หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เปิดบันทึก "กฤษฎีกา" การใช้  "เบี้ยกุดชุม" แทนเงินตรา

ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3871

กระทรวงการคลังได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ กค 1004 /16139 ลงวันที่ 25 สิงหาคม 2549 ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สรุปความได้ว่า

1.สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้เสนอให้กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย สนับสนุนการใช้เบี้ยกุดชุมเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ โดยพิจารณาปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ.2501 และพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ตลอดจนจัดทำโครงการศึกษาวิจัยหรือสนับสนุนให้มีการทดลองดำเนินโครงการพึ่งตนเองของชุมชน แล้วนำผลการศึกษาวิจัยเสนอรัฐบาลเพื่อพิจารณาจัดทำนโยบายต่อไป

2.ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นควรสนับสนุนโครงการเบี้ยกุดชุมตามข้อเสนอของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยเสนอว่า รมว.กระทรวงการคลังสามารถอาศัยอำนาจตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.เงินตรา พ.ศ.2501 อนุญาตให้ใช้เบี้ยกุดชุมแทนเงินตราได้อย่างมีเงื่อนไข โดยไม่ต้องแก้ไขกฎหมายว่าด้วยเงินตราและกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์

ในการนี้ได้มอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ดำเนินการจัดทำโครงการศึกษาวิจัยหรือสนับสนุนให้มีการทดลองดำเนินโครงการพึ่งตนเองของชุมชน ซึ่งกระทรวงการคลังได้รับทราบความเห็นดังกล่าวและมอบหมายให้ผู้แทนกระทรวงการคลัง (สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง) เข้าร่วมสังเกตการณ์

3.ผลการศึกษาวิจัยโครงการพึ่งตนเองของชุมชน กรณีเบี้ยกุดชุม สรุปได้ว่า โครงการเบี้ยกุดชุมมีประโยชน์และกระตุ้นกิจกรรมในทางเศรษฐกิจภายในชุมชน ช่วยให้เกิดการออมเงินบาท และช่วยให้สมาชิกช่วยเหลือพึ่งพาและปฏิสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง ทำให้ชุมชนเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตนเองได้

ทั้งนี้ ขอบเขตและพฤติกรรมของโครงการเบี้ยกุดชุมที่ผ่านมาไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หากดำเนินการภายในขอบเขตจำกัด ไม่ทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจผิดว่าเป็นเงินตราของรัฐบาล และมีระบบการบริหารจัดการในลักษณะกำกับดูแลตนเองอย่างเหมาะสมแล้วก็สมควรอนุญาตให้ดำเนินการได้

นอกจากนั้น โดยที่เบี้ยกุดชุมเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนระหว่างสมาชิกในชุมชนที่มิได้มีความประสงค์จะนำออกใช้ แทนเงินตราประจำชาติจึงไม่ขัดกับเจตนารมณ์ของมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ.2501 ที่ห้ามมิให้ผู้ใดทำ จำหน่ายใช้ หรือนำออกใช้ซึ่งวัตถุหรือเครื่องหมายใดๆ แทนเงินตรา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

4.ธนาคารแห่งประเทศไทยได้พิจารณารายงานผลการศึกษาวิจัยโครงการดังกล่าวแล้ว มีความเห็นแตกต่างจากคณะวิจัยในประเด็นข้อกฎหมาย โดยเห็นว่า พระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ.2501 มีเจตนารมณ์ที่จะให้มีระบบเงินตราของรัฐบาลเป็นระบบหลักเพียงระบบเดียวจึงมีบทบัญญัติมาตรา 9 เมื่อโครงการเบี้ยกุดชุมมีการใช้เบี้ยกุดชุมเป็นวัตถุหรือเครื่องหมายใดๆ เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนแทนเงินบาท กรณีย่อมเข้าองค์ประกอบการกระทำตามที่มาตราดังกล่าวห้ามไว้ และหากยินยอมให้มีการอ้างเจตนาว่า ไม่ได้มุ่งประสงค์นำออกใช้แทนเงินบาทเพราะใช้เพียงระหว่างสมาชิกแล้ว ในอนาคตถ้ามีรายอื่นๆ ออกใช้วัตถุใดแทนเงินบาทในทำนองเดียวกันและมีการใช้ระหว่างสมาชิกในเขตพื้นที่กว้างขึ้น รัฐก็จะไม่สามารถควบคุมดูแลได้

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้กรณีเบี้ยกุดชุมเกิดข้อยุติ ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้เสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติเงินตราฯ พิจารณาอนุญาตให้ใช้เบี้ยกุดชุมแทนเงินบาทได้โดยมีขอบเขตและเงื่อนไข ดังนี้

(1) ให้ใช้เบี้ยกุดชุมได้เฉพาะภายใน 5 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่บ้านท่าลาด หมู่บ้านโสกขุมปูน หมู่บ้านสันติสุข หมู่บ้านกุดหิน อำเภอกุดชุม และหมู่บ้านโคกกลาง อำเภอทรายมูล จังหวัดยโสธร

(2) ต้องมีข้อความปรากฏบนเบี้ยกุดชุมให้ชัดเจนว่า "มิใช่เงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย"

(3) ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งขึ้นบริหารจัดการเบี้ยกุดชุมซึ่งสมาชิกเป็นผู้เลือก โดยมีอำนาจออกกฎเกณฑ์และระเบียบต่างๆ ในการบริหารจัดการ โดยรวมถึงเรื่องต่อไปนี้

3.1) ปริมาณเบี้ยที่จะออกใช้ และจำนวนสูงสุดที่จะออกให้แก่สมาชิกแต่ละราย

3.2) จำนวนสมาชิกสูงสุดเพื่อที่คณะกรรมการสามารถดูแลได้โดยทั่วถึง

3.3) ขอบเขตธุรกรรมที่จะใช้เบี้ยได้

3.4) การบริหารจัดการในกรณีเบี้ยเก่าหรือชำรุด

3.5) ระบบการควบคุมภายในเกี่ยวกับการพิมพ์ การออกใช้ และการบริหารจัดการ

3.6) การระงับใช้เบี้ยในกรณีที่คณะกรรมการเห็นว่า มีเหตุการณ์ที่อาจลุกลามจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่สมาชิกหรือชุมชน

ทั้งนี้ เมื่อมีการออกหรือเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์หรือระเบียบในเรื่องต่างๆ ในแต่ละครั้ง ให้คณะกรรมการแจ้ง ธปท.ทราบเป็นหนังสือ

5.กระทรวงการคลังได้พิจารณารายงานผลการศึกษาวิจัย ความเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย และข้อเสนอของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแล้ว เห็นว่า โดยที่คณะวิจัย และธนาคารแห่งประเทศไทยมีความเห็นแตกต่างกันในข้อกฎหมาย จึงขอหารือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในประเด็นดังต่อไปนี้ คือ (1) การใช้เบี้ยกุดชุมเข้าข่ายต้องห้ามตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ.2501 หรือไม่ และ (2) หากการใช้เบี้ยกุดชุมเข้าข่ายต้องห้ามตามมาตรา 9 แล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติดังกล่าว อนุญาตให้ใช้เบี้ยกุดชุมภายใต้ขอบเขตและเงื่อนไขที่รัฐมนตรีกำหนดโดยไม่เป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายได้หรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อกระทรวงการคลังจะได้ประมวลความเห็นประกอบการนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณา แล้วแจ้งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบและถือปฏิบัติต่อไป

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 12) ได้พิจารณาข้อหารือของกระทรวงการคลังโดยมีผู้แทนกระทรวงการคลัง (สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง) และผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริง ปรากฏข้อเท็จจริงเพิ่มเติมสรุปได้ว่า เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2543 สมาชิกในชุมชน 5 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่บ้านท่าลาด หมู่บ้านโสกขุมปูน หมู่บ้านสันติสุข หมู่บ้านกุดหิน อำเภอกุดชุม และหมู่บ้านโคกกลาง อำเภอทรายมูล จังหวัดยโสธร ได้นำเบี้ยกุดชุม ซึ่งคณะกรรมการเบี้ยกุดชุมออกให้แก่สมาชิกไปใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน โดยมีหลักเกณฑ์การใช้เบี้ยกุดชุม คือ (1) ใช้ได้เฉพาะสมาชิกในชุมชน (2) มูลค่าการแลกเปลี่ยนขึ้นอยู่กับการตกลงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย (3) ไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทได้ และ (4) ใช้แลกเปลี่ยนได้เฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเกษตรและบริการที่ผลิตได้ในชุมชนเท่านั้น ทั้งนี้ การใช้เบี้ยกุดชุมจะขึ้นอยู่กับการยอมรับระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย และทั้งสองฝ่ายสามารถต่อรองจำนวนของเบี้ยที่จะใช้ในการแลกเปลี่ยนเพื่อให้เกิดความพอใจได้

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการใช้เบี้ยกุดชุมได้หนึ่งสัปดาห์ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้มีหนังสือแจ้งให้ชุมชนยุติการใช้เบี้ยกุดชุม เนื่องจากเห็นว่าอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 12) ได้พิจารณาปัญหาข้อหารือประกอบกับข้อเท็จจริงข้างต้นแล้ว มีความเห็นดังต่อไปนี้

ประเด็นที่หนึ่ง การใช้เบี้ยกุดชุมเข้าข่ายต้องห้ามตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ.2501 หรือไม่ เห็นว่า โดยที่มาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ.2501 ได้บัญญัติห้ามผู้ใดทำ จำหน่ายใช้หรือนำออกใช้ซึ่งวัตถุหรือเครื่องหมายใดๆ แทนเงินตรา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่พระราชบัญญัติดังกล่าวมิได้มีบทบัญญัติกำหนดความหมายของคำว่า "เงินตรา" ไว้ จึงต้องหาความหมายของคำว่า "เงินตรา" เพื่อประกอบการพิจารณาว่าเบี้ยกุดชุมเป็นวัตถุแทนเงินตราหรือไม่

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 12) เห็นว่า เงินตรา คือ สิ่งที่ใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนหรือการชำระหนี้ โดยเงินตราในระบบเงินตราของประเทศไทย ได้แก่ เหรียญกษาปณ์และธนบัตร และมีหน่วยนับเป็น "บาท"

กรณีตามข้อหารือ เบี้ยกุดชุมนำมาใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าการเกษตรหรือบริการที่ผลิตได้ในชุมชน เบี้ยกุดชุมจึงมีสาระสำคัญเช่นเดียวกับเงินตรา ดังนั้น เมื่อได้มีการทำเบี้ยกุดชุมและนำออกให้สมาชิกใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงเป็นการกระทำที่เข้าข่ายต้องห้ามตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติเงินตราฯ

ประเด็นที่สอง รมว.กระทรวงการคลังจะอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติดังกล่าวอนุญาตให้ใช้เบี้ยกุดชุมภายใต้ขอบเขต และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีกำหนดโดยไม่เป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.เงินตราฯ บัญญัติห้ามผู้ใดทำ จำหน่าย ใช้หรือนำออกใช้ซึ่งวัตถุหรือเครื่องหมายใดๆ แทนเงินตรา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจาก รมว.กระทรวงการคลัง

ดังนั้นการอนุญาตให้ใช้เบี้ยกุดชุมย่อมเป็นอำนาจของรมว.กระทรวงการคลัง โดยรัฐมนตรีอาจกำหนดขอบเขตและเงื่อนไขใดๆ ในการอนุญาตก็ได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการอนุญาตเป็นคำสั่งทางปกครองตามบทนิยามคำว่า "คำสั่งทางปกครอง" ในมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ในการพิจารณากำหนดขอบเขตและเงื่อนไขดังกล่าวจึงกระทำได้เท่าที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกฎหมาย

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 12) มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ในการกำหนดขอบเขตหรือเงื่อนไขในการอนุญาตให้ใช้เบี้ยกุดชุม นอกจากจะต้องดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติเงินตราฯ ที่ประสงค์ให้มีระบบเงินตราของประเทศเป็นระบบหลักเพียงระบบเดียว คือ เงินบาทแล้ว ยังควรคำนึงถึงการคุ้มครองประโยชน์ของสมาชิกที่ใช้เบี้ยกุดชุมในกรณีที่มีการเลิกใช้เบี้ยกุดชุมด้วย เนื่องจากเบี้ยกุดชุมเกิดจากความเชื่อมั่นระหว่างสมาชิกชุมชน 5 หมู่บ้านในจังหวัดยโสธรที่ยอมรับเบี้ยกุดชุมในการแลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการ หากเมื่อใดที่ความเชื่อมั่นดังกล่าวสิ้นสุดลงย่อมจะส่งผลกระทบต่อสมาชิกที่ครอบครองเบี้ยกุดชุม ซึ่งไม่อาจจะใช้เบี้ยในการแลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการอันก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจแก่บุคคลดังกล่าว

หน้า 51


รู้จัก LETS และบาร์เตอร์คลับ หลักคิด "พอเพียง" สไตล์อินเตอร์

ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3871 (3071)

ในขณะที่โลกกำลังวุ่นวายอยู่กับปัญหาค่าเงินดอลล์อ่อน ทองคำแพง และราคาน้ำมันโลกพุ่งพรวด แต่น่าสนในว่าผู้คนจำนวนหนึ่งกลับมีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุข โดยไม่ต้องห่วงวิกฤตโลก ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่เกินที่วิถีชีวิตพวกเขาจะรับไหว

ภายใต้ระบบ LETS หรือ local exchange trading service ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบของการค้าต่างตอบแทน หรือบาร์เตอร์เทรด แต่ ย่อส่วนลง เป็นแค่ระดับชุมชน และมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกับระบบการค้าระหว่างประเทศอย่างสุดขั้ว

เพราะระบบของ LETS ยังคงภาพบางด้านที่สะท้อนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างคนในชุมชนเอาไว้อย่างเห็นได้ชัด

LETS ไม่ต้องการเงินตรา หรือสื่อกลางทรงคุณค่าที่ใช้กันอยู่ในระบบเศรษฐกิจปกติ เพียงแค่หากคุณต้องการสินค้า หรือบริการ แต่มี "เงิน" ที่บัญญัติขึ้นเองในท้องถิ่นเรียกว่า LETS credits ซึ่งอาจจะเป็นแค่ชั่วโมงการทำประโยชน์ต่อสังคม หรืองานบริการบางอย่าง เช่น 1 ชั่วโมงของการเลี้ยงเด็ก หรือ 1 ชั่วโมงของการให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย หรือ 5 ชั่วโมงของการทำงานเพื่อชุมชน

จุดที่ทำให้ LETS แตกต่างจากระบบบาร์เตอร์เทรดสินค้าทั่วไป ซึ่งเป็นการตกลงแลกเปลี่ยนสินค้า 2 ชนิด ระหว่างคนสองคน เช่น เอาขนมปังมาแลกกับปลาสด แต่การแลกเปลี่ยนในลักษณะนี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องให้คนสองคนนี้ สมัครใจที่จะแลกเปลี่ยนกัน แต่บางครั้งเมื่อคนมีขนมปังคิดอยากจะแลกปลาไปทำอาหาร แต่เจ้าของปลาอยากได้ผักมากกว่า จะทำอย่างไร

ปัญหาตรงนี้ เป็นหน้าที่หนึ่งของ LETS ที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเมื่อการแลกเปลี่ยนทางตรงไม่สามารถทำงานได้ เพราะ LETS เป็นระบบที่ใช้ "เวลา" เป็นทางเลือกของการแลกเปลี่ยน โดยสมาชิกของระบบยังสามารถเอาของที่พวกเขามีมาแลก และแลกกับสินค้าที่พวกเขาต้องการกลับไปได้ แต่พวกเขาจะต้องลงบัญชีสินค้าที่เอามาให้ และแลกเอาไป โดยไม่ต้องจ่ายจริง และเมื่อถึงเวลาที่จะต้องชำระก็จะคิดเป็นชั่วโมงการทำงาน โดยเทียบคร่าวๆ ว่า สินค้าชิ้นนั้นควรมีค่าเท่าไร และต้องใช้การทำงานหรือบริการกี่ชั่วโมงมาแลกจึงจะคุ้มกัน

ระบบ LETS เริ่มเป็นครั้งแรกในแคนาดา เมื่อปี 2527 โดยไมเคิล ลินคอล์น ชาวแวนคูเวอร์ ปัจจุบันระบบแลกเปลี่ยนของ LETS ได้พัฒนาให้สามารถแลกเปลี่ยนได้พร้อมๆ กันทั่วโลก ในทุกที่ที่ต้องการระบบเศรษฐกิจทางเลือกนี้เข้าไปช่วย

เครือข่ายของ LETS ในปัจจุบัน มีชุมชนที่เข้าร่วมเป็นพันๆ ชุมชนอยู่เกือบทุกประเทศทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่ในญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สหรัฐ และแอฟริกาใต้ เฉพาะในแคนาดามี LETS อยู่เกือนทุกชุมชนทั่วประเทศ

คอนเซ็ปต์ดั้งเดิมต้องการให้ LETS เป็นกลไกเพื่อรักษาวิถีชุมชนท้องถิ่นให้คงอยู่ต่อไปเรื่อยๆ แต่เมื่อระบบนี้พัฒนานานเข้า ก็มีระบบบาร์เตอร์ข้ามประเทศเข้ามาร่วมด้วย จะต้องมีการพัฒนา UNLETS online ขึ้นมา เพื่อช่วยให้สมาชิกระบบที่อยู่ในชุมชนต่างๆ เข้ามาโพสต์บริการไว้บนเว็บไซต์ และ

ติดตามชั่วโมงการทำงาน หรือบริการสังคมผ่านระบบคอมพิวเตอร์ออนไลน์

ตัวอย่างของการนำคอนเซ็ปต์ LETS ไปประยุกต์ใช้แล้วได้ผลดี คือ ประเทศอาร์เจนตินา ในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นในประเทศ ส่งผลให้เกิดระบบบาร์เตอร์สินค้าขึ้นอย่างแพร่หลาย โดยมีชื่อเรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า "ทรูเอเก คลับ" (trueque clubs) ซึ่งหมายถึงสโมสร หรือแหล่งของการแลกเปลี่ยน

ในช่วงนั้น ทูเอเก คลับ เกือบจะเข้ามาแทนที่ระบบซื้อขายด้วยเงินตราได้อย่างสมบูรณ์และทั่วประเทศ เนื่องจากวิกฤตได้บีบให้รัฐบาลสมัยนั้นสั่งจำกัดการเบิกถอนเงินจากธนาคาร เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบการเงินในประเทศล่มสลาย ดังนั้น ระบบบาร์เตอร์ทรูเอเกจึงเป็นวิถีทางอยู่รอดทางเดียว

ที่มีอยู่

จากข้อมูลที่มีการบันทึกไว้ พบว่ามีคลับซึ่งแปรสภาพมาจากโรงงาน สโมสรฟุตบอล โรงเรียน หรือห้องประชุมในชุมชนนั้น ที่ชนชั้นกลางจะนำสินค้าไปแลกเปลี่ยนกันมากถึง 4,500 แห่ง ตามชุมชนต่างๆ

ทรูเอเก คลับ ไม่เพียงจะเป็นแหล่งให้คนจนเอาของมาแลกเปลี่ยนอาหารหรือเสื้อผ้าเพื่อการยังชีพ แต่สำหรับชนชั้นซึ่งมีความเป็นอยู่ดีกว่า ทรูเอเกคลับมีความหมายมากกว่านั้น โดยพวกเขาได้ใช้ทรูเอเกเป็นแหล่งในการซื้อขายรถ อพาร์ตเมนต์ ชุดเครื่องสำอาง หรือแม้กระทั่งห้องพักในโรงแรมต่างๆ เพื่อรักษาวิถีการดำเนินชีวิตในแบบเดิมๆ เอาไว้

นักเศรษฐกิจมองว่าการผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดของบาร์เตอร์คลับเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งที่ชี้ชัดได้ว่า วิกฤตเศรษฐกิจอยู่ในขั้นรุนแรง และกระทบ ต่อกลุ่มชนชั้นกลางมากที่สุด ดร.โฮเซ หลุยส์ คอรัจจิโอ นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติ ชาเมียนโต กล่าวว่า ระบบบาร์เตอร์กลายเป็นเครื่องมือเพื่อความอยู่รอดที่ทรงพลัง คลับเหล่านี้เป็นตลาดที่ไม่เป็นทางการก็จริง แต่กลับมีประสิทธิ ภาพมากกว่าตลาดปกติมาก

ถึงแม้ระบบบาร์เตอร์ในแบบ LETS หรือทรูเอเกจะใช้ได้ผลขนาดไหน แต่ในความเป็นจริงคงเป็นเรื่องยากที่จะมาแทนที่ระบบเศรษฐกิจทางการ แต่อย่างน้อยที่สุดระบบบาร์เตอร์ในลักษณะนี้ควรรักษาเอาไว้เพราะระบบดังกล่าวเชื่อมผู้คนต่างๆ ให้เข้าหากันมากขึ้น และเป็นเศรษฐกิจพึ่งพาที่ช่วยให้รอดได้ในยามที่เงินตราแทบจะไม่มีความหมายอะไรเลย

หน้า 52


หลากระบบเงินตราชุมชน สร้างสังคมให้เข้มแข็ง

ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3871 (3071)

เงินตราชุมชน หรือเงินตราเสริม อาจเป็นคำที่ไม่คุ้นหูมากนักสำหรับสังคมไทย แต่ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 คำว่า "เบี้ยกุดชุม" ได้ถูกเอ่ยถึงในสังคมไทยอย่างกว้างขวางมากขึ้น ในฐานะเงินที่ใช้แลกเปลี่ยนสินค้าภายในชุมชน

เรื่องราวการใช้เบี้ยกุดชุมของชาวบ้านใน อ.กุดชุม จ.ยโสธร เป็นหนึ่งตัวอย่างในหลายชุมชนทางเลือกทั่วโลกที่ใช้เงินตราเสริม หรือเงินตราชุมชนในการแลกเปลี่ยนสินค้า และเครื่องใช้อุปโภคบริโภคต่อการดำรงชีวิต

ในหนังสือเรื่อง "เงินตราแห่งอนาคต" (The Future of Money) ของเบอร์นาร์ด ลีตาร์ และจัดพิมพ์เป็นภาษาไทยโดยสำนักพิมพ์สวนเงินมีมา ได้เล่าถึงตัวอย่างเงินตราชุมชนที่เกิดขึ้นใน 6 กรณีตัวอย่าง โดยกล่าวถึงระบบเงินตราเสริมที่ใช้กันในสหรัฐ 3 แห่ง ได้แก่ ระบบไทม์ดอลลาร์ ระบบอิทาคาอาวร์ และระบบพีอีเอ็น และอีก 3 กรณีหลังเกิดขึ้นในบราซิล ญี่ปุ่น และเม็กซิโก

3 ระบบเงินชุมชนในมหาอำนาจทุนนิยม

โดยลีตาร์ เล่าว่า ระบบไทม์ดอลลาร์ (time dollar) คิดค้นโดยนักกฎหมายจากดิสตริกต์ ออฟ โคลัมเบีย ลอว์ สกูล ตั้งแต่ปี 2529 โดยในช่วงเริ่มต้นเงินตราระบบไทม์ดอลลาร์ถูกนำไปใช้ในบ้านพักคนชราในรัฐฟลอริดา ย่านโรงเรียนชิคาโก และโครงการชุมชนแห่งหนึ่งในวอชิงตัน ดี.ซี. และปัจจุบันมีการใช้เงินระบบนี้กันแพร่หลายมากขึ้นในหลายร้อยชุมชนในสหรัฐ ซึ่งส่วนหนึ่งของความนิยมในระบบนี้เนื่องจากธุรกรรมที่ใช้ไทม์ดอลลาร์ไม่ต้องเสียภาษี

แต่หลักการสำคัญของเงินตราระบบนี้ อยู่ที่การแลกเปลี่ยนด้วยใช้สื่อการแลกเปลี่ยนจากปกติ คือ "เงิน" แต่ในระบบไทม์ดอลลาร์ สื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้ากลับเป็น "เวลา" ตัวอย่างการนำเงินระบบไทม์ดอลลาร์ไปใช้เกิดขึ้นกับบริษัทประกันสุขภาพ "เอลเดอร์แปลน" ในเมืองบรุกลิน นิวยอร์ก โดยบริษัทตัดสินใจรับค่าประกันสุขภาพ 25% ด้วยเงินระบบไทม์ดอลลาร์ และริเริ่มโครงการ "แคร์แบงก์" ร่วมสมาชิก 125 ราย เพื่อรวบรวมชั่วโมงการให้บริการสังคมให้ได้เดือนละ 800 ชั่วโมง เพื่อนำไปสร้างกิจกรรมการบริการชุมชนต่างๆ ซึ่งผลที่ตามมาจากการใช้ระบบไทม์ดอลลาร์ ไม่เพียงจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของผู้สูงอายุ แต่ยังช่วยผ่อนคลายปัญหาสังคมอื่นๆ ด้วย

เงินตราชุมชนระบบที่ 2 ที่ใช้ในสหรัฐ คือ ระบบอิทาคาอาวร์ ซึ่งเกิดขึ้นในเมืองอิทาคา เมืองมหาวิทยาลัยเล็กๆ ในมหานครนิวยอร์ก ที่มีประชากร 27,000 คน และส่วนใหญ่มีรายได้น้อย เป็นชุมชนของคนงานที่จนที่สุดในมหานครศูนย์กลางการเงินโลก อย่างนิวยอร์ก ซึ่งแม้แต่คนที่มีงานทำเต็มเวลา ยังมีรายได้น้อยมากจนได้รับสิทธิรับแสตมป์แลกอาหาร

"หัวใจของระบบอาวร์ คือ การลงโฆษณาสินค้าและบริการในหนังสือพิมพ์รายปักษ์ และรายชื่อธุรกิจที่ยินดีรับเงินอาวร์ ซึ่งมีอัตราแลกเปลี่ยนคือ 1 อาวร์ = 10 ดอลลาร์ = เวลา ทำงาน 1 ชั่วโมง"

โดยในชุมชนจะพิมพ์คูปองเพื่อใช้หมุมเวียนในระบบมีหน่วย 2 ชั่วโมง, 1 ชั่วโมง, 30 นาที และ 15 นาที ในช่วงแรกคูปองเหล่านี้ ถูกแจกผ่านผู้ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ โดยทุกคนที่ลงโฆษณาจะได้รับคูปองจำนวน 4 อาวร์ (เทียบกับเป็นเงินได้ 40 ดอลลาร์ หรือเวลาทำงาน 4 ชั่วโมง) และจะถูกจำกัดพื้นที่การใช้เงินอาวร์ในพื้นที่รัศมี 20 ไมล์จากใจกลางเมือง อิทาคา นอกจากนี้ยังมีธนาคารท้องถิ่นที่รับฝากเงินอาวร์ มีแรงงานที่เสนอรับค่าตอบ แทนการทำงานทั้งในรูปเงินอาวร์และเงินดอลลาร์ โดยอาจให้ผู้ว่าจ้างแบ่งจ่ายในสัดส่วนตามที่จะตกลงกัน ขณะที่ในโรงภาพยนตร์ในชุมชนรับชำระค่าตั๋วหนัง 100% เป็นเงินอาวร์ สำหรับหนังรอบบ่าย ซึ่งเจ้าของกิจการโรงภาพยนตร์มีค่าใช้จ่ายคงที่ในการทำกิจการอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีผู้ชมจำนวนเท่าใด

อย่างไรก็ตาม แม้เงินอาวร์จะได้รับความนิยมและมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่ำ แต่เงินระบบนี้ยังมีจุดอ่อน เช่นเดียวกับเงินตราทางการทั่วไป คือ ปัญหาที่ว่าใครจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะพิมพ์คูปองออกมาเท่าไร ซึ่งที่ อิทาคาจะมีการตัดสินใจโดยคณะกรรมการบริหาร แต่นายธนาคารกลางทุกแห่งกลับยืนยันว่า การตัดสินใจเกี่ยวกับปริมาณเงินเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และมีความเสี่ยงที่สำคัญว่า หากมีเงินหมุนเวียน มากเกินกว่าที่คนต้องการใช้ ในที่สุดอาจทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อและค่าของเงินลดลงได้

ส่วนระบบเงินตราชุมชนระบบที่ 3 ในสหรัฐ คือ ระบบพีอีเอ็น ซึ่งเกิดขึ้นจากชาววัยหลังเกษียณที่ชื่อโอลาฟ เอจเบิร์ก ชาวเมืองทาโคมาปาร์ก ในรัฐแมริแลนด์ ซึ่งต้องการสร้างกิจกรรมภายในชุมชนที่อยู่อาศัยในรัศมีการเดินทาง 5 นาทีจากใจกลางเมือง เพื่อให้คนในชุมชนได้มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน และสร้างสังคมที่เอื้อเฟื้อดูแลกันและกัน

โอลาฟ เอจเบิร์ก จึงริเริ่ม "โครงการชุมชนฟิลาเดลเฟีย" (Philadelphia Eastern Neighborhood : PEN) ซึ่งครอบคลุมชุมชนที่มีประชากรจำนวน 450 ครัวเรือน และส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มผู้มีรายได้ชั้นกลาง และมีอัตราการว่างงานเพียง 1% แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังการทำโครงการนี้ คือ ความสนิทสนมของคนที่อยู่อาศัยในละแวกบ้านใกล้เรือนเคียง ผ่านการใช้เงินตราชุมชนซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า ในสมุดไดเร็กทอรี่พีอีเอ็น ซึ่งจะมีสินค้าและบริการมากมาย ตั้งแต่รับจ้างสอนพิเศษ สอนวิธีการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต อาหาร ผัก ผลไม้ และอื่นๆ

ตัวอย่างจากบราซิล-ญี่ปุ่น-เม็กซิโก

ขณะที่ในบราซิล มีระบบเงินตราชุมชนที่เกิดจากความคิดของอดีตสถาปนิกที่ก้าวขึ้นมาเป็นนายกเทศมนตรีเมืองคิวริทิบา ในรัฐปารานา ซึ่งต้องปวดเศียรเวียนเกล้ากับปัญหาขยะในพื้นที่รับผิดชอบ ด้วยเหตุนี้เขาจึงริเริ่มมาตรการแก้ปัญหา โดยนำถังขยะใบเล็กๆ ไปวางตามถนน ข้างสลัม และติดป้ายข้างถังระบุว่า สำหรับทิ้งแก้ว กระดาษ พลาสติก วัตถุย่อยสลายได้ ฯลฯ และสำหรับผู้ที่อ่านหนังสือไม่ออก ก็มีถังขยะหลายสีแยกประเภทให้

การปฏิบัติที่คนในเขตเทศบาลต้องร่วมมือกันก็คือ หากมีผู้แยกขยะใส่ถุงเรียบร้อยก่อนทิ้ง คนนั้นจะได้รับเหรียญสำหรับนำไปใช้เป็นค่าโดยสารรถ

ประจำทางของเขตได้ ส่วนเด็กๆ ที่ร่วมโครงการ ก็จะแลกกับอุปกรณ์การเรียน เช่น สมุด ดินสอ ซึ่งในระยะเวลาไม่นาน ผลที่ตามมาคือ ชุมชนก็มีความสะอาดมากขึ้น ในพื้นที่ชุมชนแออัด 62 แห่ง สามารถเก็บขยะแยกประเภทได้กว่า 11,000 ตัน เพื่อแลกกับคูปองรถเมล์ 1 ล้านใบ และอาหารอีก 1,200 ตัน

สิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองคิวริทิบานี้ แม้จะไม่ได้เริ่มต้นจากการสร้างระบบเงินตราชุมชน แต่สิ่งนี้คือตัว อย่างการวิเคราะห์ปัญหาอย่างเป็นระบบครบวงจร และนำไปสู่ผลของการแก้ปัญหาโดยใช้เงินตราชุมชน สร้างโครงการเป็นประโยชน์กับชุมชนเอง

ขณะที่ในประเทศญี่ปุ่น มีระบบเงินตราเสริมที่เรียกว่า "ระบบเครดิตการสงเคราะห์ผู้สูงอายุ" ซึ่งเกิดขึ้นจากการขาดแคลนอาสาสมัครดูแลผู้สูงวัยภายในประเทศที่มีจำนวนมากขึ้นทุกปี ซึ่งมีสถิติระบุว่า อัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงวัยของญี่ปุ่นมากเป็นอันดับ 2 ของโลก ด้วยเหตุนี้รัฐบาลญี่ปุ่น จึงนำระบบเงินตราเพื่อการดูแลสุขภาพแบบใหม่มาใช้ โดยจำนวนชั่วโมงที่อาสาสมัครใช้ในการช่วยเหลือดูแลผู้สูงอายุ หรือคนทุพพลภาพจะถูกบันทึกลงในสมุดบัญชีของอาสาสมัคร ที่เหมือนกับสมุดบัญชีออมทรัพย์ธนาคาร แต่มีความต่างกันตรงที่หน่วยวัดค่าจากเงินเยนเป็นชั่วโมง และมีชื่อในภาษาญี่ปุ่นว่า "ฮูเรอาอิ คิปปุ" ซึ่งเครดิตชั่วโมงนี้จะใช้ควบคู่ไปกับระบบการประกันสุขภาพปกติ และเครดิตชั่วโมงที่อาสาสมัครได้รับจะเป็นหลักประกันว่า อาสาสมัครเหล่านี้จะได้รับการดูแลอย่างเดียวกันในยามที่พวกเขาหรือเธออยู่ในวัยชราด้วย

ส่วนตัวอย่างเงินตราชุมชนที่จะเล่าถึงในกรณีสุดท้ายคือ ระบบทลาล์ลอก (tlalloc) ซึ่งใช้กันในเม็กซิโก ซึ่งมาจากชื่อของถนนสายหนึ่งในย่าน โคโลเนีย ทแลกซ์ปานา ในเมืองหลวงเม็กซิโก ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์พัฒนาสหกรณ์ หน่วยงานริเริ่มและพัฒนาระบบเงินตราชุมชนทลาล์ลอก ตั้งแต่ปี 2530 ซึ่งเงินทลาล์ลอกนี้จะอยู่ในรูปสมุดเช็ค ที่แจกให้กับสมาชิกที่คัดเลือกแล้วว่าเชื่อถือได้ โดยสมาชิกจะเขียนตัวเลขกลมๆ เช่น 1, 2, 5, 10, 50 ข้างหลังเช็คแต่ละใบ และผู้ใช้คนแรกจะเซ็นชื่อสลักหลังเช็คให้กับคนต่อไป โดยจะใช้เช็คนี้หมุนเวียนได้แทนเงินตราปกติ และเมื่อมีผู้นำเช็คไปบันทึกเครดิตที่ศูนย์บริหารระบบ ในบัญชีก็จะหักเครดิตออกจากบัญชีผู้ออกเช็ค

ปัญหาที่มีคำตอบ

ทั้งนี้จากการศึกษาของเบอร์นาร์ด ลีตาร์ เขายังระบุถึงปัญหาทางกฎหมาย และภาษีที่เงินตราชุมชน หรือเงินตราเสริม ในพื้นที่ต่างๆ ต้องเผชิญ โดยให้เหตุผลสำหรับตอบปัญหาสำคัญ 2-3 ข้อ ซึ่งผู้ใช้ระบบเงินตราชุมชน หรือคิดอยากจะใช้ต้องตระหนักถึง เช่น ประเด็นการใช้เงินตราชุมชนหรือเงินตราเสริมผิดกฎหมายหรือไม่ โดยเรื่องนี้ลีตาร์ได้อ้างถึงงานค้นคว้าเรื่องกฎหมายเงินตราเสริม ในสหรัฐของศาสตราจารย์ลูอิส ดี โซโลมอน จากศูนย์ศึกษากฎหมายแห่งชาติ มหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน ซึ่งให้คำแนะนำไว้ว่า ผู้ใช้เงินตราเสริม ไม่ควรใช้เงินประเภทนี้ข้ามเขตรัฐ และธนบัตรหรือคูปองที่ใช้เป็นสื่อกลาง ในการแลกเปลี่ยนควรออกแบบ ให้แตกต่างจากธนบัตรของทางการอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันความสับสน

แม้ว่าประเทศต่างๆ โดยส่วนใหญ่จะไม่มีกฎหมายห้าม "การตกลงกันในชุมชนเพื่อใช้บางสิ่งเป็นสื่อกลางในการซื้อขาย" แต่ในกฎหมายหลายประเทศก็มีการให้อำนาจในการกำหนด "เงินตราที่ถูกต้องตามกฎหมาย" แก่สถาบันการเงินภายใต้การควบคุมของธนาคารกลางของประเทศ ซึ่งในทางปฏิบัติผู้ใช้เงินตราเสริมต้องตระหนักว่า คุณไม่สามารถบังคับใครให้ยอมรับเงินตราเสริมในการชำระหนี้ที่ถูกต้องตามกฎหมายได้ และคุณต้องชำระภาษีด้วยเงินตราประจำชาติเท่านั้น

ส่วนปัญหาที่สอง คือ รายได้ที่ได้รับมาในรูปของเงินตราเสริมต้องเสียภาษีหรือไม่ การศึกษาของลีตาร์ระบุว่า หลักเกณฑ์ทั่วไปในการพิจารณาว่ารายได้ประเภทใดต้องเสียภาษี จะพิจารณาที่ลักษณะของกิจกรรม ไม่ใช่พิจารณาว่ารายได้จากกิจกรรมนั้นอยู่ในรูปของเงินแบบไหน

ดังนั้น หากกิจกรรมที่ทำโดนผู้ประกอบอาชีพ เช่น ซ่อมท่อประปาโดยช่างประปา รายได้ที่รับมาย่อมต้องเสียภาษี ไม่ว่าผู้ซ่อมจะได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินสกุลใด อีกทั้งต้องเสียภาษีโดยใช้เงินตราประจำชาติซึ่งเป็นเงินตราที่ถูกกฎหมายเท่านั้น ซึ่งในทางตรงกันข้าม หากกิจกรรมที่ได้รับรายได้นั้นเป็นการกระทำเพื่อการช่วยเหลือผู้อื่น ส่วนมากไม่ต้องเสียภาษี ด้วยเหตุนี้ธุรกิจที่ทำโดยใช้ไทม์ดอลลาร์ในสหรัฐ ซึ่งถือเป็นประเทศที่มีการเก็บภาษีหนักหน่วงที่สุด ก็ไม่ต้องเสียภาษี เนื่องจากเป็นกิจกรรมทางสังคม

แต่ก็ยังมีบางคนที่อาจฉวยโอกาสใช้เงินตรา

เสริมเป็นเครื่องมือหลบเลี่ยงภาษี ซึ่งคนที่คิดทำเช่นนี้มักจะมีพฤติกรรมหาทางเลี่ยงภาษีในการทำ

ธุรกรรมเป็นปกติอยู่แล้ว

หน้า 52


บุญเบี้ยกุดชุม ฤา...จะเป็น "เงินตรา" แห่งอนาคต

ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3871 (3071)

ค่าเงินบาทที่เปลี่ยนแปลง 35 บาท 36 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก ต่างกุมขมับ กังวลใจกับค่าเงินบาท ที่แข็งค่าขึ้นทุกวัน เมื่อมองไปยังตลาดหุ้นที่สุดจะผันผวนตามสถานการณ์การเมือง และปัจจัยจากต่างประเทศ นักลงทุน นักวิเคราะห์ ต่างส่งสัญญาณเตือนว่าเศรษฐกิจของไทยปีนี้น่าจะเผาจริง เสียละมัง

แต่เสียงของชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ห่างไกลกรุงเทพฯออกไป 600 กว่ากิโลเมตร พวกเขาไม่ได้พูดเรื่องค่าบาท หรือดัชนีในตลาดหุ้น

"เบี้ยใบนี้มันเอาไปซื้อของข้างนอกไม่ได้นะลูก" หญิงวัยเกือบ 60 ปี ที่กำลังงกๆ เงิ่นๆ อยู่กับเตาขนมเปล่งสำเนียงอีสานเบาๆ แล้วยิ้ม พลางยื่นธนบัตรกึ่งคูปองรูปลักษณ์เรียบง่ายให้ดู

"เบี้ยกุดชุม" หรือที่ทางแบงก์ชาติ ระงับห้ามไม่ให้ชาวบ้านใน อ.กุดชุม จ.ยโสธร ใช้อย่างเด็ดขาด ด้วยเห็นว่า เป็นการทำผิดกฎหมาย เมื่อปี 2542 กว่าที่แบงก์ชาติจะเข้าใจว่าเจตนาของชาวบ้านเป็นอย่างไร ก็กลับบังคับให้ชาวบ้าน เปลี่ยนคำว่า "เบี้ย" มาเป็น "บุญ" แล้วจึงผ่อนผันแบบค้างๆ คาๆ ความรู้สึกของชาวบ้านอยู่มาจนถึงทุกวันนี้

เป้าประสงค์การทำเบี้ยขึ้นมาในครั้งนั้น เพราะชาวบ้านต้องการที่จะนำมาใช้เป็นสื่อแลกเปลี่ยนสินค้ากันเองภายในชุมชน เนื่องจากเงินบาทเป็นสิ่งที่หายากสำหรับชาวบ้านที่ยึดอาชีพหลักทำนาหาเลี้ยงปากท้อง

"ขนมทองม้วนถุงนี้ ยายคิด 3 บาท กับ 2 บุญ ถูกๆ" หญิงชราคนเดิมบรรจงปิดปากถุงแล้วยื่นขนมให้

ไม่น่าเชื่อว่า "บุญกุดชุม" จะทำให้หมู่บ้านสันติสุข ต.นาโส อ.กุดชุม กลายเป็นชุมชนเข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้ สามารถทำให้ระบบการเงินในรูปแบบบุญไม่รั่วไหล และคนชรารวมกลุ่มกันมีงานทำสร้างรายได้ให้กับตนเอง

บ้านโสกขุมปูน ที่ซ่อนตัวอยู่อย่างสลับซับซ้อนในชนบท นางชุธิมา ม่วงมั่น ผู้จัดการโรงสีข้าวชมรมรักษ์ธรรมชาติ เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ในช่วงที่ถูกระงับใช้ อ.อภิชัย พันธะเสน จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มาทำวิจัย

เรื่องเบี้ยกุดชุม โดยนำไปเป็นตัวอย่างการใช้ ของแลกของ หรือคูปองให้กับชุมชนอื่นๆ ในหลายๆ จังหวัด ซึ่งปัจจุบันนี้ได้กลายเป็นโครงกรวิจัยและพัฒนาระบบการแลกเปลี่ยนชุมชนเพื่อการพึ่งตนเอง

"หมู่บ้านสันติสุข ถือว่าเป็นศูนย์กลางหลักที่ยังมีการใช้บุญกุดชุม และมีตลาดนัดตอนเช้าวันอาทิตย์ โดยให้คนที่เป็นสมาชิกและไม่ใช่สมาชิกได้ออกมาจับจ่ายแลกเปลี่ยนบุญกันด้วย คือ เอาทั้ง 2 ระบบมาใช้ได้" นางชุธิมากล่าวและว่า

หลังจากที่ถูกระงับใช้ ทำให้ทุกวันนี้บุญกุดชุมยังเข้าไม่ถึงชาวบ้านจริงๆ แม้ว่าระบบแลกเปลี่ยนของกับของ หรือสินค้ากับสินค้า จะทำให้ชาวบ้านได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมากขึ้น แต่การใช้เบี้ยยังไม่ขยาย กิจกรรมที่ชาวบ้านจะทำร่วมกันก็ยังไม่มากพอ อีกทั้งทุกวันนี้ก็ไม่ได้พิมพ์บุญกุดชุมเพิ่มแล้ว

"ดิฉันคิดว่าจะต้องนำระบบสมาชิกของบุญกุดชุมเข้ามาสู่กระบวนการของโรงสี ให้สมาชิกของโรงสีที่มีอยู่เยอะ ได้ใช้บุญกุดชุมด้วย แต่ในขณะนี้เรายังไม่มีการวางระบบที่ชัดเจน ต้องมาคิดให้ได้ว่าเมื่อลงสู่ชาวบ้านแล้ว จะสร้างความยั่งยืนในการดำเนินชีวิตอย่างไร เพราะชาวบ้านทำนาอย่างเดียว เป็นหนี้มาก ต้นทุนรายจ่ายเยอะมาก เมื่อเป็นหนี้ทำอย่างไรไม่ต้องใช้เงิน"

ผู้จัดการโรงสีกล่าวว่า การที่จะขยายบุญกุดชุมที่เป็นไปได้ มีอยู่ 3 แนวทาง คือ 1.ปรับโครงสร้างให้คนทำงานหลากหลายอาชีพ ทั้งนี้เป้าหมายอยู่ที่องค์กรชุมชน เคลื่อนจุดไปสู่การมีสมาชิกหลากหลาย แล้วมีกิจกรรมเชื่อมโยงประโยชน์ในชุมชน เช่น โรงสีข้าวชมรมรักษ์ธรรมชาติ กลุ่มส่งเสริมปลูกข้าวอินทรีย์ เป็นต้น

2.รับซื้อข้าวเปลือกและข้าวที่แปรรูปแล้ว โดยทางโรงงานในขณะนี้สามารถรองรับได้ 60 เกวียนต่อวัน จะทำให้รองรับผลผลิตจากชาวบ้านได้มากขึ้น และ 3.จัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนให้กับสมาชิกบุญกุดชุม เป็นศูนย์รวมกิจกรรมดึงชาวบ้านเข้ามาร่วม

"ขณะนี้ทางโรงสีเองมีสมาชิกทั้งหมด 860 คน อยู่ที่กรุงเทพฯ 100 คน และมีคนจากหมู่บ้านสันติสุขเป็นสมาชิก 20 คน ซึ่งจะรับซื้อแกลบ รำ ข้าว โดยใช้บุญส่วนหนึ่งเงินส่วนหนึ่ง ดิฉันคิดว่าบุญกุดชุมก็เหมือนจินตนาการ ภาพฝัน โดยช่วงระยะแรกต้องผ่านอุปสรรคระยะหนึ่งจึงจะลงตัว อาจเป็นเพราะเราเริ่มต้นกันเร็วไป"

"หรือช้าไป" นางชุธิมากล่าวแล้วหัวเราะผ่านพ้นถนนลูกรังคดเคี้ยวจากทุ่งนาสุดสายตาทอดยาว ตามคำบอกทางของผู้จัดการโรงสี เลี้ยวเข้าสู่ป่าใหญ่ โค้งข้างหน้ามีป้ายบอกทางว่า "หมู่บ้านสันติสุข" 1 อำเภอ 1 หมู่บ้านในฝัน

"แม่เพิ่งจะยกอิฐเข้าบ้าน ก็ว่าจะทำบ่อเลี้ยงปลาอีกสักบ่อ" นางปราณี ศรีมันตะ ผู้ดูแลบุญกุดชุมในหมู่บ้านสันติสุข นั่งเหนื่อยหอบอยู่ที่แคร่กลางบ้าน

หลังจากพักดื่มน้ำและหายเหนื่อยแล้ว แม่ปราณีหยิบเบี้ยกุดชุมออกมาปึกใหญ่ มีทั้ง 1 เบี้ย 5 เบี้ย 10 เบี้ย 20 เบี้ยและ 50 เบี้ย "ส่วนใหญ่เขาก็ใช้กันแค่ 1 เบี้ย 5 เบี้ย เท่านั้น เพราะมันใช้ง่ายดี"

กลอนบนเบี้ยกุดชุม ราคา 1 เบี้ยนั้น พิมพ์ด้วยตัวหนังสือเล็กๆ ว่า "เฮามาพากันส่างชุมชนแบบใหม่ ซ่อยกันเก็บออมไว้ภายหน้าสิซำบาย สวนครัวเฮ็ดไว้ผักมีให้มีหลาย เหลือกินเฮาจั่งขายภายในชุมชน" ส่วนราคา 5 เบี้ย เขียนไว้ว่า

"เฮาเอาเบี้ยไปแลกเปลี่ยนสิ่งของ ทรัพยากรเงินทองบ่รั่วไหลออกไปนอก คือจั่งเอาล่อมคอกงัวควายให้มันอยู่ ซ่อยกันสู่เรื่องส่งอยู่เฮ็ดกิน"

แม่ปราณีบอกว่า การมีบุญกุดชุมนั้น ดีกับชุมชน ทำให้ชุมชนเข้มแข็งและทำให้คนในชุมชนขยัน นอกจากนี้ยังได้รู้จักกับชุมชนอื่นที่เข้า

มาศึกษา เอื้อเฟื้อความรู้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ที่สำคัญคือ ในหมู่บ้านสันติสุขแห่งนี้ ไม่มีขโมย ไม่มีคนติดยาเสพย์ติด ซึ่งถือว่าการที่คนในชุมชนดูแลกันเองสามารถสร้างเกราะป้องกันอาชญากรรมได้เป็นอย่างดี

"อยากให้ใช้กันเยอะๆ สมาชิกจะได้ค่อยๆ ขยายไป ตอนนี้อยากจะเน้นที่โรงสี อยากให้เพิ่มบริการสมาชิก เวลาเราเอาข้าวไปขายให้จ่ายเป็นเบี้ยบ้าง สมาชิกจะได้เอากลับไปซื้อแกลบซื้อรำ แต่ตอนนี้โรงสียังไม่ได้ใช้ เพราะอยู่ที่กรรมการสมาชิกว่าจะตกลงกันอย่างไร" แม่ปราณีกล่าว และว่า

"บุญกุดชุมผ่านกฤษฎีกามาได้ก็ดี จะได้ใช้สบายใจ"

แม่ปราณีเล่าว่า ในหมู่บ้านสันติสุขมีทั้งหมด 33 ครัวเรือน แรกๆ มีสมาชิก 120 คน แต่ตอนนี้เหลือสมาชิกแค่ 20 ครัวเรือน "แม่ใช้มาตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2543 จนถึงวันนี้ เดี๋ยวนี้เรามีกฎว่า ให้บุญไปใช้ครัวเรือนละ 200 บุญ ยืมไป 200 บุญต้องเอามาคืนภายใน 1 ปี ไม่มีดอก ถ้าใครเอามาคืนไม่ครบ สมมติว่าเอามาคืน 150 บุญ เราก็จะให้ยืม 150 บุญ จนกว่าจะครบที่ยืมไป"

เรื่องการเป็นหนี้ แม่ปราณียอมรับว่า บางคนในชุมชนก็เป็นหนี้

"ที่ยืมไปแล้วเป็นหนี้ก็เพราะว่า บางทีถึงฤดูที่ไม่ค่อยมีของมาขายหรือไม่ขยันที่จะนำพืชผักในบ้านมาขาย บางคนก็ไม่สนใจที่จะเป็นสมาชิกเพราะปลูกผักกินเองอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมาซื้อมาแลก เขาอยากได้เงินบาทมากกว่า"

แม่ปราณีกล่าวอีกว่า แม้จะไม่มีโครงการวิจัยเข้ามา แต่เบี้ยกุดชุมก็จะใช้ต่อไป ใช้ไปเรื่อยๆ เพราะเมื่อมีเบี้ยกุดชุม ทำให้คนในชุมชนมีกลุ่ม มีรายได้ มีงานทำ เช่นกลุ่มขนม กลุ่มถั่วเหลือง

"อย่างแม่ก็เอามะม่วงไปขาย มะขามที่เห็นอยู่ตรงนี้ ถ้าแกะฝักไปขายเป็นมะขามเปียก แม่ขายกิโลละ 5 บาท ถ้าแกะเม็ดก็กิโลละ 12 บาท บางคนมีมะพร้าว กลุ่มที่เขาทำขนมก็จะมาซื้อ ตอนนี้มีอยู่คนหนึ่งเขาเพาะเห็ดฟางขาย ได้กิโลละตั้ง 45 บาท ก็แล้วแต่จะตกลงกันว่าจะเอาบุญเท่าไรเอาบาทเท่าไร"

"แม่สอน" นางบัวสอน เสาทอง อายุ 52 ปี กรรมการบุญกุดชุม สมทบว่า สาเหตุที่ทางแบงก์ชาติไม่ให้ใช้อาจจะเป็นเพราะคำว่า "เบี้ย" ซึ่งอาจนำไปตีความว่าเป็นดอกเบี้ย

"แม่ว่าน่าจะมาจากคำว่าเบี้ย ที่ทางแบงก์ชาติเข้าใจว่าเราคงจะเก็บดอกเบี้ยไป เขาคงคิดว่าเราจะแข่งกับเงินบาท ไม่ใช่ จริงๆ แล้วเราไปแข่งอะไรไม่ได้เพราะเราใช้แลกเปลี่ยนกันในชุมชนเราเอง ซื้อผัก ซื้อปลา ก็เอาเบี้ยไปซื้อกินกันในหมู่บ้าน เราไม่ได้บอกว่าเบี้ย 10 มีค่าเท่ากับ 10 บาท แต่มันมีค่าในตัวมันเอง" แม่สอนกล่าวและว่า "คนบ้านนอก 20 บาทบางคนก็ไม่มี ไม่ได้พูดเล่นนะ บางทีมี 2 บุญ 3 บุญ 5 บุญ ก็สามารถเอาไปบวกกับเงินบาทซื้อของมากินได้ บางทีปะรถที่นี่ 20 บุญ ชาวบ้านบางคนกลัวบุญจะหมด เพราะไม่ได้เอาอะไรไปขายที่ตลาด ก็เลยให้มา 20 บาทแทนก็มี แต่แม่ไม่กลัว ถ้าบุญหมดแม่ก็เอาไก่ เอาปลา เอาเห็ดไปขาย"

แม่สอนบอกว่า เมื่อก่อนนั้นเบี้ยกุดชุมดังมาก จนทางแบงก์ชาติเข้ามาตรวจสอบส่งคนเข้ามาดู มาถามไถ่ แต่ตอนนี้ไม่ค่อยดังแล้ว แล้วแม่ชอบหรือเปล่าที่ดัง ?

แม่สอนไม่ตอบ อมยิ้มสักพักหนึ่งแล้วพูดกลบเกลื่อนว่า "เมื่อก่อนกลัว แต่เดี๋ยวนี้ไม่กลัวแล้ว เราใช้ของเรา ไม่ได้เอาไปใช้ที่อื่น"

ไม่เฉพาะระบบการเงินแบบบุญกุดชุมเท่านั้นที่ชาวบ้านสร้างขึ้นมาเพื่อพึ่งพาตนเอง ป้องกันไม่ให้เงินรั่วไหลออกสู่นอกชุมชน ยังมีโครงการอย่าง "ออมวันละบาท" ให้แก่เด็กๆ ในหมู่บ้านได้มา

ฝากเงิน ซึ่งบางครั้งผู้ใหญ่เองก็มาใช้บริการโครงการนี้ หุ้นสหกรณ์ ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่ต้องการให้คนในชุมชน มาเป็นหุ้นของสหกรณ์หมู่บ้าน เนื่องจากให้ดอกเบี้ยมากกว่าการนำเงินออกไปในเมืองเพื่อฝากธนาคาร ซึ่งให้ดอกเบี้ยน้อยกว่า

เวลาที่เศรษฐกิจเชื่อมโยงกันทั้งโลกสามารถพลิกผันได้ทุกวินาที ประเทศไทยต้องฝากอนาคตค่าเงินอยู่กับประเทศสหรัฐอเมริกา วัตถุนิยมกับบริโภคนิยมเข้าครอบงำชีวิตตั้งแต่ลืมตาดูโลก

แต่ที่หมู่บ้านสันติสุข เงินไม่ใช่พระเจ้า

หน้า 52