หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ภาษากายและความสุภาพ

นิธิ เอียวศรีวงศ์  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1383

อาจารย์เกษียร เตชะพีระ ส่งจดหมายตลกๆ ของผู้อ่านหนังสือ New Statemen มาให้อ่าน ผู้เขียนเป็นชาวอินเดีย อธิบายการใช้มือของชาวอินเดียว่า แต่ละข้างใช้ทำอะไรบ้าง

ข้างขวาใช้กินข้าว ซึ่งแน่นอนว่ากินด้วยมือ ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นศิลปะการใช้มือที่ละเมียดละไม เพราะจะกอบข้าว (สวย) ยัดปากทีละคำก็ได้ แต่เลอะเทอะน่าดู จึงมีวิธีจีบนิ้วรวบข้าวให้พอดีคำแล้วเปิบเข้าปากให้ไม่เลอะเทอะ

ส่วนมือซ้ายก็ไม่น่าแปลกใจสำหรับคนไทย (ภาคกลาง) แต่อย่างไร คือใช้ล้างก้น ทว่าส้วมในอินเดียคงไม่มีน้ำอยู่ในนั้น เขาจึงใช้คนโทหรือกาน้ำชนิดพิเศษไว้ล้างก้นโดยเฉพาะ ใช้มือขวารินน้ำผ่านพวยลงด้านหลังให้เหมาะเจาะ แล้วใช้มือซ้ายทำความสะอาด

ด้วยเหตุดังนั้น ธรรมเนียมแขกจึงไม่มีวันใช้มือซ้ายเปิบข้าวเป็นอันขาด

ก็ไม่น่าแปลกประหลาดสำหรับคนไทยภาคกลางที่อยู่ริมน้ำ ซึ่งไม่นิยมใช้ไม้ "แก้งขี้" เพราะเราก็ทำอย่างเดียวกันทุกอย่าง อันเป็นธรรมเนียมของผู้ดีภาคกลางมานาน ผมควรกล่าวด้วยว่า ที่ลงพระบังคนในสมัยโบราณ (ซึ่งที่จริงก็เป็นแค่ฉากกั้น) ก็ไม่มีน้ำขังไว้ แต่ต้องถวายน้ำชำระขึ้นไปพร้อมกับกระโถนเหมือนกัน ผมไม่ทราบว่าผู้ดีไทยระดับขุนนางเขาถ่ายอุจจาระกันอย่างไร

เมื่อผมเป็นเด็ก จำได้ว่าธรรมเนียมรังเกียจมือซ้ายยังแพร่หลายในเมืองไทย จะยกมือในชั้นเรียนก็ต้องยกมือขวาเพราะครูรังเกียจว่ามือซ้ายไม่ควรใช้ยกเพื่อสื่อภาษากับครู ส่งของให้กันและกันก็ไม่ควรใช้มือซ้าย และแน่นอนไม่ควรกินข้าวด้วยมือซ้าย

ผมออกจะสงสัยว่าที่ครูเคี่ยวเข็ญเด็กถนัดซ้ายให้เขียนหนังสือด้วยมือขวา คงมีรากระดับสำนึกมาจากความเชื่อว่า ตัวอักษรศักดิ์สิทธิ์ (เคยได้ยินว่าแทนพระพุทธเจ้าแต่ละองค์) จึงไม่ควรเอามือซ้ายซึ่งใช้ล้างก้นมาเขียน

และผมยังสงสัยอีกด้วยว่า ธรรมเนียมผู้ดีไทยในการกินการขี้นั้น "ไม่ไทย" เท่าไรนัก แต่รับเอามาจากแขก ผ่านเขมรมาทั้งดุ้นเลย ทำไมหรือครับ เริ่มจากขี้ก่อน

คนที่ใช้น้ำล้างก้นนั้นมีมากน้อยแค่ไหน ผมก็ไม่ทราบ แต่ผมแน่ใจว่าคนที่จะใช้น้ำล้างก้นได้นั้นต้องขี้ลงน้ำ ซึ่งแปลว่า จ๋อมจริงๆ ไม่ใช่อยู่ในชุมชนที่มีน้ำไหลผ่านเท่านั้น เพราะผมยังไม่เคยเห็นคนบ้านนอกซึ่งก็อยู่ในทำเลที่มีน้ำไหลผ่านเหมือนกัน "ไปทุ่ง" ด้วยการหิ้วกระป๋องน้ำไปด้วย เคยเห็นแต่ถือเสียมไป ถือไปทำไมก็คงพอเดาได้ หรือถือไม้เรียวไป เพื่อเอาไว้ไล่หมู่ซึ่งฉลาดพอจะวิ่งตามไปเป็นพรวน จะได้ไล่เพื่อถ่ายสะดวกหน่อย ไว้เสร็จแล้วหมูค่อยจัดการ

คงจำนิทานพื้นบ้านเรื่องไม้ชำระของพระร่วงได้นะครับ ขนาดพระร่วงยังใช้ไม้เลย ไม่ได้ใช้น้ำสักหน่อย เพื่อนผมที่มาจากต่างจังหวัด แม้แต่จากทำเลที่น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ล้วนใช้ตอกสำหรับการนี้ทั้งนั้น

น้ำเพิ่งไหลตามท่อไปสู่ก้นคนในภายหลัง เราจึงสามารถเป็นผู้ดีกันได้กว้างขวางขึ้นมา

ส่วนการกินนั้น ว่าตามทฤษฎีคุณสุจิตต์ วงษ์เทศ คนไทยแต่เดิมกินข้าวเหนียว เพิ่งมากินข้าวเจ้าในภายหลัง เมื่อได้รับอิทธิพลแขกเข้มข้นขึ้น จึงมีคนไทยที่กินข้าวเจ้าอยู่ไม่มากนัก ได้แก่ ภาคกลางและภาคใต้เท่านั้น

และการกินข้าวเหนียวนั้นต้องใช้ทั้งสองมือ คนเหนืออธิบายให้ผมฟังว่า จะให้ข้าวเหนียวอร่อยต้องนวดหรือบี้มันก่อนกิน ฉะนั้นเขาจะเอาข้าวเหนียวทั้งก้อนกำไว้ในมือซ้ายแล้วใช้มือขวาดึงออกมาพอคำ บี้หรือนวดมันจนเป็นก้อนกลมๆ จึงค่อยยัดเข้าปาก (หรือจ้ำน้ำพริกก่อนยัด)

แน่นอน คุณจะทำอย่างนั้นกับข้าวเจ้าไม่ได้ จึงต้อง "เรียน" วิธีการกินข้าวเจ้าจากคนอื่น ซึ่งอาจเป็นเขมร, มอญ, หรือไทยด้วยกัน แต่ได้เปลี่ยนไปรับวัฒนธรรมอื่นแล้วมาใช้

แม้กระนั้นก็ใช่ว่า คนไทยที่กินข้าวเหนียวและใช้ไม้แก้งขี้จะไม่รู้จักการใช้ร่างกายในการสื่อสารกันนะครับ เพราะภาษากายน่าจะเป็นภาษาแรกของมนุษย์ ไม่ต่างจากสัตว์ซึ่งสื่อสารกันด้วยกายมาก บางชนิดอาจจะมากเท่าๆ กับเสียง

บังเอิญผมไม่มีโอกาสเติบโตมาในวิถีชีวิตชาวบ้าน จึงเรียนรู้ภาษากายของคนชั้นกลางซึ่งรับมาจากผู้ดีอีกต่อหนึ่ง ซ้ำโรงเรียนยังพร่ำสอนภาษากายแบบผู้ดีเช่นนี้ให้เด็กทั่วประเทศไทยด้วย

ที่จะพูดต่อไปนี้จึงไม่ใช่ภาษากายที่ชาวบ้านไทยคุ้นเคย

อย่างที่นักประวัติศาสตร์-มานุษยวิทยาคนหนึ่งได้ชี้ให้เห็นจากหลักฐานฝรั่งที่ได้ประสบพบเห็นราชสำนักของพระนารายณ์ ว่า ประเพณีของราชสำนักคือการใช้ร่างกายนั้นแหละ ตอกย้ำสถานภาพทางสังคมของผู้คนในนั้น โดยถือเอาส่วนต่างๆ ของร่างกายของแต่ละคนเปรียบเทียบกันเป็นเกณฑ์

ขอยกตัวอย่างง่ายๆ นะครับ เช่น พระเจ้าแผ่นดินประทับบนพระที่นั่งซึ่งอยู่บนบุษบก ในขณะที่ขุนนางหมอบเฝ้าอยู่กับพื้น พระบาทของพระเจ้าแผ่นดินจึงลอยอยู่เหนือหัวของผู้เข้าเฝ้า สอดคล้องกับคำกราบบังคมทูลว่าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท และแทนตัวเองว่าเกล้ากระหม่อม, ปกเกล้าปกกระหม่อม ฯลฯ อะไรทำนองนั้น

คือไม่ใช่เรื่องภาษาพูดอย่างเดียว แต่จัดสถานการณ์ทางกายภาพให้เป็นอย่างนั้นด้วย

ผมคิดว่าธรรมเนียมผู้ดีไทยถือส่วนต่างๆ ของร่างกายเพื่อกำหนดความสูงต่ำทางสังคม ไม่เฉพาะแต่เวลาเข้าเฝ้าเท่านั้น

ทั้งร่างกายของเรามีขวัญสถิตอยู่ตามส่วนต่างๆ ทั้งสิ้น หัวก็มีขวัญสถิตอยู่เหมือนกัน แต่เป็นส่วนสูงสุดของร่างกายและดูเหมือนขวัญจะอ่อนกว่าส่วนอื่น คือเตลิดเปิดเปิงได้ง่าย หากถูกสัมผัสหรือลบหลู่ (หรือขวัญส่วนหัวจะคุมขวัญส่วนอื่นหมดก็เป็นได้กระมัง) ฉะนั้น หัวจึงต้อง "ถือ" ปล่อยให้ถูกละเมิดหรือตกไปอยู่ในที่ซึ่งถือว่า "ต่ำ" ไม่ได้ เช่นใต้ผ้านุ่งเมีย (นอกห้องนอนนะครับ)

เดินผ่านผู้ใหญ่ต้องค้อมตัวลง ก็เพื่อให้ตัวเราทั้งตัวลดต่ำกว่าหัวผู้ใหญ่ เป็นภาษาที่บอกความเคารพ

ตรงข้ามกับหัวคือเท้า เป็นส่วนต่ำสุดซึ่งไม่พึงวางไว้สูงกว่าส่วนอื่นของร่างกายตนเอง หรือร่างกายคนอื่นเป็นอันขาด โดยเฉพาะผู้หลักผู้ใหญ่

ผมสงสัยว่าท่าเบญจางคประดิษฐ์ที่เราใช้ในการกราบพระ สำหรับคนไทยแล้ว ไม่ใช่กิริยาของมือกับหน้าผาก (หรือหัว) เท่านั้น แต่เป็นการยอมทุกส่วนของร่างกายลงแนบพื้นเบื้องหน้าพระพุทธรูปซึ่งตั้งอยู่บนฐานชุกชีเหนือขึ้นไป ส่วนแขกต้นตำรับนี้จะคิดอะไรผมไม่ทราบ คำถามคือถ้าอย่างนั้นทำไมไม่รับอัฏฐางคิกประดิษฐ์ หรือนอนราบแล้วกราบแบบแขกมาใช้ล่ะ คำตอบคือนอนกราบท่านั้นจะทำให้เท้าชี้ไปที่คนอยู่ข้างหลังสิครับ

เช่นเดียวกับท่านั่งพับเพียบ คือนั่งเก็บเท้านั่นเอง

ทั้งนี้รวมถึงสรรพนามทั้งหลายที่เราใช้ด้วย (เกล้ากระผม, ผม, ใต้เท้า ฯลฯ) ก็เอาส่วนที่ต่ำของร่างกายแทนผู้ฟัง ส่วนที่สูงแทนผู้พูด

อย่างไรก็ตาม ความเคร่งครัดในภาษากายที่เน้นสถานภาพทางสังคมเช่นนี้ เป็นเรื่องที่จำกัดอยู่ในหมู่ผู้ดีเท่านั้น ไม่รวมถึงไพร่ประชาราษฎรทั่วไปซึ่งมีชีวิตอยู่ในสังคมที่ไม่ได้เน้นความแตกต่างทางสถานภาพเข้มข้นเท่าพวกผู้ดี ฉะนั้นภาษากายหรือ "มารยาท" ส่วนนี้จึงแตกต่างกัน และผู้ดีดูถูกว่าไพร่ไม่มี "มารยาท" เพราะใช้ภาษากายต่างไป

ผมคิดว่าภาษากายเหล่านี้เริ่มจะไร้ความหมายไปในปัจจุบัน แม้พยายามจะยัดเยียดไว้ในโรงเรียนก็ตาม เพราะภาษาเหล่านี้กลายเป็นแบบแผนตายตัวเกินไป จนกระทั่งสามารถเอามาประกวด "มารยาท" ชิงรางวัลกันในแต่ละโรงเรียนได้ แปลว่าท่ากราบ, ท่าไหว้, ท่ากราบพระ, เดินค้อมตัว ฯลฯ มีการประดิษฐ์มาตรฐานแข็งโป๊กตายตัวว่าต้องเอามือพนมไว้ที่ตรงโน้นตรงนี้ หรือค้อมตัวอย่าให้ก้นแอ่น ฯลฯ

อันที่จริงผมก็เห็นใจกระทรวงศึกษาและครูนะครับ ที่สอนกันได้แต่ท่าก็เพราะท่าเหล่านี้มาจากทัศนคติต่อสังคม นั่นคือ ทัศนคติของคนในสังคมที่เน้นความต่างของสถานภาพทางสังคม และความสัมพันธ์ที่เป็นทางการทั้งหมดต้องแสดงผ่านภาษา (ทั้งเสียงและกาย) ที่แสดงออกซึ่งการยอมรับความต่างดังกล่าวนี้

เราจึงสืบทอดได้แต่ภาษากายที่ท่าทาง ไม่อาจสืบทอดความหมายของภาษากายได้ เพราะความหมายเป็นเรื่องของใจไม่ใช่กาย ใจคนไทยเปลี่ยนไปแล้ว จะให้สำนึกในความต่างทางสถานภาพเหมือนเก่าไม่ได้

ใจของคนรุ่นใหม่หรือวัยรุ่นก็คงเปลี่ยนมากกว่าคนรุ่นผม จนกระทั่งพวกเขามักถูกมองว่าไม่มี "มารยาท" เพราะใช้ภาษากายคนละอย่างกับคนรุ่นผมเสียแล้ว

ครูบาอาจารย์บ่นว่า เดินไม่ระวังจะถูกนักศึกษาชนเอาคว่ำได้ เพราะเขาไม่รู้จักค้อมตัวเวลาเดินสวนกับครู เป็นต้น

มือซ้ายก็ไม่มีใครถือว่า "ต่ำ" กว่ามือขวา นอกจากเขียนหนังสือด้วยมือซ้ายโดยครูไม่รบกวนได้แล้ว ยังใช้ทำอะไรอย่างอื่นได้โดยไม่มีใครถือ เอาเข้าจริง ผมก็ไม่แน่ใจว่าคนไทยปัจจุบันล้างก้นด้วยมือไหน เพราะผมเห็นส้วมสาธารณะและตามโรงแรมบางแห่ง ติดสายชำระไว้ทางซ้าย

มารยาทของสังคมเสมอภาคเป็นอย่างไรผมก็ไม่ทราบ แต่สังคมที่เรียกคนอื่นว่า "สหาย" หมดก็เหลือน้อยสังคมลงทุกที ถ้าถือสังคมฝรั่งตะวันตกว่าเป็นสังคมเสมอภาค (อย่างน้อยก็บางด้าน) เขาก็ยังใช้ภาษากายที่ตกทอดมาจากอดีตหลายอย่าง เพียงแต่แปรความหมายมันไปเสียให้เหมาะสมกับสังคมเสมอภาค เช่น การจุมพิตแหวนบนนิ้ว ก็ไม่ได้ทำพร่ำเพรื่อ แต่สงวนไว้กับสันตะปาปาเท่านั้น

หรือคำว่า Sir ก็ใช้เรียกผู้ชายแปลกหน้าอย่างสุภาพได้หมด กลายเป็นคำที่ไม่เกี่ยวกับยศศักดิ์อัครฐาน เหมือนภาษาไทยภาคกลางใช้คำว่า "คุณ" เรียกคนอื่นได้หมดในปัจจุบัน ทั้งๆ ที่แต่เดิมเขาสงวนไว้ใช้กับคนบางสถานภาพเท่านั้น

ผมจึงคิดว่า เราต้องให้ความหมายใหม่กับภาษากายที่รับมาจากโบราณ รวมทั้งไม่ควรเคร่งครัดกับท่าทางอย่างตายตัวเกินไปนัก เพราะจะให้อะไรเปลี่ยนได้ ก็ต้องไม่ทำให้มันกลายเป็นแบบแผนตายตัว มีผิดมีถูก เสียจนไม่มีใครปรับเปลี่ยนมันได้เลย

ก่อนที่คนไทยจะกลายเป็นคนสิงคโปร์ ซึ่งไม่มีภาษากายของความสุภาพจะสื่อกับใครได้เลย

หน้า 91