|
||||||||||||||
|
ใครคือ
"แชมเปียน?"
รายงาน : อุไรวรรณ ภู่วิจิตรสุทิน-วัชรา จรูญสันติกุล กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ในศตวรรษที่ 21 กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก ที่มีจีน และอินเดีย เป็นหัวหอกรวมทั้งกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ และประเทศเกิดใหม่ที่มีไทยรวมอยู่ด้วยนั้น ได้ถูกจับจ้องมากที่สุดว่า อาจกำลังใช้ไอเดียใหม่ๆ เพื่อสร้างสิ่งมหัศจรรย์ ในการฟื้นฟูความมั่งคั่งที่ควบคู่กับเร่งตัวของการเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดทั่วทั้งภูมิภาค จากบทศึกษาวิจัยของธนาคารโลก เมื่อไม่นานมานี้ ภายใต้ชื่อเรื่องว่า "An East Asian Renaissance; Ideas For Economic Growth" แต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ในรายงานวิเคราะห์ของดิ อีโคโนมิสต์ เรื่อง "ใครคือแชมเปียน?" กลับสวนกระแส เกี่ยวกับการมองกลุ่มธุรกิจของยุโรปในเชิงลึก ซึ่งดูผิวเผินเหมือนจะไปไม่ถึงไหน ติดอยู่ตรงกลางระหว่างภาคธุรกิจแข็งแกร่งของอเมริกากับธุรกิจเกิดใหม่ใช้ต้นทุนต่ำในเอเชีย ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว กลุ่มธุรกิจของยุโรปกลับทำได้ดีจนน่าแปลกใจ ดิ อีโคโนมิสต์ เสนอว่า กลุ่มธุรกิจในอเมริกาได้เปรียบยุโรป เพราะมีตลาดขนาดใหญ่ และเป็นตลาดเดียว ที่มีประชากรเป็นเยาวชนคนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้น อเมริกาถือเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจของโลก พิจารณาผลิตภาพที่มีมากกว่าคู่แข่ง ในอเมริกามีมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกหลายแห่ง ที่มีความสัมพันธ์และความร่วมมือกับภาคธุรกิจ อเมริกาไม่เพียงแต่จะมีอัจฉริยะได้รางวัลโนเบลมากมายหลายคน สามารถแปรเปลี่ยนความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ให้เป็นธุรกิจสามารถทำกำไรได้มากกว่าประเทศอื่น และบริษัทหลายแห่งที่มีที่มาลักษณะนี้ ได้กลับกลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ทำธุรกิจสมัยใหม่ นอกจากนี้อเมริกาเป็นแหล่งกำเนิดอินเทอร์เน็ต และธุรกิจแทบจะทุกประเภท เมื่อมองการเติบโตทางเศรษฐกิจของอเมริกาเฉลี่ย 2.5% ต่อปีนับจากปี 2544 สะท้อนพลวัตขับเคลื่อนทางธุรกิจ ขณะที่ยุโรปมีการเติบโตเฉลี่ยไม่ถึง 1.5% ในช่วงเดียวกัน ผลประกอบการทางเศรษฐกิจขยายตัวเชื่องช้า เป็นผลจากบรรยากาศทางภาคธุรกิจย่ำแย่ ส่วนบรรษัทภิบาลเป็นตัวแปรอีกอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด เพราะบรรษัทภิบาลในยุโรปยังมีไม่มากพอ ขณะที่รัฐบาลยุโรปชอบเข้าไปแทรกแซงภาคธุรกิจ โดยที่นักการเมืองยุโรปต่างหวาดกลัวผลกระทบจากโลกาภิวัตน์ และการผงาดขึ้นมาของอินเดีย และจีน เอเชียก็ได้พัฒนาตัวเองเช่นกัน จนทำให้รู้สึกกันทั่วไปว่ามีความแข็งแกร่งกว่ายุโรปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เช่น ญี่ปุ่น ตอนนี้มีโรงงานผลิตรถยนต์ในฝรั่งเศส สาธารณรัฐเช็ก และอังกฤษ ขณะที่ ทาทา กรุ๊ป ของอินเดีย กำลังวางแผนส่งออกรถ ไปยังตลาดยุโรปตะวันออก และยุโรปใต้ ซึ่งจะทำให้เกิดการแข่งขันกับกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ของยุโรปตะวันตกมากขึ้น แม้กลุ่มธุรกิจยุโรปจะต้องดำเนินงานในภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจสังคมและการเมืองที่ยากลำบาก แต่กลุ่มธุรกิจยุโรปกลับก่อกำเนิดบริษัทหลายแห่งชั้นนำระดับโลก โดยการวิเคราะห์ของแมคคินซีย์ บริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหาร พบว่ากลุ่มธุรกิจยุโรปมีสัดส่วน 29% ของบริษัทชั้นนำระดับโลก 2,000 แห่งทั่วโลก และคิดเป็นสัดส่วน 30% ของจีดีพีทั่วโลก โดยช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กลุ่มประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปค่อยๆ ปรับตัวจากการทำธุรกิจแบบเดิมๆ และเรียนรู้กลเม็ดใหม่ๆ มาใช้กับงานบริหาร หัวหน้าฝ่ายวางแผนหลักทรัพย์ทั่วโลกของเอชเอสบีซี ตั้งข้อสังเกตว่า กลุ่มธุรกิจยุโรปเหมือนสามารถทำกำไร ได้มากกว่ากลุ่มธุรกิจจากอเมริกาเล็กน้อย เป็นการตอกย้ำความสำเร็จที่กลุ่มธุรกิจยุโรปได้รับจากการปรับโครงสร้าง และการรวมกิจการ ทำให้ขณะนี้บริษัทยุโรป และอเมริกาสูสีในการแย่งชิงส่วนแบ่งจากโลกาภิวัตน์ สำนักงานแมคคินซีย์ในลอนดอน ตื่นเต้นกับการมองกลุ่มธุรกิจยุโรปว่า บริษัทยุโรปเป็นกลุ่มธุรกิจหลากหลาย และชัดเจนว่าตอนนี้อยู่ในชั้นแนวหน้า โดยที่ธุรกิจยุโรปเป็นแหล่งกำเนิดทีมบริหารงานแข็งแกร่ง กระตือรือร้น และกระหายที่จะขยายตัวเชิงรุก ไฟแนนเชียล ไทมส์ ก็มีบทวิเคราะห์เรื่อง "อุตสาหกรรมตะวันตกกำลังเรียนรู้ที่จะแข่งขันอีกครั้ง" ตอกย้ำว่า จากคาดการณ์ที่ว่าการผลิตทุกอย่างในโลกนี้ กำลังโยกไปหาแต่กลุ่มประเทศมีต้นทุนต่ำ เช่น จีน เพื่อผลิตสินค้าป้อนโรงงานต่างๆ ในประเทศร่ำรวยนั้น เป็นไอเดียที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงเสียทั้งหมดในขณะนี้ เพราะทศวรรษที่ผ่านมา แม้บริษัทหลายแห่งได้โยกย้ายการผลิตมากมาย ไปไว้ในประเทศที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว แต่ในปี 2549 ญี่ปุ่น อเมริกาเหนือ และยุโรปตะวันตก มีส่วนแบ่งการผลิตที่ได้จากภาคการผลิตคิดเป็น 3 ใน 4 ของทั้งหมดในโลก จากการสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูงของหลายบริษัทในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ นั้น ไฟแนนเชียล ไทมส์ พบว่าพวกเขาตื่นเต้นกับศักยภาพ ที่จะบริหารโรงงานต่างๆ ด้วยการที่ประเทศต้องใช้ต้นทุนสูง สามารถบริหารต้นทุนให้ประหยัดได้ เป็นที่ชัดเจนว่าโรงงานประเภทต่างๆ ในกลุ่มประเทศมีค่าจ้างงานสูง กำลังใช้ปัจจัยเป็นบวกต่างๆ มาชดเชยภาระต้นทุนเพิ่มขึ้น รวมถึงความสามารถที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยใช้เทคโนโลยีสลับซับซ้อน และผลิตสินค้าที่ออกแบบ เพื่อสนองความต้องการของลูกค้าท้องถิ่นได้ โดยผู้เชี่ยวชาญการผลิตจากแมคคินซีย์ บริษัทที่ปรึกษา มองว่าผู้ผลิตจำนวนมากขึ้นตระหนักว่าการเคลื่อนย้ายทุกสิ่งทุกอย่างไปยังจีน ไม่ใช่การแก้ปัญหาทุกอย่าง ขณะที่เจ.พี. มอร์แกน รายงานว่า บริษัทหลายแห่งที่มีฐานในภูมิภาคและประเทศใช้ต้นทุนสูง ได้ขึ้นไปถึงขีดจำกัดมากแล้วในเป้าหมายที่จะโอนย้ายตำแหน่งงานไปยังจีน และตลาดเกิดใหม่ จากสมมติฐานเกี่ยวกับต้นทุน ทั้งนี้ งานวิเคราะห์ของเจ.พี.มอร์แกน เปรียบเทียบว่า ยังมีเค้กก้อนใหญ่สำหรับอุปสงค์ด้านการผลิต ที่ให้เข้าไปชิงส่วนแบ่ง ซึ่งเป็นช่องว่างให้เข้าไปผลิตได้จากทั้งในประเทศ ใช้ต้นทุนต่ำและสูง พร้อมยกตัวอย่างเมื่อเร็วๆ นี้ มีผู้ผลิตหลายรายเริ่มต้นสำรวจตลาดระดับกลางในอุตสาหกรรมเหล็ก ซึ่งผู้ผลิตหลายรายรีบเร่ง และดิ้นรนเข้าไปซื้อโรงงานชั้นนำในยุโรปกับสหรัฐ ซึ่งเชี่ยวชาญผลิตสินค้าให้มูลค่าเพิ่ม แทนที่จะเข้าไปซื้อกิจการ การผลิตในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาต้นทุนต่ำ งานวิเคราะห์ยกกรณี การเทคโอเวอร์ของมิตตัล สตีล ของอาร์เซอเลอร์ผู้ผลิตเหล็กจากเบลเยียม และอีฟราซบริษัทเหล็กใหญ่อันดับ 2 ของรัสเซีย ที่เข้าไปซื้อโอเรกอน สตีล ในสหรัฐ ซึ่งเชี่ยวชาญเฉพาะด้านการผลิตสินค้า นิยมใช้มากในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น รถไฟ และการก่อสร้าง ขณะที่ทาทา สตีล ของอินเดีย และซีเอสเอ็นของบราซิล แย่งกันซื้อคอรัสผู้ผลิตเหล็กเนเธอร์แลนด์ ในกรณีของมิตตัล สตีล เหล็กราคาถูกที่ผลิตได้จากกลุ่มประเทศใช้ต้นทุนต่ำ จะส่งต่อไปยังโรงงานอื่นๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เปลี่ยนสินค้าให้เป็นผลิตภัณฑ์มีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น เป็นชิ้นส่วนภายนอกป้องกันสนิมเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ด้วยวิธีการข้างต้น ราคาของชิ้นส่วนต่างๆ ตั้งแต่กรอบหน้าต่างพลาสติกไปจนถึงลูกสูบ สามารถตัดลดต้นทุนลงได้ 30-50% เทียบกับการผลิตสินค้าเหล่านี้ในบ้านที่มีค่าจ้างแพง การผลิตแบบผสมผสานเช่นนี้มีแนวโน้มเป็นเรื่องปกติธรรมดามากขึ้น เปิดโอกาสทำธุรกิจมากมายให้บรรดาผู้ผลิต ที่มีฐานในกลุ่มประเทศมีต้นทุนสูง งานวิเคราะห์ยังยกตัวอย่างบริษัทผู้ผลิตรถเข็นสำหรับผู้พิการรายใหญ่สุดของสหรัฐ ที่ใช้กลยุทธ์ข้างต้น มีการผลิตรถเข็นนั่งส่วนใหญ่ตามคำสั่งซื้อในกลุ่มประเทศ ต้องจ่ายค่าจ้างสูง ซึ่งเป็นแหล่งที่เข้าถึงลูกค้าได้มากที่สุด โดยที่การสั่งซื้อสินค้าในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 200 ล้านดอลลาร์ หรือ 10 เท่าของการสั่งซื้อเมื่อ 5 ปีก่อน และภายใน 2554 การสั่งซื้อจะเพิ่มเป็น 400 ล้านดอลลาร์ การผลิตงานในรูปแบบผสมผสานของบริษัทผู้ผลิตเพียงรายเดียว เป็นการเชื่อมโยงโรงงานจาก 2 แหล่ง เป็นการโยกย้ายความรู้ในการผลิต และออกแบบจากโรงงานต่างๆ ในประเทศมีค่าจ้างงานสูง หรือที่เรียกว่าโรงงานแม่ โดยอาศัยความสัมพันธ์นำเทคโนโลยีสูงกว่าของโรงงานแม่มาใช้ประโยชน์ ฝ่ายบริหารในกลุ่มผู้ผลิตวาล์วความร้อนของเดนมาร์ก เชื่อว่าโรงงานของบริษัทหลายแห่งในเดนมาร์ก มุ่งผลิตวาล์วรูปแบบเมอร์เซเดส ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์มีความสลับซับซ้อนทางเทคโนโลยีมากสุด และมีราคาสูงกว่า ขณะที่โรงงานของบริษัทในจีนผลิตสินค้ามีราคาถูกกว่า และสินค้าเหล่านี้ส่วนใหญ่วางขายในตลาดท้องถิ่น ขณะเดียวกันคงการจ้างตำแหน่งงานไว้ได้ประมาณ 6,200 ตำแหน่งตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งการเปิดโรงงานในจีนจ้างตำแหน่งงานได้ 1,700 ตำแหน่ง งานวิเคราะห์ระบุว่า บริษัทอื่นๆ เช่น โคมัตสุ ผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องมือก่อสร้างและเวิร์ลพูลผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่อใช้ภายในบ้าน ได้ใช้ระบบเดียวกันกับเทค ฟอสส์ ด้วยการมีโรงงานแม่ในประเทศใช้ต้นทุนสูง ซึ่งคาดว่าจะเป็นแหล่งมีบทบาทเป็นผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยี กับการออกแบบ ไปให้กับโรงงานบริษัทในส่วนอื่นของโลก ในธุรกิจหลายกลุ่มยังพบด้วยว่า บริษัทธุรกิจที่มีโรงงานใช้ต้นทุนสูงมีประโยชน์ ไม่ใช่แค่การผลิตเพื่อจำหน่ายให้กลุ่มลูกค้าระดับบนเท่านั้น แต่โรงงานต้นทุนสูงบางครั้งยังมีบทบาท นำส่วนประกอบไฮเทคไปให้โรงงานใช้ต้นทุนต่ำ ซึ่งใช้เทคโนโลยีต่ำกว่า ได้ลองนำไปใช้ ด้วยแนวทางข้างต้น โรงงานต้นทุนสูงจึงปฏิบัติการเหมือน "ผู้ป้อนหรือถ่ายทอด" เพื่อการปฏิบัติการใช้ต้นทุนต่ำ นับเป็นหนทางชาญฉลาดได้งานในรูปแบบผสมผสาน ที่มีส่วนต่างๆ ปล่อยจากกลุ่มประเทศมีค่าจ้างต่ำไปหากลุ่มประเทศมีค่าจ้างสูง บนพื้นฐานที่ว่าต้นทุนสามารถผกผันกลับไปกลับมาได้ อย่างกรณีของเอบีบี กลุ่มผู้ผลิตเครื่องมือวิศวกรรมของสวีเดน มีโรงงานหลายแห่งในยุโรปตะวันตก ที่ใช้ส่วนประกอบหรือชิ้นส่วนด้านวิศวกรรมระดับสูง เพื่อนำไปใช้ในโรงงานหลายแห่งของบริษัทในหลายประเทศ เช่น จีนและอินเดีย สรุปว่า เมื่อย้อนกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์การปฏิวัติเศรษฐกิจของโลกในหลายศตวรรษที่ผ่านมา การจะฟื้นฟูให้ก้าวสู่ความยิ่งใหญ่รุ่งโรจน์ของกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออก ซึ่งรวมทั้งประเทศไทยด้วยนั้น คงจะต้องก้าวผ่านกาลเวลาอีกนานนับสิบปีของการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพทางการผลิตสู่การแข่งขันทางการค้าที่เท่าเทียมกัน...และเมื่อวันเวลานั้นมาถึง คงจะบอกได้ว่า ใครคือ "แชมเปียน" ตัวจริง!!
|