|
||||||||||||||
|
แนวโน้มประชากรโลก...
ระเบิดเวลาที่มองไม่เห็น
คอลัมน์ ล่องคลื่นโลกาภิวัตน์ โดย สฤนี อาชวานันทกุล ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3872 (3072) ในบรรดาปัจจัยความเสี่ยงระดับโลกในยุคโลกาภิวัตน์ มีความเสี่ยงประการหนึ่งที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่าชัดเจน เท่ากับปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่มีอันตรายไม่น้อยไปกว่ากัน นั่นคือการเปลี่ยนแปลงของประชากรโลก สารคดีเรื่อง "ปัญหาย้อนแย้งของประชากร" (The People Paradox) ซึ่งแพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์สาธารณะของอเมริกา (PBS) และผู้เขียนได้ดูดีวีดีเมื่อไม่นานมานี้ สรุปปัญหาเรื่องนี้ไว้อย่างดีเยี่ยม จึงอยากเก็บใจความสำคัญมาเล่าสู่กันฟังในคอลัมน์วันนี้ สหประชาชาติประเมินว่า หากอัตราการเกิดและตายของประชากรในประเทศต่างๆ ยังคงเดิม ประชากรประเทศร่ำรวยจะมีจำนวนน้อยลงและอายุเฉลี่ยสูงขึ้น ในขณะที่ประชากรของประเทศยากจนจะมีจำนวนสูงขึ้นและอายุเฉลี่ยต่ำลง นี่เป็นปัญหาใหญ่ เพราะหมายความว่าประเทศยากจนกำลังจะจนลงเพราะประชาชนมีลูกมากขึ้น ในขณะที่ประเทศร่ำรวยก็จะรวยช้าลง เพราะไม่มีประชากรวัยทำงานพอที่จะเลี้ยงดูคนชราและเด็ก เนื่องจากประชากรวัยทำงานคือผู้บริโภค และผู้เสียภาษีกลุ่มใหญ่ที่สุดในทุกสังคม ถ้าประชากรกลุ่มนี้มีจำนวนน้อยลง ก็จะฉุดให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงตามไปด้วย ภาวะสองขั้วตรงข้ามนี้คือคนแก่ส่วนใหญ่ร่ำรวยและคนหนุ่มสาวส่วนใหญ่ยากจน จะเป็นปรากฏการณ์ใหม่ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์มนุษย์ ถ้าย้อนกลับมามองใกล้ตัว จะพบว่าสถานการณ์ประชากรของไทยยังไม่เลวร้ายเท่ากับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ เนื่องจากความสำเร็จของโครงการวางแผนครอบครัว และวิถีชีวิตของคนไทยสมัยใหม่ที่แต่งงานช้าลงและมีลูกน้อยลง แต่ในอนาคตประเทศไทยก็ต้องเผชิญกับปัญหา "สังคมผู้สูงอายุ" คล้ายกับในประเทศร่ำรวยเหมือนกัน ในขณะที่ประเทศเรามีศักยภาพในการดูแลผู้สูงอายุไม่เท่ากับเขา โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ประชากรวัย 60 ปีขึ้นไป จะเพิ่มจากร้อยละ 10 (6.2 ล้านคน) ของประชากรทั้งหมดในปี 2549 เป็นร้อยละ 25 หรือ 16 ล้านคนเมื่อถึงปี 2578 ประเทศไทยยัง "โชคดี" ที่อัตราการเกิดของประชากรอยู่ในระดับต่ำ คือมีทารกเกิดใหม่ไม่ถึง 2 คนต่อครอบครัวต่อปี (ซึ่งตัวเลขนี้เรียกว่า "ระดับทดแทน" (replacement level) เพราะถ้าสามีภรรยาแต่ละคู่มีลูก 2 คน ก็เท่ากับผลิตประชากรขึ้นมาทดแทนตัวเองพอดี แปลว่าจำนวนประชากรทั้งประเทศจะคงที่อยู่เสมอ ซึ่งจะส่งผลให้จำนวนประชากรถึงจุด "อิ่มตัว" ที่ 65 ล้านคนไม่เปลี่ยนแปลงภายในปี พ.ศ.2565 โชคดีกว่าอินเดียและประเทศส่วนใหญ่ในทวีปแอฟริกา ซึ่งกำลังประสบปัญหาคนมีลูกมากโดยเฉลี่ย 3-6 คนต่อครอบครัว โดยเฉพาะในหมู่ผู้ยากไร้อัตราการเพิ่มของประชากรระดับสูงนี้กำลังสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อสภาพแวดล้อม ทรัพยากร เศรษฐกิจ และสังคม การเติบโตของชนชั้นกลางในอินเดีย (ซึ่งส่วนใหญ่นิยมมีลูกน้อยเพราะมีค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูลูกให้มีคุณภาพชีวิตเท่ากับตัวเอง สูงกว่าครอบครัวยากจนหลายเท่า) มีส่วนช่วยลดค่าเฉลี่ยทั้งประเทศของจำนวนบุตรต่อครอบครัว จาก 6 คน เป็น 3 คน ก่อนสิ้นศตวรรษที่ 20 แต่ผู้ยากไร้หลายร้อยล้านคนโดยเฉพาะทางภาคเหนือของอินเดีย เช่น มลรัฐอุตตรประเทศ (Utar Pradesh) ยังนิยมมีลูกมาก เฉลี่ย 5 คนต่อครอบครัว ถ้าอัตราการเกิดของอินเดียยังคงเดิม ประชากรอินเดียจะมีจำนวนเพิ่มขึ้น 2 เท่า จาก 800 ล้านคน เป็น 1.6 พันล้านคน ภายในปี ค.ศ.2050 ทำให้อินเดียแซงหน้าจีน กลายเป็นประเทศที่มีประชากรสูงสุดในโลก (จีนจะมีประชากรประมาณ 1.4 พันล้านคน เพราะอัตราเกิดต่ำกว่าอินเดียมาก) วัฒนธรรมอินเดียตี "ค่า" ของลูกชายสูงกว่าลูกสาว เพราะลูกสาวเมื่อแต่งงานแล้ว ต้องย้ายออกไปดูแลครอบครัวสามี นอกจากนี้ ฝ่ายเจ้าสาวยังต้องเป็นฝ่ายออกค่าสินสอดทองหมั้น แม้ว่าสินสอดจะผิดกฎหมายอินเดียแล้วตั้งแต่ ค.ศ.1961 การให้สินสอดก็ยังเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชาวบ้านส่วนใหญ่ในชนบท การแต่งงานกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ในชนบทอินเดียยังเป็นแบบคลุมถุงชน เจ้าสาวส่วนใหญ่มีอายุไม่ถึง 15-16 ปี ไร้การศึกษา แต่งงานแล้วมีหน้าที่อยู่บ้านดูแลครอบครัวอย่างเดียว ทำให้ผู้หญิงตกอยู่ใต้อาณัติของสามีและแม่สามี ในแต่ละปีมีผู้หญิงอินเดียกว่า 7,000 คนถูกสามีหรือแม่สามีสาดน้ำร้อนใส่เป็นแผลพุพองหรือเสียชีวิต โทษฐานไม่ให้กำเนิดบุตรชาย หรือครอบครัวของเธอให้สินสอดต่ำกว่าที่เรียกร้อง เนื่องจากลูกสาวถือเป็นภาระของครอบครัว และอัตราการอยู่รอดของเด็กในชนบทยังค่อนข้างต่ำเพราะปัญหาสุขอนามัย (เด็กอินเดียประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เป็นโรคตายก่อนอายุ 5 ขวบ) ครอบครัวยากจนส่วนใหญ่จึงนิยมมีลูกมาก ถ้าได้ลูกสาวก็หวังว่าคนต่อไปจะเป็นลูกชาย ถ้าได้ลูกชายก็อยากได้ลูกชายอีกคน จะได้ช่วยพี่ช่วยพ่อทำงานหาเงินมาจุนเจือครอบครัว คนอินเดียที่มีฐานะดีหน่อยนิยมไปส่องกล้องดูเพศทารกในครรภ์ และทำแท้งเมื่อเห็นว่าเป็นเพศหญิง ปัญหานี้ทำให้รัฐบาลออกกฎหมาย ห้ามไม่ให้แพทย์บอกเพศของทารกในครรภ์ แต่รัฐก็แทบไม่มีทางรู้ว่าแพทย์คนไหน ปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่ ดังนั้น รากของปัญหาประชากรในอินเดียจึงอยู่ที่ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างเพศ เมื่อไรผู้หญิงรู้หนังสือมากขึ้น มีโอกาสทำงานหาเงินเองมากขึ้น พวกเธอก็จะมีอิสระมากขึ้นในการตัดสินใจเองว่าจะแต่งงานกับใคร อยากมีลูกเมื่อไร และมีลูกกี่คน หากอินเดียสามารถลดอัตราการเกิดของทารกให้เหลือ 2 คนต่อครอบครัว ซึ่งแปลว่าในที่สุด จำนวนประชากรก็จะไม่เพิ่มมากไปกว่าปัจจุบัน อินเดียก็น่าจะสามารถรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอันน่าทึ่ง ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ไว้ได้อย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะปลูกข้าว ขุดบ่อน้ำ และสร้างงานใหม่ทุกปีได้พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของประชาชนทั้งประเทศหรือไม่ เพราะเด็กวันนี้จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่วัยทำงาน เป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจและสังคมในวันหน้า ความหวังข้อนี้ทำให้สถานการณ์ของอินเดียดีกว่าประเทศแถบใต้ทะเลทรายซาฮาราในทวีปแอฟริกา ดินแดนซึ่งยากจนข้นแค้นที่สุดในโลก ครอบครัวประเทศแถบนั้นมีลูกเฉลี่ย 5-6 คนต่อครอบครัว คล้ายกับชนบทอินเดีย แต่กำลังเผชิญกับปัญหา ที่สาหัสสากรรจ์ยิ่งกว่า นั่นคือปัญหาการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ ซึ่งกำลังคร่าชีวิตคนวัยทำงานไปอย่างเงียบเชียบแต่แน่นอน ความยากจนข้นแค้นเป็นเครื่องบีบบังคับให้ผู้หญิงแอฟริกันจำนวนมากยอมขายตัวเพื่อแลกกับอาหารเพียงหนึ่งมื้อ พอที่จะต่อชีวิตลูกๆ และน้องๆ ออกไปอีกไม่กี่ชั่วโมง การที่พวกเธอไม่ใช้ถุงยางเพราะอยากมีลูกมาแบ่งเบาภาระ ทำให้ติดเชื้อเอดส์ได้ง่าย โครงสร้างประชากรของแอฟริกาตอนใต้จึงมีรูปร่างคอดกลา งเหมือนนาฬิกาทราย ประชากรวัยทำงานมีจำนวนน้อยกว่าเด็ก (อายุต่ำกว่า 15 ปี) และผู้สูงอายุ แปลว่าคนหนุ่มสาวต้องทำงานหนักกว่าปกติเพื่อเลี้ยงดูคนช่วยตัวเองไม่ได้สองกลุ่มนี้ เนื่องจากจำนวนบุตรต่อครอบครัวของแอฟริกาตอนใต้ตอนนี้อยู่ในระดับสูงมาก ประชากรของประเทศเหล่านี้จะเพิ่มจำนวนขึ้น 2 เท่าภายในสิ้นศตวรรษที่ 21 ภายในช่วงเวลาเดียวกัน ประชากรยุโรปจะหายไปกว่า 70 ล้านคน เพราะแทบทุกประเทศในยุโรป มีอัตราการเพิ่มของประชากรต่ำมาก หลายประเทศไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ต่อปีด้วยซ้ำ ทำให้ทวีปแอฟริกาซึ่งเคยมีจำนวนประชากรเพียง 1 ใน 3 ของทวีปยุโรปเมื่อปี ค.ศ.1950 จะกลับกลายเป็นทวีป ซึ่งมีประชากร มากกว่าทวีปยุโรป 3 เท่า ณ สิ้นปี 2050 แต่ปัญหาประชากรหดตัวของยุโรปยังไม่แย่เท่ากับญี่ปุ่น ประเทศซึ่งจะกลายเป็น "สังคมผู้สูงอายุ" มีสัดส่วนผู้สูงอายุ ต่อประชากรสูงที่สุดในโลก หากอัตราการเกิดยังคงเดิมอยู่ที่ทารก 1.3 คนต่อผู้หญิง 1 คน ภายในสิ้นศตวรรษที่ 21 จำนวนประชากรของญี่ปุ่นจะลดลงจาก 126 ล้านคนในปัจจุบัน เหลือเพียง 60 ล้านคนเท่านั้น เท่ากับคนหายไปครึ่งประเทศ คนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะผู้สูงอายุ มองว่าต้นเหตุของปัญหาคือค่านิยมของผู้หญิงสมัยใหม่ที่ชอบชีวิตอิสระของคนโสดจนไม่ยอมแต่งงาน หรือแต่งงานช้า อาศัยอยู่กับพ่อแม่จนอายุใกล้ 30 หรือมากกว่านั้น พวกเธอถูกขนานนามว่า "โสดกาฝาก" (parasaito shinguru หรือ parasite single ในภาษาอังกฤษ) ซึ่งมีนัยในแง่ลบ สื่อความหมายว่าคนเหล่านี้เห็นแก่ตัว เอาเปรียบพ่อแม่ แต่อันที่จริงปรากฏการณ์นี้เป็นผลพวงจากความเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจและสังคมญี่ปุ่น มากกว่าความเปลี่ยนแปลงของระดับศีลธรรมส่วนบุคคล ภาวะเศรษฐกิจซบเซาต่อเนื่องยาวนานของญี่ปุ่นตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 กดดันให้ผู้หญิงเลิกเป็นแม่บ้าน ออกมาทำงานเคียงข้างสามีเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว และเนื่องจากวัฒนธรรมธุรกิจในญี่ปุ่นมองผู้หญิงที่มีลูกว่ามีภาระไม่คล่องตัว ทำให้มักจะมองข้ามผู้หญิงเมื่อถึงเวลาเลื่อนตำแหน่ง ผู้หญิงทำงานจำนวนมากจึงตัดสินใจมีลูกช้า หรือไม่ก็มีลูกคนเดียว ปัญหาผู้หญิงมีลูกช้าและมีลูกน้อย เป็นปัญหาใหญ่กว่าเดิมเมื่อคำนึงว่าจำนวนผู้สูงอายุกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยภายในสิ้นศตวรรษที่ 21 ประชากรญี่ปุ่นกว่า 1 ใน 3 จะเป็นคนชราอายุเกิน 65 ปี ความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่ประเทศร่ำรวยได้ประโยชน์มากกว่าประเทศยากจน ช่วยยืดอายุขัยของมนุษย์ให้ยาวขึ้นเรื่อยๆ สารคดีเรื่องนี้บอกว่า คนอายุ 60 ปีในปัจจุบันมีศักยภาพพอๆ กับคนอายุ 40 ปีเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 ปัจจุบันชาวญี่ปุ่นเป็นชนชาติที่อายุยืนที่สุดในโลก โดยผู้ชายมีอายุเฉลี่ย 78 ปี และผู้หญิงมีอายุถึง 84 ปีโดยเฉลี่ย สมัยก่อนผู้หญิงเป็นผู้ดูแลพ่อแม่ยามแก่เฒ่า แต่ในเมื่อตอนนี้ผู้หญิงญี่ปุ่นส่วนใหญ่ทำงานนอกบ้าน ใครจะมีเวลามาดูแลครอบครัว ? ปัญหาประชากรลดลง แปลว่าญี่ปุ่นน่าจะไม่มีทางหลีกเลี่ยงภาวะการถดถอยทางเศรษฐกิจได้ หากไม่เปิดประตูรับแรงงานอพยพจากต่างประเทศจำนวนอย่างน้อย 600,000 คนต่อปีมาช่วยพยุงเศรษฐกิจ และผลิตประชากรวัยทำงาน การอ้าแขนรับแรงงานอพยพ ซึ่งโดยธรรมชาติย่อมมีหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา และภาษา จะก่อให้เกิดความตึงเครียดอย่างแน่นอนต่อสังคมที่เป็น "วัฒนธรรมปิด" อย่างญี่ปุ่น โปรดติดตามตอนต่อไป หน้า 50
|