หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เปิดงานวิจัย TDRI บทบาทของบริษัทข้ามชาติในไทย

ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3872 (3072)

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์และคณะประกอบด้วย วีรวัลย์ ไพบูลย์จิตอารี, เสาวลักษณ์ ชีวสิทธิยานนท์, สุณีพร ทวรรณกุล จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้นำเสนอผลการศึกษาเรื่อง บทบาทของบริษัท ข้ามชาติในประเทศไทย ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้

2007feb19p1.jpg (102821 bytes)

2007feb19p2.jpg (79752 bytes)

2007feb19p3.jpg (97433 bytes)

ภาพรวมของบริษัทต่างชาติ

บริษัทจดทะเบียนใน ตลท. 700 บริษัท มีบริษัทที่มีต่างชาติมีอำนาจบริหาร 55 บริษัท มีมูลค่าตลาดรวมเป็นร้อยละ 17.48 ของมูลค่าตลาดของบริษัทจดทะเบียน

โดยกลุ่มบริการและเทคโนโลยีและการสื่อสารเป็นกลุ่มธุรกิจที่บริษัท ต่างชาติเข้ามามีบทบาทมากที่สุด โดยมีส่วนแบ่งมูลค่าตลาด สูงถึงร้อยละ 65.07 ในสาขาบริการ (ศึกษาเพียง 9 สาขา) ส่วนแบ่งตลาดของบริษัท ต่างชาติในธุรกิจโทรศัพท์มือถือมีสัดส่วนสูงสุดถึงร้อยละ 82 รองลงมา คือธุรกิจไฮเปอร์มาร์เก็ต และธุรกิจลอจิสติก ส่วนธุรกิจบัญชีและกฎหมาย มีส่วนแบ่งตลาดน้อย อาจเนื่องมาจากเป็นวิชาชีพสงวนเฉพาะคนไทย

คณะวิจัยให้ได้คำนิยามของบริษัทข้ามชาติ ไว้ว่าเป็นบริษัทที่อำนาจ ในการบริหารจัดการ ตกอยู่กับบริษัทแม่ ที่เป็นบริษัทข้ามชาติในต่างประเทศ (ถือหุ้นข้างมาก/ข้างน้อย หรือถือหุ้นโดยทางตรง/อ้อม) ไม่นับรวม ชาวต่างชาติที่ถือหุ้นข้างมากแม้จะเป็นกรรมการหรือผู้บริหารของบริษัท ข้ามชาติก็ตามบริษัทแม่ จะต้องประกอบธุรกิจในต่างประเทศไม่น้อยกว่า 3 ประเทศขึ้นไปรวมประเทศไทยด้วย และธุรกิจหลักของบริษัทแม่จะ ต้องเป็นธุรกิจเดียวกับธุรกิจของบริษัทลูกในประเทศไทย

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบริษัทข้ามชาติ

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการของบริษัทต่างชาติจะมีทั้งหมด 5 ฉบับ คือ

(1) การถือหุ้นของคนต่างด้าว - กฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

(2) การคุ้มครองการลงทุนต่างชาติ

(3) การส่งเสริมการลงทุน

(4) การจัดเก็บภาษีบริษัทต่างชาติ

และ (5) สนธิสัญญาหรือความตกลงต่างๆ เช่น สนธิสัญญาภาษีซ้อน สนธิสัญญาการลงทุน หรือความตกลงการค้าเสรี

แบ่งเป็นกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งในอดีตใช้ ปว.281 ไม่จำกัดการถือหุ้นของต่างชาติในธุรกิจการผลิต ยกเว้นธุรกิจ ในบัญชีแนบท้ายกฎหมาย (ก)-(ค)แต่ปัจจุบันใช้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยมีการ "ยกเว้น" ข้อจำกัดหุ้นส่วนต่างชาติ ในการประกอบธุรกิจในบัญชี 2 และ 3 ดังนี้

หากได้รับอนุญาตจาก รมว.พาณิชย์โดยอนุมัติจาก ครม. (บัญชี 2) และจากคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยอนุมัติของอธิบดี (บัญชี 3) (มาตรา 8)

แต่หากอยู่ภายใต้สนธิสัญญาระหว่างประเทศ (เช่น Treaty of Amity) ต้องขอหนังสือรับรองจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (มาตรา 10) กรณีที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุนหรือการนิคมอุตสาหกรรม (มาตรา 12)

ด้านการคุ้มครองการลงทุนของบริษัทข้ามชาติ ประเทศไทยได้ทำสนธิสัญญาทวิภาคีด้านการลงทุน (Bilateral Investment Treaties: BITs) กับประเทศต่างๆ จำนวน 39 ฉบับ (ฐานข้อมูล มิ.ย. 2548) แต่ต้องได้ใบรับรองก่อน ยกเว้นได้รับ

1) ใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542

2) บัตรส่งเสริมการลงทุนจาก BOI

และ 3) สัญญาสัมปทานจากหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งประเทศไทยมีความตกลงการให้การคุ้มครองการลงทุนระหว่างกัน Asean Agreement on the Protection and Promotion of Investment

โดยผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี สิทธิประโยชน์ในการส่งออก สิทธิประโยชน์ในเขตส่งเสริมการลงทุน และหลักประกันและความคุ้มครองต่างๆ ดังนี้ ผู้ประกอบการที่ดำเนินกิจการอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมยังได้รับสิทธิประโยชน์ ได้แก่

1) การถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในนิคมฯของนิติบุคคลต่างด้าว

2) การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของคนต่างด้าว

3) การได้รับอนุญาตให้ทำงานเฉพาะตำแหน่งของคนต่างด้าว

และ 4) การอนุญาตให้ส่งเงินออกไปนอกราชอาณาจักรเป็นเงินตรา ต่างประเทศได้

ภาษีรายได้จากบริษัทข้ามชาติ

สำหรับการจัดเก็บภาษีรายได้จากบริษัทข้ามชาติ จะมีทั้งหมด 5 รูปแบบ 1.เข้ามาจัดตั้งบริษัทในประเทศไทยเป็นบริษัทลูก หรือบริษัทในเครือ เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิที่ได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการที่ทำในรอบระยะเวลาบัญชี

2.เข้ามาตั้งสาขาหรือสำนักงานในประเทศไทยเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิ ที่ได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ทำในรอบระยะเวลาบัญชี แต่ถ้าเป็นกรณีประกอบกิจการขนส่งระหว่างประเทศ จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากรายรับก่อนหักรายจ่ายในอัตราร้อยละ 3 ตามมาตรา 67 แห่งประมวลรัษฎากร

3. เข้ามาตั้งกิจการร่วมค้าในประเทศไทยเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิที่ได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการที่ทำในรอบระยะเวลาบัญชี

4.เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทยโดยมีลูกจ้างหรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในประเทศไทย เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิ ตามมาตรา 76 ทวิ โดยบุคคลผู้เป็นลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเป็นตัวแทนของบริษัทต่างประเทศ และมีหน้าที่ในการยื่นรายการ และเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแทนบริษัทต่างประเทศ

5. เข้ามาประกอบกิจการขนส่งระหว่างประเทศเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากยอดรายรับก่อนหักรายจ่าย

ปัญหาและอุปสรรคสำคัญ

แต่อย่างไรก็ตามในการประกอบธุรกิจของบริษัทข้ามชาติในประเทศไทย ก็ยังมีปัญหาและอุปสรรคอยู่มาก อันเนื่องมาจากกฎ กติกาที่ไม่ชัดเจน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ (เช่นเรื่องภาษี การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว) ทำให้เกิดภาระต้นทุน โดยไม่เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย (เช่น เงื่อนไขสัดส่วนการจ้างงานพนักงานต่างชาติต่อพนักงานไทย 1:4 ของ ตม. ขั้นตอนในการต่ออายุวีซ่าการทำงาน ฯลฯ) นอกจากนั้นกฎหมาย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวยังมีลักษณะที่เข้มงวดเกินไปไม่เอื้อต่อการลงทุน

หากพิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรมจะพบว่า ภาคอุตสาหกรรม ยังการขาดการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ที่มีประสิทธิภาพ หน่วยงานควบคุมดูแลมาตรฐานสินค้ามีหลายหน่วยงาน

ที่สำคัญยังขาดแคลนแรงงานกึ่งทักษะ แถมนโยบายรัฐยังไม่มีความชัดเจน เช่น ในประเด็นของพลังงานทดแทน รถยนต์ Ecocar การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ ในภาคบริการ ยังมีปัญหากฎหมายวิชาชีพจำกัดการประกอบอาชีพของผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ และการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะภาษาอังกฤษ

สรุปแล้ว ฐานข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทต่างชาติในประเทศไทยมีน้อยมาก และไม่สมบูรณ์ บริษัทข้ามชาติมีส่วนแบ่งตลาด ประมาณร้อยละ 20-25 ในหลายธุรกิจที่ศึกษา บริษัทข้ามชาติเป็นแหล่งการจ้างงานและสร้างรายได้ให้แก่รัฐที่สำคัญ

นอกจากนี้แล้วยังช่วยลดการผูกขาดของธุรกิจไทยในบางอุตสาหกรรมอีกด้วย บริษัทต่างชาติส่วนมาก ประกอบธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง ยกเว้นธุรกิจที่ใช้ทุนและเทคโนโลยีสูง เช่น การขุดเจาะปิโตรเลียม

บริษัทต่างชาติได้เปรียบบริษัทไทยทั้งในด้านเทคโนโลยีในการผลิต และด้านข้อมูล ความรู้ ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และเครือข่าย บริษัทไม่ว่าไทยหรือต่างชาติมีมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมค่อนข้างสูงหาก ต้องส่งออกสินค้าไปประเทศที่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมสูง

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีพื้นฐานเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมใน การลงทุนที่ดีกว่าประเทศข้างเคียง โดยเฉพาะในเรื่องของขนาดของตลาด เสถียรภาพทางการเมือง นโยบายที่ค่อนข้างเสรี (ในทางปฏิบัติ) และความน่าอยู่สำหรับนักธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ

แต่ปัญหาหลักคือ ความไม่แน่นอนของกฎ กติกาต่างๆ ที่ให้อำนาจดุลพินิจแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐมาก และกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับแนวนโยบายของประเทศ

ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ

ประการแรก รัฐจะต้องปรับปรุงฐานข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทข้ามชาติ ปรับปรุงข้อจำกัดใน บัญชี 3 ของ กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจ ของคนต่างด้าวเพื่อที่จะให้บริษัทต่างชาติที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย เปิดเผยตนว่าเป็นนิติบุคคลต่างด้าว และควรกำหนดนิยามของบริษัทข้ามชาติที่ชัดเจน และกำหนดให้บริษัทที่มีลักษณะเป็นบริษัทลูก ของบริษัทข้ามชาติทุกรายต้องขึ้นทะเบียน กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ไม่ว่าจะประกอบธุรกิจในสาขาใดก็ตาม

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะตรวจสอบความถูกต้อง ความทันการและความสมบูรณ์ของข้อมูลบริษัทจดทะเบียน ในฐานข้อมูลของกรมพัฒนา ธุรกิจการค้า และฐานข้อมูลอื่นๆ และเปิดให้บริการฐานข้อมูลบริษัท จดทะเบียนแก่ประชาชนในราคาที่เป็นธรรม

หน่วยงานภาครัฐควรปรับปรุงวิธีการแบ่งหมวดอุตสาหกรรมสำหรับข้อมูลต่างๆ ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน รวมทั้งต้องปรับปรุง กฎ กติกา การกำกับดูแล รวบรวมและทบทวนกฎ กติกาที่กำกับการประกอบธุรกิจของคนและบริษัทต่างชาติที่มีอยู่ทั้งหมด และมีประเมินผลการบังคับใช้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ประเมินประโยชน์/ผลเสียที่เกิดจากจากการบังคับใช้กฎ กติกาเหล่านั้นในเชิงปริมาณ และในเชิงคุณภาพที่มีหลักฐานข้อมูลสนับสนุนอย่างชัดเจน

ประการสุดท้าย ต้องยกเลิกข้อห้ามการลงทุนแบบ "ครอบจักรวาล" ที่ไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจไทยที่เปิดรับการลงทุนในทางปฏิบัติ และ ไม่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยและคนไทย บังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อม ในประเทศให้ดีขึ้น เนื่องจากธุรกิจไม่ว่าไทยหรือต่างชาติย่อมมีแรงจูงใจ ที่จะประหยัดต้นทุนหากไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

หน้า 2