นเงินเฟ้อลดลง ในช่วงหลังเดือนกรกฎาคม ซึ่งผลก็เป็นไปตามนั้นจริงๆ แม้ว่าราคาน้ำมันดิบดูไบในไตรมาสที่ 3 ของปีก่อนยังอยู่สูงใกล้เคียงกับไตรมาสที่ 2 ที่ประมาณ 65 เหรียญต่อบาร์เรล แต่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในไตรมาสที่ 3 ก็ลดลงมาอยู่ที่ 3.6% จาก 6% ในไตรมาสที่ 2 และเมื่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงไปอีกในไตรมาสสุดท้ายของปีก่อน อัตราเงินเฟ้อถึงลดลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ 3.3% ในไตรมาสที่ 4

เอาเถอะครับ! ขณะนี้ไม่ใช่เวลาไปหาว่าใครผิดใครถูก ตอนนี้ข้อมูลเชิงประจักษ์ก็บอกมาแล้วว่าแรงกดดันเงินเฟ้อลดลงมากแล้ว (เงินเฟ้อเดือนมกราคมลดลงเหลือแค่ 3%) และข้อมูลเครื่องชี้เศรษฐกิจจากทั้งรายงานภาวะเศรษฐกิจของแบงก์ชาติ และสำนักงานเศรษฐกิจการคลังฉบับล่าสุดก็บ่งชี้ชัดว่าการลงทุนและการบริโภคภาคเอกชนในไตรมาสที่ 4 ชะลอลงต่อเนื่อง คำถามคือ แล้วแบงก์ชาติควรตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยอย่างไรต่อไป

คำตอบที่ผมอยากจะเสนอไปยังกรรมการนโยบายการเงินที่จะประชุมในสิ้นเดือนนี้ คือ ลดดอกเบี้ยอีกเถอะครับ และควรลดดอกเบี้ยให้แรงทีเดียว เพื่อที่จะได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์อย่างเต็มที่จากการยิงปืนนัดเดียวแล้วได้นกหลายๆ ตัว ดังนี้

นกตัวที่หนึ่ง : การลดดอกเบี้ยของแบงก์ชาติจะช่วยผลักดันให้อุปสงค์ภายในประเทศที่ชะลอตัว ค่อยๆ ฟื้นตัว เพราะการที่แบงก์ชาติลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก จะส่งผลให้แบงก์พาณิชย์รีบปรับลดดอกเบี้ยตามอย่างรวดเร็ว เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันที่แบงก์พาณิชย์มีสภาพคล่องล้นระบบมาก เมื่อแบงก์ชาติลดดอกเบี้ยลง แบงก์พาณิชย์คงจะไม่สามารถหาประโยชน์จากการปล่อยกู้ดอกเบี้ยสูงกับแบงก์ชาติได้เหมือนเดิม ดังนั้น ก็คงต้องหันมาลดดอกเบี้ยและเร่งปล่อยสินเชื่อกันมากขึ้น นอกจากนั้น ต้นทุนการกู้ยืมที่ถูกลงอาจจะจูงใจให้ผู้ประกอบการ ลงทุนมากขึ้น และผู้บริโภคใช้จ่ายมากขึ้น

นกตัวที่สอง : การที่ธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยตามแบงก์ชาติ จะช่วยลดภาระการชำระหนี้ของทั้งประชาชน และธุรกิจต่างๆ ซึ่งจะส่งผลดีต่อความมั่นคงของระบบการเงินผ่านการชะลอตัวของการเพิ่มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) และลดความเสี่ยงของปัญหางบดุลในสถาบันการเงินต่างๆ

นกตัวที่สาม : การลดดอกเบี้ยจะส่งผลให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มปรับตัวอ่อนค่าลงได้ เนื่องจาก

(1) การลดดอกเบี้ยจะกระตุ้นให้เอกชนลงทุนและนำเข้ามากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

(2) อัตราดอกเบี้ยในประเทศที่ลดลงมากจะจูงใจให้เงินทุนไหลออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น เหมือนกับที่ประเทศญี่ปุ่นดำเนินการมาโดยตลอดในช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม การจะลดดอกเบี้ยเพื่อให้ได้ประโยชน์จากการได้นก 3 ตัวดังกล่าวนี้ แบงก์ชาติจะต้องลดดอกเบี้ยครั้งนี้ ให้แรงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ และควรลดลงครั้งเดียว เพราะหากลดดอกเบี้ยไม่แรงจริง และค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ จะทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าดอกเบี้ยจะลดลงได้อีก และทุกฝ่ายก็จะคอยและรอให้ดอกเบี้ยลดลงมากกว่านี้ ซึ่งหากเป็นอย่างนี้จริง นกทั้ง 3 ตัวอาจจะบินหายไปแล้วก็ได้