หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ตราสารหนี้กับการคุ้มครองเงินฝาก

คอลัมน์ คลื่นความคิด  ผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ  มติชนรายวัน  วันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10572

เผลอหน่อยเดียว อัตราดอกเบี้ยระยะยาวก็ปรับลดลงจนอยู่ที่ระดับที่ต่ำกว่าช่วงปลายปีก่อน การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท.เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปีครึ่ง ในช่วงกลางเดือนมกราคม ประกอบกับราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำกว่า 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้ตลาดคาดว่าอัตราเงินเฟ้อน่าจะทรงตัวในระดับต่ำ และคาดต่อไปว่า ธปท.คงจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อไปอีก จึงเริ่มมีนักลงทุนทยอยซื้อตราสารหนี้ ซึ่งอัตราผลตอบแทน ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก ภายหลังมาตรการกันเงินสำรอง 30% จนทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวปรับลดลงดังกล่าว

จำได้ว่าในช่วงปลายเดือนธันวาคม มีผู้วิตกกันมากว่า มาตรการนี้จะทำให้ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน กู้ยืมเงินผ่านตลาดตราสารหนี้ ในอัตราดอกเบี้ยที่แพงขึ้น เพราะนักลงทุนต่างชาติจะไม่สนใจเข้ามาลงทุนอีก แต่กลับกลายเป็นว่า แม้นักลงทุนต่างชาติจะยังไม่ได้เข้ามาซื้อ นักลงทุนไทยซึ่งเป็นนักลงทุนรายใหญ่ในตลาดตราสารหนี้อยู่แล้ว ก็ยังซื้อขายกันตามปกติ และสามารถทำให้ตลาดฟื้นตัวได้ดีในระยะเวลาเพียงเดือนเดียว และขณะนี้ หากใครต้องการกู้ยืมผ่านตลาดนี้ ก็สามารถกู้ได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลงกว่าเดิมแล้ว

เมื่อพูดถึงความต้องการซื้อตราสารหนี้ ก็ทำให้นึกถึงการจัดตั้งสถาบันประกันเงินฝาก เพราะเมื่อจัดตั้งแล้ว ความต้องการซื้อตราสารหนี้ น่าจะสูงขึ้น ในขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.สถาบันประกันเงินฝาก อยู่ในระหว่างการพิจารณา ของคณะกรรมการกฤษฎีกา หลังจากที่ได้ผ่านความเห็นชอบของ ครม.มาแล้ว ดูแล้วกฎหมายฉบับนี้ก็คงจะผ่านออกมาได้ภายในปีนี้

กฎหมายฉบับนี้มีผลต่อผู้ที่เก็บออมเงินไว้ในธนาคาร กล่าวคือ ผู้ออมจะไม่ได้รับความคุ้มครองเงินฝากทุกบาททุกสตางค์ เหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่จะได้รับการคุ้มครองเป็นบางส่วน และภายในเวลา 4 ปี วงเงินที่ได้รับความคุ้มครอง จะทยอยลดลงจนเหลือเพียง 1 ล้านบาทต่อบัญชี

จากตัวเลขเมื่อปลายปีก่อน จำนวนบัญชีที่มียอดเงินฝากเกินกว่า 1 ล้านบาท จะมีจำนวนราว 8.5 แสนบัญชี และมียอดเงินฝากรวมมากถึง 5 ล้านล้านบาท (หรือร้อยละ 75 ของจำนวนเงินฝากทั้งหมด) ซึ่งแสดงว่า ยอดเงินเฉลี่ยในแต่ละบัญชีอยู่ที่ประมาณ 6 ล้านบาท คำถามที่น่าสนใจก็คือ เจ้าของบัญชีเหล่านี้จะจัดการอย่างไร กับเงินในบัญชีของตน เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ หากยังคงเก็บรักษาเงินออมไว้ในบัญชีตามเดิม ก็ควรศึกษาฐานะของสถาบันการเงินผู้รับฝาก เพื่อให้มั่นใจว่าเขาสามารถบริหารจัดการธุรกิจได้เป็นอย่างดี และสามารถคืนเงินฝากให้ได้ครบถ้วนเมื่อทวงถาม แต่ก็คงมีผู้ฝากเงินจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีความรู้พอที่จะทำเช่นนั้น และอาจจะอยากหาแหล่งลงทุนที่สามารถได้รับเงินต้นคืนเต็มจำนวนอย่างแน่นอน การลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ น่าจะเป็นทางเลือกที่ผู้ฝากเงินประเภทนี้คิดถึงเป็นอย่างแรก

ลองคิดเล่นๆ อย่างคร่าวๆ ว่า ถ้ามีผู้ฝากเงินประเภทหลังนี้อยู่สัก 1 ใน 10 หรือประมาณ 8 หมื่นบัญชี ณ สิ้นปีที่ 4 ก็จะมีเงินฝากที่ได้รับความคุ้มครองอยู่ 8 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 4 แสนล้านบาท ก็น่าจะโยกย้ายไปลงทุนในสินทรัพย์ หรือหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ และหากคิดว่าจะต้องดำเนินการภายใน 4 ปี ก็จะเฉลี่ยปีละประมาณ 1 แสนล้านบาท เทียบเงินจำนวนนี้กับปริมาณตราสารหนี้ที่ออกเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 4 แสนล้านบาทแล้ว ก็คงไม่น่าเป็นห่วง แต่การให้ความรู้ความเข้าใจในการลงทุนในตราสารหนี้แก่ผู้ฝากเงินประเภทนี้ ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก

ธปท.ได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาแล้วระยะหนึ่ง และได้เริ่มเดินสายร่วมกับตลาดตราสารหนี้ ต.ล.ท. และสมาคมธนาคารไทย ให้ความรู้เกี่ยวกับการลงทุนในตราสารหนี้มาตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยได้จัดเป็นมหกรรมตราสารหนี้เพื่อประชาชน ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด รวม 3 ครั้ง

นอกจากนั้น ธนาคารพาณิชย์และบริษัทหลักทรัพย์ก็ได้นำพันธบัตรรัฐบาล และหุ้นกู้เอกชนไปจำหน่ายให้นักลงทุนรายย่อยด้วย ปรากฏว่างานดังกล่าวมีผู้สนใจเข้าฟังเป็นจำนวนมากทุกแห่ง และความต้องการซื้อตราสารหนี้ก็มีมาก ในปีนี้ ก็จะมีการจัดงานแบบนี้อีกในวันที่ 17 มีนาคม ที่จังหวัดเชียงใหม่ และจะทยอยจัดในจังหวัดต่างๆ ต่อไป ขอถือโอกาสนี้ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่สนใจทราบด้วย

เขียนมาถึงตรงนี้แล้ว ก็รู้สึกว่าการให้ความรู้เกี่ยวกับการลงทุนในตราสารหนี้ในคอลัมน์นี้ในโอกาสต่อไป ก็น่าจะช่วยขยายความรู้ในเรื่องนี้ได้ไม่น้อย

หน้า 20