หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เงินบาท ตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้

คอลัมน์ นอกรอบ  โดย ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ dr.nitinal@gmail.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3871 (3071)

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน นี่เผลอแป๊บเดียวผมเขียนคอลัมน์นี้มาปีนี้ก็เป็นปีที่ 3 แล้ว ผมย้อนนึกไปสมัยที่เริ่มเขียนคอลัมน์นี้ใหม่ๆ จำได้ว่าตอนนั้นพยายามที่จะให้คอลัมน์นี้เป็นคอลัมน์คุยเศรษฐกิจและสังคมในประเด็นที่น่าสนใจกันแบบสบายๆ ไม่เป็นทางการมากนัก แต่ดูเหมือนว่าผมกลับไปอ่านสิ่งที่ตัวเองเขียนแล้วรู้สึกว่าไปเขียนมากลับกลายเป็นเขียนแต่เรื่องเครียดๆ หรือมีแต่ตัวเลขเยอะแยะเต็มไปหมดเป็นส่วนใหญ่ (ซึ่งอาจเป็นประโยชน์กับผู้อ่านบางท่านที่ได้นำตัวเลขนั้นไปใช้ แต่ในทางกลับกันอาจทำให้ผู้อ่านบางท่านรู้สึกยากต่อการเข้าใจ)

ในช่วงวันหยุดปีใหม่ผมเลยมีเวลาได้คิดว่าจะทำยังไงให้ท่านผู้อ่านได้อ่านและทำความเข้าใจกับเศรษฐกิจและสังคมไทยได้ง่ายๆ เพลินๆ สมชื่อคอลัมน์นอกรอบ คิดไปคิดมาก็มาปิ๊งไอเดียที่ว่าปีนี้ น่าจะเขียนเป็นแนวละครถาม-ตอบ โดยมีเด็กขี้สงสัยชื่อ หนูฉงน และอาจารย์ (อ.) ที่ต้องคอยตอบคำถามชื่อ อ.เฉลย เป็นตัวเอก วันนี้หนูฉงน กำลังฉงนอย่างหนักว่าเกิดอะไรขึ้นกับค่าเงินบาท ทำไมค่าเงินบาทถึงแข็งขนาดนี้ โดยเฉพาะค่าเงินบาทในตลาด offshore (เงินบาทที่ซื้อขายกันในต่างประเทศ) ถึงแข็งเอาๆ โดยเมื่อวันศุกร์ที่ 26 มกราคม 2550 ปิดตลาดที่ระดับ 33.5 บาท/ ดอลลาร์สหรัฐ ในตลาด offshore ในขณะที่ตลาด onshore (เงินบาทที่ซื้อขายกันในประเทศ) ซื้อขายกันที่ระดับประมาณ 36.0 บาท/ดอลลาร์ สหรัฐ และความสงสัยของหนูฉงน ก็เป็นที่มาให้หนูฉงนต้องเดินเข้าไปถาม อ. ในเรื่องนี้....

หนูฉงน : เงินที่ไหลเข้ามาในประเทศไทยมันเข้ามาทำอะไรค่ะ อ.?

อ. เฉลย : จริงๆ แล้วเงินที่ไหลเข้าประเทศเข้ามาได้เพื่อ 2 อย่างคือเข้ามาเพราะเราค้าขายกับต่างชาติแล้วกำไร หรือที่เราอ่านๆ ตามหน้า น.ส.พ.กันแล้วเค้าใช้คำว่า "เกินดุลบัญชีเดินสะพัด" กับเข้ามาเพราะจะมาหาผลประโยชน์ตอบแทน หรือที่เค้าใช้คำว่า "บัญชีทุนเคลื่อนย้าย" หล่ะครับ หลังแบงก์ชาติประกาศมาตรการกันสำรอง 30% มาใช้บวกกับกฎหมายนอมินี ก็ทำเอาเงินไหลเข้าฝั่งบัญชีทุนเคลื่อนย้ายชะงักไป ตอนนี้ผมเลยว่ามีแต่ดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุล ที่ผลักดันให้เงินบาทแข็งค่าอยู่ในปัจจุบัน

หนูฉงน : อ้าว แต่หนูได้ยินท่าน รมว.คลัง ออกมาบอกว่าการลงทุนโดยตรงของต่างประเทศ (FDI) เดือนนี้เพิ่มขึ้นมากไม่ใช่หรอค่ะ ?

อ. เฉลย : ปกติตัวเลข FDI แบงก์ชาติเค้ารายงานช้า 2 เดือนนะ ผมเห็นล่าสุดเดือน ต.ค. 2549 ในเว็บแบงก์ชาติ ก็ตกลงเยอะนะ จากระดับเฉลี่ยประมาณ 400-600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อเดือน ลงมาอยู่ที่ 100 กว่าๆ ดอลลาร์สหรัฐ ในเดือน ต.ค. 2549 แต่ตรงนี้คงยังมองไม่เห็นผลของมาตรการแบงก์ชาติหรือครับ เพราะเป็นข้อมูลเดือน ต.ค. ซึ่งก่อนเดือน ธ.ค.ที่แบงก์ชาติจะออกมาตรการ แต่ถ้าให้ผมเดานะ ตัวเลข FDI ที่ว่า น่าจะสูงขึ้นจากการเข้ามาซื้อหุ้นธนาคารกรุงศรีฯ ของบริษัท GE Capital เป็นหลัก เพราะการซื้อหุ้นเกิน 10% ไทยเรานับว่าเป็นการลงทุนทางตรงล่ะครับ

หนูฉงน : อ๋อ อย่างนี้ก็เข้ามาครั้งเดียวแล้วจบกันสิค่ะ.. เอ แต่หนูเห็นหุ้นขึ้นเอาๆ หลังจากกฎหมายนอมินีได้รับการเห็นชอบจาก ครม.นะ อ.เค้าว่ากันว่าต่างชาติซื้อสุทธิกันได้ทุกวี่ทุกวัน อย่างนี้จะบอกว่าเงินไม่ไหลเข้าได้ยังไงค่ะ ?

อ. เฉลย : จริงๆ เงินต่างชาติที่เข้ามาในไทย อยู่ได้ 3 ที่คือ 1. ตลาดหุ้น 2. ตลาดตราสารหนี้ และ 3.บัญชีเงินฝากในรูปเงินบาท ของผู้ที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักอยู่ในประเทศไทย หรือที่เค้าเรียกกันว่า Non-Residential Baht Account (NRBA) ถ้าไม่อยู่ 3 ที่นี้ ก็ต้องเอาออกนอกประเทศ ซึ่งจะทำให้ค่าเงินบาทอ่อน ข้อมูลตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ หนูสามารถดูได้เป็นรายวัน แต่ NRBA เราไม่รู้รายวัน แต่เราสามารถดูได้อ้อมๆ จากอัตราแลกเปลี่ยน ถ้าตลาดหุ้นตก + ดอกเบี้ยในตลาดตราสารหนี้ขึ้น (ตลาดตราสารหนี้ขาดสภาพคล่อง) + เงินบาทไม่อ่อน ก็พอเดาๆ ได้ว่าเงินที่ขายหุ้น + ขายพันธบัตร มันน่าจะไปอยู่ที่ NRBA เพราะเงินบาทไม่อ่อน แสดงว่าเงินไม่ได้ไหลออกนอกประเทศ

ซึ่งถ้าหนูจำได้ ตอนแบงก์ชาติประกาศมาตร การกันสำรอง 30% แล้ววันรุ่งขึ้น (19 ธ.ค. 2549) มูลค่าตลาดหุ้นถล่มทลายไป 8 แสนกว่าล้านบาท แม้จะมีการออกมาแก้มาตรการกันในวันถัดมาให้มาตรการมีผลบังคับใช้เฉพาะตลาดตราสารหนี้ แล้วทำให้หุ้นกระเตื้องขึ้นมาพอสมควรก็เถอะ แต่มูลค่าตลาดก็ยังไม่กลับมาเท่าเดิม ส่วนตลาดตราสารหนี้ ไม่ต้องพูดถึงเพราะมาตรการยังมีผลบังคับใช้กับตลาดตราสารหนี้อยู่ เงินที่ไหลออกจากตลาดหุ้น และตลาดตราสารหนี้ไปไหนไม่ได้ ก็ต้องมาอยู่ที่ NRBA ซึ่งเป็นเงินเยอะโขอยู่ ช่วงแรกได้ยินว่าแบงก์ชาติผ่อนคลายให้จากเดิม แต่ละคนมีเงินอยู่ใน NRBA ได้ไม่เกินคนละ 300 ล้านบาทเป็นให้มีได้ไม่จำกัด ถ้าจำไม่ผิดจนถึงวันที่ 8 ม.ค.2550 นะ ตรงนี้หมายความว่า หลังวันที่หมดระยะเวลาผ่อนคลาย นักลงทุนต่างประเทศก็มีทางเลือกแค่ 3 ทางคือ

1.ต้องกลับเข้าไปตลาดตราสารหนี้ ซึ่งผมไม่คิดว่าจะกลับเพราะมาตรการยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ หรือไม่ก็ 2.กลับเข้าไปตลาดหุ้น ซึ่งตอนแรกผมก็ไม่คิดว่าจะกลับเพราะตอนนั้นได้ยินว่ากฎหมายนอมินีทำให้ต่างชาติไม่พอใจถึงขึ้น zero weight (ถอนการลงทุน) จากประเทศไทย หรือไม่ก็ 3.ขนเงินออกนอกประเทศไปเลย ซึ่งจะทำให้เงินบาทอ่อนค่า ซึ่งตอนนั้นน่าจะเป็นกรณีที่เป็นไปได้มากที่สุด แต่สุดท้ายแล้ว 2 วันหลังจาก ครม. เห็นชอบในหลักการเรื่องกฎหมายนอมินี ตลาดหุ้นไทยกลับบวกขึ้นจากแรงซื้อต่างชาติอย่างต่อเนื่องจนมาแผ่วลงอย่างเห็นได้ชัด หลังจากแบงก์ชาติเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก R/P 14 วันเป็น R/P 1 วัน และปรับลดดอกเบี้ยลงเหลือ 4.75%

หนูฉงน : โอโห อย่างนี้หนูยิ่งงงไปใหญ่เลย เพราะนอกจาก อ.จะไม่ตอบหนูว่าต่างชาติซื้อหุ้นสุทธิติดต่อกันแล้ว ยังจะทำให้หนูสงสัยว่าการที่แบงก์ชาติลดดอกเบี้ย เท่าที่หนูเรียนมาเนี่ย จะทำให้เงินทุนไหลออก เพราะผลตอบแทนทางการเงินในประเทศไทยน้อยลง และจะทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงไม่ใช่หรือค่ะ แต่นี่ทำไมค่าเงินบาทในตลาด offshore (เงินบาทที่ซื้อขายกันในตลาดต่างประเทศ) ถึงแข็งเอาๆ จนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (26 ม.ค. 2550) มาปิดตลาดที่ระดับประมาณ 33.5 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

อ. เฉลย : ตรงนี้แยกได้เป็น 2 ประเด็นนะครับ ประเด็นแรกคือ ทำไมต่างชาติถึงกลับเข้าซื้อหุ้น และประเด็นที่สองคือทำไมเงินบาท offshore ถึงแข็งค่า เอาเรื่องแรกก่อนนะครับ ผมว่ามาตรการกันสำรอง 30% นี่ได้ผลเกินคาด หลังจากมาตรการนี้ออกมา ใครจะเอาเงินเข้ามาเมืองไทยก็ยังมีความกล้าๆ กลัวๆ อยู่ กลัวว่าเข้ามาแล้วจะเอาออกไม่ได้ หรือกลัวว่าถ้าเอาเงินออกไปแล้วจะเอากลับเข้ามาไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราเลยเห็นว่าเงินทุนไหลเข้าจากฝั่งบัญชีทุนเคลื่อนย้ายหยุดชะงักลง ยังจะมีก็แต่เงินทุนไหลเข้าจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ในระดับสูง ในขณะเดียวกัน ต่างชาติคนไหนที่มีเงินอยู่ในประเทศไทยแล้วก็ต้องสงวนท่าทีระมัดระวังในการเอาเงินออกนอกประเทศ เพราะถ้าออกแล้วก็กลัวว่าเดี๋ยวจะกลับเข้ามาไม่ได้อีก ก็เข้าใจครับว่าดังนั้นกรณีที่ 3 ข้างต้น (ขนเงินออกนอกประเทศไปเลย) อาจเป็นกรณีที่ต้องทำด้วยความระมัดระวัง และเป็นที่ปรากฏว่า ต่างชาติเลือกกรณีที่ 2 คือกลับเข้าไปในตลาดหุ้นอีกครั้ง แล้วอย่างนี้ที่บอกว่าจะ zero weight ประเทศไทยน่ะ เป็นการขู่อย่างเดียวหรือ จริงๆ แล้วยังอยากลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่เป็นตลาดที่มีผลตอบแทนสูงอยู่ล่ะสิ

จะฟันธงซะอย่างนั้นเลย ก็ไม่ถูกนะครับ ถ้าไปเช็กดูดีๆ การกลับเข้าซื้อหุ้นของฝรั่งรอบนี้ทำผ่านโบรกเกอร์เพียงไม่กี่รายที่โดยปกติมีส่วนแบ่งตลาดอยู่อันดับท้ายๆ ของ Top 10 แต่อยู่ๆ ก็กลับมาซื้ออย่างหนักจนขึ้นเป็นอันดับ 1-2 ในช่วงหลังจาก พ.ร.บ.นอมินี ผ่านความเห็นชอบ ครม. โดยก่อนหน้านี้ได้มีธุรกรรมในตลาดซื้อขายล่วงหน้าอยู่จำนวนมาก มันหมายความว่าอะไรหรือครับ ? ตรงนี้ถึงแม้จะฟันธงได้ไม่ชัดเจน แต่ก็พอจับเค้าได้ว่า การซื้อขายในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นการซื้อหุ้นคืนเพื่อชดใช้หุ้นที่ตนได้ทำสัญญาขายล่วงหน้าไว้ หรือที่ภาษาเทคนิคเค้าเรียกกันว่า cover short นั่นแหล่ะครับ ก็แหม เงินบาทของตนมีล้นอยู่เต็มมือในประเทศ จะเอาออกก็กลัวเข้ามาอีกไม่ได้ไหนๆ ก็ไหนๆ ก็ cover short ไปก่อนไม่ดีกว่าหรือครับ ตอนจะขนเงินออกจริงๆ จะได้ไม่ต้องมีเยื่อใยกลับมาซื้อคืนอีกในอนาคต จะได้ออกไปเลยให้มันรู้แล้วรู้รอดเสียทีเดียว อีกอย่างช่วงนั้นก็พอเก็งๆ กันได้ว่าวันที่ 17 ม.ค. 2550 แบงก์ชาติคงต้องลดดอกเบี้ยแน่ๆ พอดอกเบี้ยลดปุ๊บ ราคาพันธบัตรก็สูงขึ้น ต่างชาติลงทุนในพันธบัตรอยู่ราว 9 หมื่นล้านบาท ซึ่งดูเหมือนเป็นน้องชายเมื่อเทียบกับพี่ใหญ่อย่างตลาดหลักทรัพย์ที่ลงทุนอยู่ราว 3.3 แสนล้านบาท ดังนั้นถ้าเป็นผม ก็คงต้องรีบทำ cover short ในตลาดพี่ไว้ก่อนพอราคาพันธบัตรสูงและตลาดน้องกำไร ก็จะได้ขายในตลาดพี่และตลาดน้อง (ตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้) และนำเงินออกไปทีเดียวไม่ดีกว่าหรือ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ใกล้เคียงการเดาครับ หลังแบงก์ชาติประกาศลดดอกเบี้ย โบรกเกอร์ที่ว่านั้นก็แทบจะกลับมาซื้อขายตามปกติ แต่ยังครับ การเอาเงินออกมันยังเร็วเกินไป ต้องทำเงินบาทให้มันแข็งๆ ก่อน ตอนเอาเงินออกมันจะได้เอาออกแล้วได้กำไรอีกเด้งนึงด้วย หนูฉงนก็เลยงงใช่ไหมครับว่าทำไมที่เรียนมาเค้าบอกว่าลดดอกเบี้ยแล้วเงินจะไหลออก เงินบาทจะอ่อน แต่นี้ลดดอกเบี้ยแล้วเงินบาทใน offshore กับแข็งขึ้นสวนกระแสอย่างนี้

ถึงตรงนี้คงต่อข้อถามในประเด็นที่ 2 ไปได้ระดับนึงแล้วนะครับว่าทำไมเงินบาท offshore ถึงแข็งขนาดนี้ คำตอบคร่าวๆ ก็คือมันเป็นกระบวนการเก็งกำไรขั้นปลายแล้วครับ ไม่มีใครกล้ามาเก็ง onshore (การซื้อขายเงินในประเทศ) หรอกครับ เค้ากลัวแบงก์ชาติกัน ไปเก็งกันต่างประเทศดีกว่า แล้วเดี๋ยวผลมันก็ส่งถึงในประเทศเองแหล่ะครับ

จริงๆ อยากคุยต่อนะครับ ว่าวิธีการทำให้ offshore มันแข็งหน่ะ ทำได้อย่างไร ? ผ่านกระบวนการไหน แต่วันนี้เนื้อที่หมดแล้ว คงต้องขอยกยอดไปฉบับหน้าแล้วกันนะครับ ปกติผมจะส่งต้นฉบับจันทร์สุดท้ายของทุกเดือน กว่าจะตีพิมพ์ก็วันพุธ ใครสนใจติดตาม จ.กับลูกศิษย์คู่นี้ต่อก็ติดตามได้ตามเวลาดังกล่าวนะครับ วันนี้ก่อนไปอยากให้จับตาดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากอัตราแลกเปลี่ยนในตลาด onshore ปรับตัวแข็งค่าตาม offshore กันดีกว่าครับ สวัสดีครับ

หน้า 49