|
||||||||||||||
|
บริษัทธุรกิจสังคม
ปฐมบทใหม่ขององค์กรธุรกิจ
คอลัมน์ แยบยลกลยุทธ์ โดย ดร.ธีรยุส วัฒนาศุภโชค ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3872 (3072) ปัจจุบันได้มีความพยายามกันอย่างมากเกี่ยวกับการหาจุดสมดุลระหว่างคำว่า "ธุรกิจ" และ "สังคม" ซึ่งเท่าที่ผ่านมา ยังเติมจุดนี้ไม่เต็มเท่าไรนัก ในโลกแห่งการแข่งขันทางธุรกิจก็จะมุ่งเน้นแต่การสั่งสม "ความมั่งคั่งสูงสุด" ให้เกิดแก่องค์กร เป็นเป้าหมายสูงสุดเหนือสิ่งอื่นใด ซึ่งเป็นปรัชญาหลักตามแนวคิดเศรษฐกิจเสรีนิยมที่เราทุกคนว่ายตามครรลองกันมาช้านาน แต่จากสถิติขององค์การสหประชาชาติ ปรากฏว่าความมั่งคั่งส่วนใหญ่ในโลกกลับตกอยู่แก่แค่คนไม่กี่หยิบมือเท่านั้นครับ ซึ่งประชากรที่ร่ำรวยที่สุดในโลกประมาณ 2% ครอบครองความมั่งคั่งทั้งหมดในโลกไปมากกว่าครึ่ง และส่วนใหญ่เป็นประชากรที่อาศัยอยู่ในอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่นเท่านั้น ส่วนประชากรจำนวนมหาศาลในโลก ยังประสบกับภาวะขาดแคลนอดอยากยากจนครับ ดังนั้น จึงเริ่มมีการพยายามนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ ขึ้น โดยแนวคิดของ Social Business Enterprise หรือบริษัทธุรกิจสังคม นั้นได้ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายโดยนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบิล ซึ่งตัวเขาเองได้เริ่มศึกษาและลองนำไอเดีย ดังกล่าวไปใช้ และประสบผลสำเร็จมากในระดับที่น่าพอใจ จึงได้นำมาขยายผลให้ได้รับรู้กันครับ โดยบริษัทธุรกิจสังคมต้นแบบดังกล่าวนี้ เริ่มมาจากการที่เขาริเริ่มให้ลงทุนในกิจการเล็กๆ แห่งหนึ่ง ตั้งขึ้นเพื่อให้กู้ยืมต่อชาวบ้านที่ต้องการเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ นัยว่าเป็นการสร้างโอกาสทางด้านอาชีพให้กับคนจนที่พอมีศักยภาพนั่นเอง โดยไม่มุ่งเน้นทำกำไรเกินควร หลังจากนั้น กิจการนี้ก็เจริญเติบโตงอกงามเป็นอันดี จนกระทั่งกลายเป็นลักษณะของกิจการกึ่งธนาคารที่เรียกว่า Microlending ที่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด และได้ช่วยเหลือคนให้มีอาชีพที่มั่นคง พึ่งพาตัวเองได้นับล้านคน และสร้างธุรกิจใหม่ๆ กับโลกได้มหาศาลครับ ดังจะเห็นว่ากิจการนี้ได้ทั้งเงินและกล่องทีเดียวครับ มูลค่าธุรกิจเติบโตไปถึง 9 พันล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ได้ส่งผลบวกต่อสังคมอย่างมหาศาล ทั้งที่ไม่ได้ขูดเลือดขูดเนื้อเอาจากลูกค้าเลย ทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อลูกค้าและสาธารณชนโดยรวมอย่างมาก นำมาสู่การสนับสนุนของสังคม จึงทำให้อัตราการผิดนัดชำระหนี้ต่ำมากเพียงแค่ 2% เท่านั้น เรียกว่าต่ำว่าธนาคารทั่วไปอย่างไม่เห็นฝุ่นทีเดียว ต้นทุนจึงประหยัดไปได้มากด้วย แนวคิดธุรกิจแบบบริษัทธุรกิจสังคมนี้จึงถูกมองว่าน่าจะนำมาส่งเสริมให้สาธารณชนให้ความสำคัญ โดยหากคนส่วนใหญ่ ให้ความสนใจแล้วก็จะกลายเป็นแรงผลักดันให้หน่วยธุรกิจ ต้องหันกลับมามอง และปรับบทบาทของตน ให้เข้าใกล้ความเชื่อดังกล่าวมากยิ่งขึ้น โดยการมุ่งเน้นว่าบริษัทลักษณะนี้ จะไม่มุ่งประเมินผลการดำเนินงานจากแค่รายได้ และผลกำไรเท่านั้น แต่จะวัดถึงผลกระทบทางสังคมที่เกิดขึ้นในวงกว้างด้วย อาทิ หากเป็นบริษัทผลิตยารักษาโรค นอกจากตัวเลขทางการเงินปกติแล้ว อาจจะประเมินด้วยจำนวนของคนเจ็บที่รอดชีวิตในแต่ละปีจากยาของบริษัท หรือหากเป็นบริษัทในธุรกิจอาหารเสริม ก็อาจจะพิจารณาจากจำนวนของเด็กที่ได้รับการช่วยเหลือ ให้พ้นสภาวะการขาดสารอาหาร เป็นต้น ซึ่งจะเป็นการให้บริษัทตระหนักถึงความสำคัญในอีกแง่มุมหนึ่ง ที่ไม่เคยให้ความสนใจมาก่อน รวมถึงบริษัทธุรกิจสังคมนี้จะมีการออกหุ้นระดมทุนที่อ้างอิงกับผลตอบแทนทางสังคม (social return) เป็นหลักด้วย โดยนักลงทุนอาจจะเลือกลงทุนในบริษัทที่ช่วยชีวิตของประชากรได้มากกว่าคู่แข่ง หรือเป็นบริษัทที่ปล่อยมลพิษออกมาน้อยกว่าคู่แข่ง เป็นต้น ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่กิจการต้องการระดมทุน ก็จะต้องสะสมทุนทางสังคม (social capital) ให้มากที่สุดด้วย นั่นคือการดำเนินการบรรลุตามตัวชี้วัดทางสังคมข้างต้นสำหรับแต่ละกิจการนั่นเอง ฟังดูแล้วบางท่านอาจจะบอกว่ามันดูเป็นความฝันที่บรรลุยากเย็น แต่แท้จริงได้เริ่มมีการนำไปปฏิบัติในโลกธุรกิจแล้ว โดยจากการที่บริษัทดาน่อนที่เราคุ้นเคยกันในรูปของผลิตภัณฑ์โยเกิร์ตคุณภาพ ได้ร่วมจัดตั้งบริษัทธุรกิจสังคมอย่างจริงจังที่บังกลาเทศในรูปของธุรกิจร่วมทุน และมีวัตถุประสงค์หลักในการช่วยให้ประชากรลดปัญหาทางด้านการขาดสารอาหาร และจำหน่ายในราคาที่คนจนก็สามารถซื้อได้ โดยรายได้ที่ได้รับทั้งหมดจากการขายจะนำมาลงทุนต่อ โดยดาน่อนจะนำส่วนหนึ่งของรายได้ออกไปเฉพาะที่เป็นต้นทุนและเงินทุนเริ่มแรกของตนเท่านั้น ที่เหลือจะนำมาขยายการดำเนินงานต่อเนื่องออกไปเรื่อยๆ โดยโรงงานนี้ไม่เพียงแต่จำหน่ายสินค้าคุณภาพราคาถูกแล้ว ยังเน้นช่วยเหลือซัพพลายเออร์ที่เป็นชาวบ้านท้องถิ่นนั้นๆ ด้วย โดยจะสั่งซื้อน้ำนมจากเกษตรกรในท้องถิ่นนำมาแปรรูปเป็น โยเกิร์ต และขายโดยทีมขายตรงที่เป็นคนในท้องถิ่นเช่นกัน ซึ่งจะมีการจัดจำหน่ายไปยังสมาชิกของโรงงานจำนวนกว่า 6 ล้านคน เพื่อให้ลูกหลานของตนได้รับอาหารที่มีคุณภาพด้วย ซึ่งนโยบายการดำเนินการดังกล่าว ทำให้สร้างความมั่งคั่งให้กับทุกส่วนในแต่ละพื้นที่เลย ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าที่ได้รับผลิตภัณฑ์คุณภาพ ลดปัญหาการขาดสารอาหาร เกษตรกรที่ลดการถูกกดขี่จากตัวกลาง รวมถึงคนในท้องถิ่นหลายพันชีวิตที่มีรายได้จากการผลิตและจำหน่ายสินค้าดังกล่าว กิจการเองก็ใช่จะว่าขาดทุนนะครับ ได้ทั้งฐานลูกค้าที่ใหญ่โต กระแสรายได้ที่มั่นคง รวมถึงภาพลักษณ์ที่ดีงามเสมือนเป็นโล่อันแข็งแกร่งให้กับกิจการในระยะยาวอีกด้วย นับว่าเป็นการยิงนกครั้งเดียวได้มาทั้งฝูงทีเดียวครับ สามารถเพิ่มมูลค่าอย่างยั่งยืนให้กับทั้งกิจการและชุมชนที่ไปตั้งอยู่ และหากจะให้เข้ากับแนวคิดยั่งยืนอย่างแท้จริง โรงงานนั้นก็ต้องเป็นลักษณะของการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ทั้งระบบการผลิต การควบคุมปริมาณมลพิษที่ปล่อยต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงวัตถุดิบและหีบห่อที่ใช้ทั้งหมด ต้องสามารถรีไซเคิลและขจัดปัญหาที่จะเกิดกับสิ่งแวดล้อมได้ ซึ่งโรงงานดาน่อนนี้บรรลุทุกจุดมุ่งหมายที่กำหนด โดยองค์กรระหว่างประเทศอย่างยูนิเซฟก็เข้าไปพิจารณา และมองว่าหากทุกอย่างตรงตามเป้า ก็จะนำเอาโมเดลธุรกิจนี้ไปเผยแพร่ใช้กับกิจการทั่วโลก ซึ่งสำหรับหน่วยธุรกิจเองก็ถือเป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งในการเติบโตที่จับต้องได้ และโดยมิใช่มุ่งเน้นเพียงแค่ทำการกุศล บริจาค ช่วยเหลือผู้คนจากภัยพิบัติต่างๆ เท่านั้น แต่แนวคิดนี้เป็นการผสมผสานธุรกิจกับสังคมเข้ากันอย่างกลมกลืนลงตัว ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับกิจการทุกฝ่าย (stakeholders) แฮปปี้ ซึ่งทำให้กิจการมีความมั่นคงกว่าเดิมมาก เนื่องจากความศรัทธาและความเข้าใจที่ดีต่อกันจะเป็นฐานแห่งความแข็งแกร่งต้านทานการแข่งขันที่รุนแรงเป็นอย่างดี ซึ่งดาน่อนเองก็จะมีการรายงานผลตอบแทนทางสังคมที่กิจการทำนี้ควบคู่ไปกับผลประกอบการทางการเงินปกติด้วย ซึ่งจะเป็นการแสดงถึงการปฏิวัติรูปแบบการทำธุรกิจอย่างชัดเจน โดยขณะนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโคคา-โคลา จีอี ยูนิลีเวอร์ เป๊ปซี่ ฯลฯ ต่างให้ความสนใจในไอเดียนี้เช่นกัน คาดว่าน่าจะนำมาปรับใช้ไม่มากก็น้อย ธุรกิจในบ้านเราก็เตรียมความพร้อมรับกับคลื่นลูกใหม่ของ "บริษัทธุรกิจสังคม" ได้แล้วครับ หน้า 50
|