หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
บรรษัทภิบาลวิถีแห่งความรุ่งเรือง

สิทธิชัย ฝรั่งทอง  กรุงเทพธุรกิจ  วันพฤหัสบดีที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เขียนได้จัดสัมมนาเพื่อให้บริการทางวิชาการแก่ชุมชน ในเรื่อง บรรษัทภิบาลวิถีแห่งการนำองค์กรสู่ความรุ่งเรือง โดยได้เรียนเชิญ ศ.ดร.วรภัทร โตธนะเกษม ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ความชำนาญในเรื่องนี้มาบรรยาย ณ ห้องวิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก  ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเนื้อหาสาระน่าจะเป็นประโยชน์ในวงกว้าง จึงสรุปเนื้อหานำมาฝากท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ดังนี้

คำว่า "บรรษัทภิบาล (Corporate governance)" ในโลกธุรกิจปัจจุบันกำลังเป็นประเด็นที่ได้รับการกล่าวถึง และให้ความสำคัญมากขึ้นทั้งในองค์กรเอกชนและภาครัฐ ที่ต้องการบูรณาการความคาดหวัง และความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับองค์กร (Stakeholders) คำถามก็คือว่า บรรษัทภิบาลนั้น มาถึงประเทศไทยเมื่อไร คำตอบก็คือ เมื่อครึ่งหลังปี 2540 ซึ่งเป็นช่วงเศรษฐกิจของไทยล่มสลาย โดยภาคเอกชนส่วนใหญ่มีการลงทุนเกินตัว และลงทุนด้วยการกู้เงินจากต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ตอนที่มาถึงประเทศไทยใหม่ๆ ยังไม่มีใครรู้จักว่า Good governance คืออะไร? แต่ก็มีการเรียกคำนี้ไปต่างๆ กัน เช่น ธรรมาภิบาล ธรรมารัฐ หรือบรรษัทภิบาล ซึ่งในสังคมไทยก็ไม่สามารถหาเรียกชื่อได้ถูกใจและสื่อความหมายได้ จึงมีหลายคนคิดว่า น่าจะเรียกทับศัพท์ไปเลย แต่จริงๆ แล้ว คำๆ นี้ มีอยู่ในระบบสังคมและรากเหง้าของประเทศไทยมาช้านาน ซึ่งเรียกว่า "ทศพิธราชธรรม"

เพียงแต่ที่เรากำลังพูดอยู่นี้มันไม่ใช่เวอร์ชั่นแบบไทย แต่เป็นเวอร์ชั่นของต่างชาติที่ต้องการขับเคลื่อนสิ่งนี้ ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยหลังปี 2540 เพราะไทยไม่ได้สร้างให้เกิดขึ้นในวิถีที่ต่างชาติอยากจะเห็น เนื่องจากที่ผ่านมา พบว่าหลายสิ่งหลายอย่างทั้งภาคเอกชนและรัฐได้พูดไปนั้น มันไม่จริง เชื่อถือไม่ได้ ไม่ใช่ของจริง

ดังนั้น หากต้องการให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย จะต้องมีการสร้างธรรมาภิบาลหรือบรรษัทภิบาลให้กลับมาเกิดขึ้นใหม่ นี่คือเหตุผลที่ต่างชาติกดดัน ซึ่งตราบใดที่ประเทศเรายังอยู่ในโลกเสรีทางการค้าที่ยังต้องพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศ เมื่อเราต้องการเช่นนั้น ก็ต้องฟังเขา

แล้วคำจำกัดความคืออะไร? คำตอบที่เข้าใจได้ง่ายก็คือ "การที่ผู้เป็นเจ้าของ เขาสามารถใช้สิทธิของเขา เพื่อให้เขาได้มาในสิ่งที่พึงได้รับ โดยผ่านกระบวนการกำกับดูแลที่ดี"

หากเป็นใน กรณีของภาครัฐ ประชาชนก็คือเจ้าของประเทศ เมื่อเขาไปใช้สิทธิหย่อนบัตรเลือกตั้ง โดยหลักที่เป็นปกติ 4 ปีครั้ง เพื่อเขาจะได้รับในสิ่งที่ควรจะได้รับ โดยผ่านกระบวนการกำกับดูแลที่ดี แปลว่า เมื่อเจ้าของใช้สิทธิเมื่อหย่อนบัตร จะได้ ส.ว.หรือ ส.ส. ซึ่งหลังจากใช้สิทธิก็จะเกิดบุคคลกลุ่มหนึ่ง จะต้องไปทำอะไรก็แล้วแต่ให้เกิดในสิ่งที่เจ้าของเขาอยากได้

ซึ่ง ส.ว. หรือ ส.ส. ก็จะไปรวมกันแบ่งเป็นฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาล และรัฐสภา ซึ่งรัฐสภาไม่สามารถบริหารจัดการประเทศได้ จะต้องมีรัฐบาล จะยกพรรคใดก็ว่าไป โดยรัฐบาลก่อนจะบริหารประเทศ นายกฯ ก็จะต้องแถลงนโยบายว่าจะทำอะไรให้กับประเทศชาติ ถ้าแถลงไม่ผ่าน ก็ล่ม แต่หากนายกฯ แถลงผ่าน ก็สามารถฟอร์ม ครม.บริหารประเทศได้ โดยบริหารเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ผู้เป็นเจ้าของประเทศพึงได้รับ

หากบริหารประเทศประสบผลสำเร็จ อีก 4 ปี เจ้าของประเทศก็จะหย่อนบัตรลงคะแนนให้เหมือนเดิม นี่คือกลไก Good governance แต่หากระหว่างทาง หากมี รมว.คนใดคอร์รัปชัน คดโกง เจ้าของก็มีสิทธิที่จะถอดถอนขับไล่อย่าให้อยู่ถึง 4 ปี เป็นต้น

หากเป็นใน ภาคเอกชน ที่เป็นบริษัทมหาชน เจ้าของที่แท้จริงคือ ผู้ถือหุ้น (Shareholders) เขาก็ไปใช้สิทธิในการเลือกบอร์ด ของบริษัทจำนวน 12 หรือ 15 ก็เลือกเข้าไป เป็นผู้แทนผู้ถือหุ้นเข้าไปดูแลทั้งบริษัท แล้วบอร์ด (คณะกรรมการ) ก็เลือก CEO/MD ให้ไปฟอร์มทีมบริหาร โดยให้ไปทำอะไรก็ได้ให้ผู้ที่เป็นเจ้าของเขาได้รับในสิ่งที่พึงได้รับ ซึ่งคนเป็นเจ้าของเขา ก็หวังได้รับเงินปันผลที่ดีๆ ราคาหุ้นสูงขึ้นเรื่อยๆ CEO/MD ก็จะมีการแถลงนโยบาย งบประมาณ และแผนกลยุทธ์ หากเสนอและบอร์ดไม่เอา ก็ไม่ผ่าน ซึ่ง CEO ก็ไม่ผ่านเหมือนกัน แต่เมื่อผ่านแล้ว ก็จะต้องทำให้เกิดผล ถ้าทำแล้วไม่บังเกิดผล ครั้งต่อไปบอร์ดก็บอกว่า ต้องเปลี่ยน CEO

ถ้าทำแล้วจะเกิดความยั่งยืนได้อย่างไร? คำตอบก็คือว่า หากมีการกำกับดูแล ยุติธรรม โปร่งใส และเปิดเผยข้อมูล นักลงทุนก็จะให้การสนับสนุน ซึ่งกรณีนักลงทุนในต่างประเทศ จะลงทุนบริษัทไหน ก็จะดูว่าบริษัทนั้นมีบรรษัทภิบาลหรือไม่ เมื่อมีนักลงทุนก็จะแห่ไปลงทุน ก็จะทำให้บริษัทนั้นมีราคาหุ้นที่สูงขึ้น นี่คือวิถีแห่งความรุ่งเรืองและยั่งยืนก้าวหน้าเติบโตของกิจการอย่างแท้จริง

หากบริษัทนั้นไม่มีบรรษัทภิบาล นักลงทุนเหล่านั้น จะถอนทุนทันที โวยวายจนเป็นข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์กระจายข่าวไปทั่ว ทั้งระยะยาว กลาง และระยะสั้น ซึ่งก็จะทำให้นักลงทุนรายอื่นๆ ถอนหุ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ดี องค์กรก็จะมีระบบการบริหารความเสี่ยงที่ดี ไม่หลับหูหลับตาลงทุน ซึ่งกลไกที่ดี ทำให้มีการใช้ตัวเลข ข้อมูล การใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณภาพ และตัดสินใจอย่างรอบคอบ รวมทั้งจะเกิดความเกรงกลัวต่อความล่มสลายในอนาคต

สำหรับ Good governance กับ Corporate Social Responsibility : CSR มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร? คำตอบก็คือ Good governance คือภาพใหญ่สุด ซึ่ง CSR ก็คือ ส่วนหนึ่งของ Good governance เนื่องจาก CSR คือ การตัดสินใจของบอร์ดของการจัดการ ที่จะต้องยอมรับว่า ต้องทำอะไรเพื่อประโยชน์กับสังคม ถ้ามี Good governance โครงสร้างที่ดีมาก บอร์ดทำหน้าที่ทุกสิ่งทุกอย่างดีหมด แต่ถ้าไม่มี CSR เติมเข้าไปด้วย ก็จะไม่สามารถเติบโตอย่างยั่งยืน เพราะว่าเราไม่ได้พูดถึงแค่แก่นแนวคิดหลักๆ

นี่คือผลพวงจากวิกฤติที่เกิดขึ้น ทำให้เราต้องปรับปรุง กระตุ้นต่อมจิตสำนึกให้คนทุกคน ทั้งผู้ประกอบการ ทั้งที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ และไม่เข้าตลาดหลักทรัพย์ผลักดันให้มันเกิดขึ้น ซึ่งจะต้องเริ่มจากเจ้าของบอร์ด หรือ CEO ก่อน ซึ่งทุกวันนี้ สังคมเริ่มเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับกฎหมายที่มีความเข้มงวดมากขึ้น จึงไม่แปลกใจว่า กระแสบรรษัทภิบาลหรือธรรมาภิบาล จึงเป็นเรื่องที่ธุรกิจและภาครัฐหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องปฏิบัติตาม ตราบใดที่ยังอยู่ในโลกแบบเสรีทางการค้ายุคโลกาภิวัตน์

โดยสรุปก็คือหากภาครัฐดี ภาคเอกชนไม่ดี ก็ไปไม่รอด หรือภาคเอกชนดี แต่รัฐไม่ดี ก็ไปไม่รอดอีกเช่นกัน ดังนั้น จึงต้องดีทั้งสองฝ่าย