|
||||||||||||||
|
"อัมมาร
สยามวาลา"
กับแผนปฏิรูประบบรักษาพยาบาล
สัมภาษณ์พิเศษ มติชนรายวัน วันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10572 *หมายเหตุ - "มติชน" ได้นำเสนอปัญหาเรื่องสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการและบุคคลในครอบครัว ที่มีการร้องเรียนว่ามีการรอนสิทธิ ขณะที่รัฐบาลเริ่มวิตกกับปัญหารายจ่ายในส่วนนี้เพิ่มสูงขึ้น จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปงบประมาณค่ารักษาพยาบาลสวัสดิการ และโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยมีนายอัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เป็นประธาน พร้อมเปิดโอกาสให้ "มติชน" ได้สัมภาษณ์พิเศษ มีสาระสำคัญดังนี้ สถานการณ์ปัญหาระบบการรักษาพยาบาลของประเทศไทยเป็นอย่างไร อัมมาร - ระบบการรักษาพยาบาลของประเทศ แบ่งเป็น 3 ประเภท ประกอบด้วย ระบบประกันสังคม ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ และระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า หากเปรียบเทียบ ระบบประกันสังคมมีโครงสร้างที่ดีที่สุด เพราะมีระบบการสมทบเงินที่ชัดเจนระหว่างนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐ มีการควบคุมด้วยค่าใช้จ่ายที่จัดสรรให้โรงพยาบาล ขณะที่ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาล เป็นระบบที่มีลักษณะของปลายเปิด คือ คุณสามารถเบิกได้ไม่มีขีดจำกัด ถ้าคุณมีใบเสร็จ และนอกจากไม่มีข้อจำกัดในแง่ของตัวบุคคลแล้ว ยังไม่มีข้อจำกัดสำหรับวงเงินงบประมาณรวมด้วย เท่ากับว่าระบบนี้ไม่มีข้อจำกัดทั้งในระดับจุลภาค และมหภาค เป็นระบบค่อนข้างฟุ่มเฟือย ส่วนประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ 30 บาทรักษาทุกโรคนั้น อยู่ในสภาพที่ค่อนข้างขาดแคลน ที่ผ่านมาเมื่อวงเงินงบประมาณยังไม่มากคนก็ยังไม่เห็นปัญหา แต่พอรายจ่ายสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้นเรื่อยๆ ในอัตราที่เร่งตัวมากขึ้น โดยจะอยู่ในระดับเลข 2 หลักตลอด จึงได้เริ่มมีการจัดทำระบบฐานข้อมูลบุคลากรภาครัฐ โดยนำระบบไอทีเข้ามาจับเพื่อดูว่าใครเป็นผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการกันบ้าง ตรงนี้จึงเป็นที่มาของการร้องเรียนว่ามีการรอนสิทธิ อัมมาร - เรื่องนี้กฎหมายเขียนไว้ชัดเราไม่อาจปฏิเสธได้ กฎหมายเขียนไว้ว่า ถ้าใครมีสิทธิอื่นก่อนต้องไปใช้สิทธินั้น แต่ก็ไม่อยากให้กอดกฎหมายมาพูดกัน เพราะต้องนึกถึงหัวอกข้าราชการบำนาญที่เสียสละทำงานเงินเดือนน้อยมาตลอดชีวิต ก็เพราะหวังว่ารัฐจะเลี้ยงดูในยามป่วยไข้เมื่อชรา แต่ตัวเลขที่น่าตกใจ คือ งบประมาณรายจ่ายเพื่อค่ารักษาพยาบาลนั้นมีประมาณ 40,000 ล้านบาทต่อปี แต่มีงบประมาณสำหรับตรวจสอบ เพียง 35 ล้านบาทต่อปี น้อยมากๆ ความจริงระบบการตรวจสอบการใช้เงินควรจะดีกว่านี้ และหากมองในแง่เศรษฐศาสตร์ ตลกมากที่ข้าราชการและครอบครัวที่มีสิทธิใช้สวัสดิการรักษาพยาบาล มีเพียง 4 ล้านคน แต่ใช้เงินงบประมาณการรักษาพยาบาล 40,000 ล้านบาทต่อปี ขณะคนที่อยู่ในโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค มีจำนวน 48 ล้านคน ใช้เงินงบประมาณการรักษาพยาบาลเพียง 80,000 ล้านบาทต่อปี ตัวเลขค่ารักษาพยาบาลต่อหัวมันต่างกันมาก มองว่ามีการรั่วไหลเพราะทุจริตหรือไม่ อัมมาร - ถามว่าทุจริตไหม ผมไม่สามารถตอบได้ เพราะเท่าที่เห็นเงินที่หมุนเวียนอยู่นั้น เป็นเงินที่ออกจากรัฐบาล เข้าสู่โรงพยาบาลรัฐ และไม่ได้นำไปถ่ายเทไปที่ไหน ยังวนเวียนอยู่ในโรงพยาบาลเหล่านั้น แต่ถ้าถามว่ามีการโอนเงินจากส่วนหนึ่งไปอุดหนุน หรือชดเชยอีกส่วนหนึ่งหรือไม่นั้น อาจจะเป็นไปได้ เช่น โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ที่มีงบประมาณต่ำ จึงทำให้การจ่ายเงินในโครงการสวัสดิการข้าราชการมีการจ่ายเกินจำเป็นไปบ้าง ถ้าเราจะปฏิรูประบบรักษาพยาบาล ต้องการเรื่องความโปร่งใส โดยแบ่งเป็นกรณีของผู้ป่วยใน ต้องจ่ายเงินตามที่จำเป็นจริงๆ คน 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม 30 บาทรักษาทุกโรค และผู้ที่มีสวัสดิการจะต้องไม่มีงบประมาณต่อหัวที่แตกต่างกันมากขนาดนี้ ถ้าเราจะปฏิรูปเราต้องทำทั้ง 2 ด้าน ด้านการปฏิรูปในส่วนค่ารักษาพยาบาลสวัสดิการให้แก่ข้าราชการ และครอบครัว ก็ต้องทำอย่างไรก็ได้ให้สามารถควบคุมต้นทุน และงบประมาณได้ โดยไม่เป็นการรอนสิทธิข้าราชการ ไม่ใช่ว่าทุกอย่างต้องมีใบเสร็จ เพราะทุกวันนี้ก็มีใบเสร็จอยู่แล้ว แต่ราคาที่อยู่ในใบเสร็จมันสมเหตุสมผลหรือไม่ ตรงนี้กระบวนการตรวจสอบเรื่องกิจกรรมการรักษาพยาบาลยังน้อยเกินไป การควบคุมค่าใช้จ่ายควรจะดูว่ารายจ่ายที่กำหนดขึ้นมานั้นถูกต้องไหม เหมาะสมไหม ทุกวันนี้มันเริ่มมีการนำระบบการจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามโรค ทำให้คุมค่าใช้จายต่อหัวได้ ส่วนผู้ป่วยนอก ยอมรับว่าคุมได้ยากกว่าและการปรับปรุงอาจจะกระทบความรู้สึกของข้าราชการและครอบครัวมากกว่า เพราะค่าใช้จ่ายประมาณ 70% ของผู้ป่วยนอกนั้นจะอยู่ที่ค่ายา ดังนั้น หากไปปรับปรงุเปลี่ยนแปลงอะไรกับบัญชียาผู้ป่วยจะรู้ทันที อย่างไรก็ตาม เท่าที่มีการศึกษาข้อมูลเราพบว่ามีการจ่ายยาที่แพงเกินความจำเป็นอยู่บ้าง ทั้งที่บางครั้งสามารถใช้ยาที่ถูกลงมาได้ และมีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน หรือกรณีที่มีกฎระเบียบการจ่ายยานอกบัญชียาหลักได้ก็ต่อเมื่อมีแพทย์ 3 คนเซ็นรับรอง ก็พบว่ามีการเซ็นไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว จึงไม่มีได้มีความหมายอะไร ประเด็นที่น่าสนใจ คือ ต้องมีกระบวนการตรวจสอบที่ดีกว่านี้ ไม่ใช่ปล่อยให้เบิกกันเต็มที่ เราต้องหาวิธีทำให้คนไข้นอกใช้ยาตามความจำเป็นมากที่สุด ถึงจะคุมเรื่องค่าใช้จ่ายได้ ส่วนเรื่องของ 30 บาทรักษาทุกโรค ก็ต้องแยกบัญชีการใช้จ่ายให้ชัดเจนว่าโครงการนี้ใช้เงินเท่าไหร่ ขาดทุนเท่าไหร่ ไม่พอจ่ายเท่าไหร่ ทำให้มีรายการทางบัญชีชัดเจน แม้ว่าจะไม่มีเรื่องของเงินที่จ่ายจริงๆ ก็ตาม เพราะโครงการนี้รักษาฟรี แต่เราก็ต้องทำรายการทางบัญชีให้ดี เพื่อให้รู้มูลค่าที่แท้จริง และไม่ต้องนำเงินจากโครงการอื่นๆ เข้าไปอุดหนุน ขอวกกลับมายังโจทย์ที่ได้มอบมอบหมายมา คือ เรื่องงบประมาณค่ารักษาพยาบาลโดยให้หาทางที่จะควบคุมมันให้ได้ แต่ก็ต้องไม่ไปลิดรอนสิทธิของข้าราชการ เรื่องนี้ค่อนข้างอ่อนไหวมาก เพราะข้าราชการถือเป็นกลุ่มคนที่น่าเห็นใจ เขาทำงานเงินเดือนน้อย โดยเฉพาะพวกข้าราชการบำนาญ หรือคนที่สูงอายุใกล้เกษียณ ที่ทำงานอย่างเสียสละมาตลอดชีวิตราชการ โดยหวังพึ่งพารัฐในยามเจ็บป่วย ดังนั้น การที่เราจะคุมค่าใช้จ่ายต้องทำให้เขาไม่รู้สึกว่ารัฐไปเบี้ยวหนี้เขา ส่วนโจทย์ของ 30 บาทรักษาทุกโรค ก็ต้องพยายามที่จะทำให้ทราบว่าระบบนี้ต้องการงบประมาณอย่างไร และเราต้องการผลการดำเนินงานอย่างไรจาก สปสช. และมีรูปแบบการประเมินการวัดผลอย่างไร ที่ตรวจสอบได้ เรื่องทั้งหมดนี้ทุกฝ่ายก็พยายามที่จะช่วยหาทางแก้ไขปัญหากันอยู่ ได้รับความร่วมมือทั้งกรมบัญชีกลาง สำนักงบประมาณ และโรงพยาบาลของรัฐต่างๆ ที่ให้ข้อมูล เพราะทุกคนก็เห็นว่าหากปล่อยให้ระบบมันเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ มันอยู่ไม่ได้ แต่จะทำอย่างไรให้ทางออกดีที่สุด หน้า 20
|