|
||||||||||||||
|
Spiritual Perspectives on
Globalization : ศาสนามองโลกาภิวัตน์
(1)
คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย ไสว บุญมา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3872 (3072) ว่ากันว่าโลกาภิวัตน์เป็นเสมือนกระแสน้ำอันเชี่ยวกราก หากไม่มีอะไรชะลอความเร็วของมันไว้เสียบ้าง มันจะสร้างความเสียหายใหญ่หลวง ขณะนี้ดูไม่มีอะไรที่แข็งแกร่งพอที่จะชะลอมันลงได้ นอกจากความยึดมั่นในจริยธรรมตามคำสอนของศาสนา อย่างไรก็ตามต่างศาสนาก็มักมองโลกาภิวัตน์ต่างกัน ฉะนั้นผู้หวังพึ่งศาสนาให้ลดความเชี่ยวของกระแสโลกาภิวัตน์อาจผิดหวัง ซ้ำร้ายบางครั้งศาสนายังถูกกระแสนั้นพาลอยไปด้วยเสียอีก เมื่อเร็วๆ นี้นักหนังสือพิมพ์ชื่อดัง Ira Rifkin ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งออกมาเพื่อเสนอรายละเอียดว่า ศาสนามองโลกาภิวัตน์อย่างไร และจะชะลอกระแสโลกาภิวัตน์ได้หรือไม่ หนังสือมีขนาด 233 หน้า ชื่อว่า Spiritual Perspectives on Globalization: Making Sense of Economic and Cultural Upheaval ประกอบด้วย 8 บท เสริมด้วยบทนำ บทสรุปและบทส่งท้าย แต่ละบทพูดถึงหนึ่งศาสนาหรือหนึ่งนิกายอันประกอบด้วยโรมันคาทอลิก อิสลาม ฮินดู ยิว พุทธ บาไฮ ศาสนาประจำเผ่า และโปรเตสแตนต์ ก่อนเสนอจุดยืนของศาสนาต่างๆ ผู้เขียนกล่าวว่าตามความเป็นจริงแล้วกระบวนโลกาภิวัตน์ได้เริ่มต้นตั้งแต่วันที่บรรพบุรุษของมนุษย์อพยพออกจากทวีปแอฟริกา และแยกย้ายกันออกไปตั้งหลักแหล่งในส่วนต่างๆ ของโลก การเผยแพร่ศาสนาก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนโลกกาภิวัตน์ด้วย ฉะนั้นโลกาภิวัตน์ไม่ใช่ของใหม่ แต่โลกาภิวัตน์ที่ถูกอ้างถึงว่ามีกระแสเชี่ยวกรากอยู่ในปัจจุบันนี้ จำกัดอยู่ที่กระบวนการสร้างความร่ำรวยอย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยการนำเอาทรัพยากรธรรมชาติมาใช้แบบสุรุ่ยสุร่าย เกินความจำเป็นสำหรับการดำรงชีพของมนุษย์ กระบวนการนี้ก่อให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงทั้งภายในสังคมมนุษย์เอง และระหว่างสังคมมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ซึ่งถูกทำลายจนแทบจะไม่สามารถสนับสนุนสังคมมนุษย์ได้อีกต่อไปแล้ว ผู้เขียนสรุปจุดยืนของนิกายโรมันคาทอลิกว่ามีอยู่ด้วยกัน 3 ประการหลักๆ คือ (1) ต้อนรับกระบวนโลกาภิวัตน์ ในแง่ที่มันมีศักยภาพในการช่วยให้คนทั่วโลกติดต่อกันได้สะดวกขึ้น ความสะดวกนี้จะเอื้อให้เกิดการสร้างชุมชน ที่มีจิตวิญญาณในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ (2) การขยายตัวทางเศรษฐกิจต้องเป็นธรรมสำหรับทุกคน โดยเฉพาะแก่ผู้ที่ขาดความสามารถที่จะแข่งขันในโลกที่กว้างขึ้น และ (3) ต่อต้านการเอาผลกำไรไว้เหนือสวัสดิการ และความเป็นมนุษย์ของคนงาน เนื่องจากนิกายนี้มีเครือข่ายอยู่ทั่วโลก คำสอนและจุดยืนของนิกายจึงแพร่กระจายออกไปอย่างทั่วถึง นอกจากการแพร่คำสอน และจุดยืนแล้วนิกายโรมันคาทอลิกยังมีองค์กรหลักสำหรับกิจกรรมช่วยเหลือ และพัฒนาสังคมโดยตรงชื่อ Caritas Internationalis ซึ่งมีเครือข่ายอยู่ในเกือบ 200 ประเทศ เครือข่ายที่กระจัดกระจายกันอยู่ในชุมชน เอื้อให้การช่วยเหลือประชาชนในระดับรากหญ้ามีประสิทธิผล แต่นิกายนี้มิได้จำกัดกิจกรรมอยู่ที่ระดับรากหญ้าเท่านั้น หากยังสนับสนุนกิจกรรมในกรอบที่กว้างออกไป เช่น การเข้าร่วมต่อต้านการสร้างท่อส่งน้ำมัน ผ่านสามประเทศในเขตแอฟริกาตะวันตก ซึ่งยังผลให้ผู้สร้างต้องปรับเปลี่ยนโครงการ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมพร้อมกับเพิ่มค่าตอบแทนให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ อีกตัวอย่างหนึ่งได้แก่ การสนับสนุนให้มีการยกหนี้ให้แก่ประเทศยากจน จุดยืนและกิจกรรมของชาวโรมันคาทอลิกมีบทบาทสำคัญ ที่กดดันให้ประเทศร่ำรวย และองค์กรการพัฒนา เช่น ธนาคารโลก ยกหนี้จำนวนมากให้แก่ประเทศยากจน นอกเหนือจากกิจกรรมที่ทำผ่านเครือข่ายขององค์กรหลักดังกล่าวแล้ว สมาชิกในนิกายโรมันคาทอลิก อาจมีกิจกรรมที่พวกเขาทำโดยตรงอีกด้วย เช่น การช่วยเหลือคนยากจน ในแหล่งเสื่อมโทรมขององค์กรของแม่ชีเทรีซา ซึ่งมีศูนย์ใหญ่อยู่ในอินเดีย และได้กระจายออกไปถึงสลัมจำนวนมากในหลายส่วนของโลก องค์การของแม่ชีเทรีซาไม่ได้ท้าทายองค์กรหลักของนิกาย หรืออำนาจรัฐของประเทศที่ตนเข้าไปทำกิจกรรม ต่างกับกลุ่มแมรี่โนลล์ซึ่งเข้าร่วมการเคลื่อนไหวในด้านต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ การเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจรวมทั้งการท้าทายอำนาจรัฐและการขัดขวางการทำงานขององค์การพัฒนา เช่น ธนาคารโลก หรือบริษัทห้างร้านโดยตรง การที่กลุ่มต่างๆ มีกิจกรรมแยกออกไปจากองค์กรหลักของนิกายเช่นนี้ชี้ให้เห็นว่า ภายในนิกายโรมันคาทอลิกเอง ก็มีความเห็นแตกต่างกันอย่างกว้างขวาง ความแตกต่างบางครั้งกลายเป็นความขัดแย้งรุนแรง ถึงกับมีการขับผู้ไม่เห็นด้วยออกจากนิกายเลยทีเดียว ทางด้านศาสนาอิสลาม ผู้เขียนสรุปว่าศาสนาอิสลามไม่ได้ต่อต้านกระบวนโลกาภิวัตน์ หากมองตนเองว่า เป็นโลกาภิวัตน์ทางเลือก ศาสดาโมฮัมหมัดเองมีพื้นฐานมาจากการเป็นพ่อค้า ฉะนั้นอิสลามไม่ต่อต้านการเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งนำไปสู่การแสวงหากำไร อย่างไรก็ตามการประกอบการในมุมองของศาสนาอิสลามต้องทำไปตามกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด เช่น ห้ามคิดดอกเบี้ยเงินกู้และมุสลิมต้องปันรายได้ที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเพื่อทำทาน ศาสนาอิสลามยึดความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าเป็นแสงส่องทางและความประสงค์ของพระองค์ได้แก่ การให้ความเคารพกันโดยสมบูรณ์ นั่นหมายความถึงการให้ความเป็นธรรม โดยปราศจากข้อแม้ทั้งแก่ตัวบุคคล และแก่ชุมชน ฉะนั้นชาวมุสลิมต่อต้านกระบวนโลกาภิวัตน์ที่มีตลาดเสรีชนิดตกขอบเป็นหัวจักรขับเคลื่อนของชาวตะวันตก เพราะพวกเขาเห็นว่านอกจากจะแสวงหาประโยชน์จากบุคคลโดยไม่เป็นธรรมแล้ว มันยังทำลายวัฒนธรรมอิสลามอีกด้วย ชาวมุสลิมจะรับได้ถ้าการแพร่กระจายของระบบตลาดเสรีเป็นไปตามแนวคิดของอิสลาม เช่นเดียวกับศาสนาอื่น ภายในศาสนาอิสลามก็มีความเห็นแตกต่างกันออกไปและแยกกันเป็นนิกายใหญ่ 2 นิกาย ได้แก่ นิกายซุหนี่กับนิกายชีอะห์ นอกจากนั้นภายในนิกายหนึ่งๆ ก็ยังมีความเห็นแตกต่างกันและแยกตัวออกไปเป็นกลุ่มย่อย ซึ่งยึดหลักปฏิบัติต่างจากนิกายของตน เช่น ภายในนิกายชีอะห์เองซึ่งดูจะยึดฐานความคิดแบบดั้งเดิมไว้อย่างเหนียวแน่น รวมทั้งการแต่งกายด้วย ก็มีกลุ่มที่เปลี่ยนไปยึดการแต่งกายและการแสวงหากำไรเช่นเดียวกับชาวตะวันตก ผู้เขียนยกกลุ่มนิซารีซึ่งมีสมาชิกทั่วโลกราว 15 ล้านคน และนำโดย อากา ข่าน มาเป็นตัวอย่าง สำหรับด้านศาสนาฮินดูผู้เขียนเห็นว่าเป็นศาสนาที่สรุปจุดยืนยากที่สุดเพราะมีแนวคิด และการปฏิบัติที่กระจัดกระจายออกไปจนแตกต่างกันมากกว่าศาสนาอื่น ทั้งนี้ดูได้ง่ายๆ จากการที่ชาวฮินดูมีเทพเจ้าจำนวนมากจนนับไม่ถ้วน เพราะพวกเขาเชื่อว่าการเดินไปสู่จุดหมายสูงสุดของชีวิต อันได้แก่ การหลุดพ้นจากการเวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสารอาจทำได้หลากหลายวิธี ฉะนั้นภายในศาสนาฮินดู จะมีทั้งผู้ที่สนับสนุน และผู้ที่ต่อต้านกระบวนโลกาภิวัตน์ในระดับมากน้อยต่างกัน ผู้ที่ต่อต้านมักอ้างหลัก "อหิงสา" ซึ่งหมายถึงการงดใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ พวกเขาจะกล่าวว่ากระบวนโลกาภิวัตน์ก่อให้เกิดการกดขี่ทั้งบุคคล วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุที่ใช้ตอบสนองความโลภแบบไม่มีขอบเขต และการบริโภคแบบสุดโต่ง ของคนบางกลุ่ม การมุ่งแสวงหาวัตถุเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุจุดหมายสูงสุดของชีวิต จากมุมมองของการแบ่งเวลา ชาวฮินดูมองว่าในขณะนี้โลกกำลังวุ่นวายเพราะตกอยู่ในช่วง "กลียุค" ทั้งที่หลัก "อหิงสา" รวมการงดการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แต่ชาวฮินดูจำนวนมากไม่ยึดการบริโภคตามหลักมังสวิรัติ และไม่ต่อต้านการสะสมโภคทรัพย์ ยิ่งกว่านั้นชนชั้นวรรณะสูงๆ ของอินเดียได้ออกไปเผยแพร่ศาสนาในต่างแดน ผู้เขียนอ้างว่าการเผยแพร่ได้รับความสำเร็จสูงมากจนในปัจจุบันนี้การฝึกโยคะ และการนั่งวิปัสสนาได้กลายเป็นของธรรมดาในสังคมตะวันตกไปแล้ว มองจากแง่นี้ชาวฮินดูใช้กระบวนโลกาภิวัตน์นำวัฒนธรรมของเขา เข้าไปสร้างอิทธิพลในสังคมตะวันตกอย่างกว้างขวาง ในขณะเดียวกันทั้งผู้ที่นำไปเผยแพร่และผู้ที่ปฏิบัติตามหลักศาสนาฮินดูไม่ได้ต่อต้านการมีโภคทรัพย์ หากดำรงชีวิตอยู่บนฐานของการมีวัตถุเช่นเดียวกับชาวตะวันตกโดยทั่วไป หน้า 50 Spiritual Perspectives on Globalization : ศาสนามองโลกาภิวัตน์ (จบ) คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3873 (3073) ตอนที่แล้วกล่าวถึงมุมมองของนิกายโรมันคาทอลิก อิสลามและฮินดู ตอนนี้จะนำเนื้อหาที่เกี่ยวกับอีก 5 ศาสนามาเล่า เริ่มด้วยศาสนายิวซึ่งผู้เขียนกล่าวว่าผู้นับถือศาสนานี้มีความสำเร็จในทางวัตถุสูงมาก และเป็นผู้ถือหุ้นสำคัญ ในบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นหัวหอกในการแพร่ขยายของกระบวนโลกาภิวัตน์มาแต่อดีตกาล ความสำเร็จของชาวยิวเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความอิจฉาและการต่อต้านศาสนายิวมาเป็นเวลานาน ในปัจจุบันนี้ยิวในอเมริกาประสบความสำเร็จสูงขึ้นไปอีกเพราะอเมริกาเป็นผู้นำในบรรดามหาอำนาจทางเศรษฐกิจ มองจากแง่นี้ชาวยิวเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดและสนับสนุนกระบวนโลกาภิวัตน์อย่างเต็มที่ แต่นั่นเป็นเพียงภาพหนึ่งเท่านั้น เพราะมีชาวยิวที่ต่อต้านระบวนโลกาภิวัตน์แบบสุดขั้วอยู่ทั่วไปในอเมริกาโดยเฉพาะในมหานครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการสร้างความร่ำรวยแบบสุดๆ แต่พร้อมกันนั้นก็มีคนจนแบบสุดๆ ที่อาศัยถึงขยะเป็นแหล่งหาอาหารปะปนอยู่ทั่วไป ชาวยิวที่ต่อต้านกระบวนโลกาภิวัตน์และเข้าร่วมทำความเคลื่อนไหวอย่างจริงจังอ้างถึงคำสอนศาสนาของเขา ที่เน้นความเท่าเทียมกันของมนุษย์ รวมทั้งการแบ่งปันทรัพยากร คำสอนนี้ตีความหมายได้ว่าศาสนาของเขา ห้ามผู้ใดผู้หนึ่งมีอำนาจครอบครอง และหาผลประโยชน์จากคนอื่น ฉะนั้นกระบวนโลกาภิวัตน์ฝืนคำสอนนี้อย่างชัดแจ้ง เพราะมันประกอบด้วยกิจกรรมที่นำไปสู่การเอาเปรียบคนงาน อย่างแพร่หลาย พร้อมกับทำลายสิ่งแวดล้อมเพื่อประโยชน์ของคนเพียงกลุ่มเล็กๆ ผู้เขียนกล่าวถึงศาสนาพุทธว่าเป็นเช่นเดียวกับศาสนาอื่นในแง่ที่มีนิกาย และหลักการปฏิบัติที่แยกย่อยออกไปจำนวนมาก แต่แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจอันเป็นหัวใจของกระบวนโลกาภิวัตน์ในปัจจุบัน ศาสนาพุทธมุ่งเน้นการใส่ใจต่อความมีเมตตา และความอารีอารอบต่อเพื่อนมนุษย์ การยึดมั่นในหลักของการแบ่งปันกัน นอกจากจะปูพื้นฐานเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกันแล้ว ยังจะช่วยลดความโลภลงอีกด้วย การสร้างความสัมพันธ์มีความสำคัญยิ่งเพราะศาสนาพุทธเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลนี้ล้วนมีความเกี่ยวพันกันทั้งหมด เป็นอนิจจัง และการลดความโลภคือทางนำไปสู่การเปลื้องทุกข์อันเป็นจุดหมายสูงสุดของชีวิต การที่ทุกสิ่งทุกอย่างมีความเกี่ยวพันกันหมด เป็นตัวกำหนดให้ทุกคนต้องมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เพราะการกระทำทุกอย่างสร้างผลกระทบต่อสิ่งอื่น จากมุมมองนี้พุทธศาสนา ต่อต้านกระบวนโลกาภิวัตน์อย่างปราศจากข้อสงสัย อย่างไรก็ตาม ชาวพุทธยึดหลักการปฏิบัติแตกต่างกันออกไป และส่วนใหญ่ไม่ออกมาเคลื่อนไหว เพื่อต่อต้านกระบวนโลกาภิวัตน์โดยตรง มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เคลื่อนไหว หรือสนับสนุนให้มีการเคลื่อนไหว ในรูปต่างๆ รวมทั้งการเขียนและการบรรยายเพื่อโน้มน้าวให้ผู้อื่นเห็นโทษของกระแสโลกาภิวัตน์ ในบรรดาชาวพุทธที่เห็นด้วยกับแนวปฏิบัตินี้มี ส.ศิวรักษ์ รวมอยู่ด้วย (หน้า 107-108) บาไฮเป็นศาสนาเล็กที่มีกำเนิดในประเทศอิหร่านเมื่อประมาณ 150 ปีมาแล้วและในขณะนี้มีสมาชิกประมาณ 5 ล้านคนกระจัดกระจายกันอยู่ทั่วโลก บาไฮต่างกับศาสนาอื่นอย่างชัดแจ้งที่มีความเชื่อว่า โลกาภิวัตน์เป็นขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการในแผนงานของพระผู้เป็นเจ้า ที่จะพามนุษยชาติ ไปสู่จุดมุ่งหมายอันได้แก่โลกที่มีเอกภาพ สันติภาพและความเป็นธรรม กระบวนการนี้จะวิวัฒน์ไปสู่โลกที่มีส่วนประกอบ 3 อย่างด้วยกันคือ ภาษาโลก เมืองหลวงโลก และรัฐบาลโลกอันประกอบด้วยฝ่ายรัฐสภา ฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการและฝ่ายตำรวจ จากมุมมองนี้สิ่งต่างๆ ที่ศาสนาอื่นเห็นว่าเป็นความชั่วร้ายของกระบวนโลกาภิวัตน์จึงเป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วคราว ซึ่งจะผ่านไปในวันหนึ่งข้างหน้าก่อนที่โลกจะวิวัฒน์ไปสู่จุดหมาย อย่างไรก็ตามคำสอนของศาสนาบาไฮ ไม่ได้บ่งว่าเมื่อไรโลกจึงจะวิวัฒน์ไปถึงจุดหมายนั้น ศาสนาประจำเผ่าประกอบด้วยสองส่วนคือ ส่วนที่เผ่าต่างๆ ยึดถือติดต่อกันมาตลอด และส่วนที่ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาจากความทรงจำ โดยใครก็ตามที่เชื่อว่ามันเป็นทางเลือกที่เหมาะสม สำหรับสังคมปัจจุบัน ฉะนั้นศาสนา หรือหลักความเชื่อ ในกลุ่มนี้มีความแตกต่างกัน อย่างไรก็ตามผู้เขียนสรุปว่าทั้งสองส่วนต่อต้านกระบวนโลกาภิวัตน์ ในส่วนของศาสนาที่เผ่าต่างๆ ยึดถือติดต่อกันมานั้นให้ความสำคัญต่อทั้งสถาบันครอบครัวซึ่งในที่นี้ อาจครอบคลุมสมาชิกทั้งหมดของเผ่า และผืนดิน หรือสิ่งแวดล้อม พวกเขาต่อต้านโลกาภิวัตน์ เพราะมันเป็นกระบวนการที่มักทำลายสถาบันครอบครัวและสิ่งแวดล้อม สำหรับส่วนที่ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่นั้นเชื่อในความเกี่ยวพันกันของทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ความเป็นอนิจจัง และความสำคัญของชุมชน ผู้ที่รื้อฟื้นความเชื่อนี้ขึ้นมาเห็นว่าศาสนาหลักของโลกทั้งสาม ซึ่งได้แก่ยิว คริสต์และอิสลาม แยกพระผู้เป็นเจ้าออกจากธรรมชาติ การกระทำเช่นนั้นนำไปสู่การทำลายสิ่งแวดล้อม โดยปราศจากความยั้งคิด ฉะนั้นพวกเขาต่อต้านกระบวนโลกาภิวัตน์เต็มที่ ผู้เขียนกล่าวว่านิกายโปรเตสแตนต์ก็มีแนวคิดและหลักการปฏิบัติที่กระจัดกระจายออกไปเป็นกลุ่มย่อยนับพันกลุ่ม ทำให้ยากแก่การจะฟันธงลงไปสั้น ๆ ว่าจุดยืนของนิกายนี้อยู่ที่ไหน อย่างไรก็ตามเนื่องจากทุกกลุ่มยึดเอาพระคัมภี ร์เป็นที่มาแห่งความจริง ฉะนั้นการมองกระบวนโลกาภิวัตน์ ต้องมองจากการอ่านพระคัมภีร์ซึ่งผู้เขียนอ้างถึง 4 อย่างด้วยกันคือ (1) โลกาภิวัตน์เป็นส่วนหนึ่งของแผนงานของพระผู้เป็นเจ้า ที่จะนำโลกไปสู่จุดหมาย ฉะนั้นความยุ่งเหยิงทั้งหลาย ที่ปรากฏเป็นกระบวนการของฝ่ายต่อต้านพระผู้เป็นเจ้า กระบวนการนี้จะเป็นสิ่งชั่วคราว เพราะพระผู้เป็นเจ้า จะเอาชนะมันได้ในที่สุด (2) ชาวคริสต์มีหน้าที่เผยแพร่คำสอนของศาสนา จากมุมมองนี้โลกาภิวัตน์เป็นสิ่งที่ดี เพราะมันช่วยให้การเผยแพร่คำสอนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น (3) ชาวคริสต์มีหน้าที่ดูแลโลก และผลิตลูกหลานออกมาครองโลก ข้อนี้มีความขัดแย้งกันอยู่ในตัว และก่อให้เกิดการถกเถียงกันอย่างรุนแรง ระหว่างฝ่ายที่ต้องการให้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้นต่อไป กับฝ่ายที่เห็นว่านั่นจะเป็นการทำลายโลก ซึ่งขัดความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า และ (4) ชาวคริสต์ต้องดำเนินชีวิตอย่างเป็นธรรมซึ่งเป็นข้ออ้างที่ชาวคริสต์จากหลากหลายความเห็นร่วมกันเคลื่อนไหว เพื่อกดดันให้มีการยกหนี้ให้แก่ประเทศยากจนดังที่กล่าวถึงในตอน (1) แล้ว เนื้อหาที่ผู้เขียนนำมาเสนอบ่งอย่างแจ้งชัดว่าแนวคิดและการปฏิบัติของศาสนามีความแตกต่างกันมาก ทั้งระหว่างศาสนา และภายในแต่ละศาสนาเอง ฉะนั้นผู้เขียนสรุปว่าเราจะหวังพึ่งศาสนา ให้ชะลอความเชี่ยวกรากของกระแสโลกาภิวัตน์คงไม่ได้ แต่เขาไม่เสนอให้เรางอมืองอเท้าเพื่อรอรับชะตากรรมโดยไม่ต้องทำอะไร เขาแนะนำว่าสิ่งที่เราทำได้มีหลายอย่าง และยกแนวคิดของปราชญ์มา 2 ข้อได้แก่ (1) ฝึกดำเนินชีวิตบนฐานของการมีความเมตตา และ (2) เวลาจะซื้ออะไรก็คิดอย่างอย่างรอบคอบเสียก่อนว่าเพื่ออะไรและสินค้านั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร ข้อคิดเห็น - แม้จะมีความแตกต่างกัน ทุกศาสนาวางอยู่บนฐานความคิดของความเป็นธรรมและความเท่าเทียมกัน ไม่มีศาสนาไหนยกย่องให้ความโลภเป็นของดี จากมุมมองนี้ปัญหาเกิดขึ้นเพราะมนุษย์ส่วนใหญ่เป็นจำพวก "มือถือสากปากถือศีล" หรือพวก "รับและให้ศีลห้าเวลาเช้า พอบ่ายจัดซัดเหล้าจนเมาแอ๋" ฉะนั้นจึงน่ากังขาอย่างยิ่งว่า ปัญหาอันเกิดจากกระบวนโลกาภิวัตน์ ที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน จะผ่านไปโดยไม่ทำให้โลกใบนี้ชำรุดจนเกินการเยียวยา ปัญหาที่ทับถมกันขึ้นมาเรื่อยๆ จะนำไปสู่ "จุดพลิกผัน" (The Tipping Point) หรือ "จุดวิกฤต" (The Chaos Point) ตามแนวคิดของหนังสือที่เคยนำมาเสนอในคอลัมน์นี้เมื่อไรก็ยังไม่มีใครรู้ สำหรับนักปรัชญาชื่อ Irvin Laszlo ผู้เขียนเรื่อง The Chaos Point โลกจะเดินถึงจุดนั้นในอีก 5 ปีข้างหน้าถ้ามวลมนุษย์ยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดังที่ทำกันมา จากมุมมองของผู้เขียนเรื่องที่นำมาเล่าวันนี้ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต้องเริ่มทำกันที่การดำเนินชีวิตแบบมีเมตตา และก่อนจะซื้ออะไรตอบคำถามให้ได้ว่ามันมีที่มาที่ไปอย่างไร และจะซื้อไปทำไม ข้อเสนอแนะนี้มีความลึกซึ้งยิ่ง หน้า 50
|