หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ทักษิโณมิกส์อีกครั้ง

วิถีเศรษฐกิจ : ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550

ทักษิโณมิกส์กลับมาฮือฮาอีกครั้ง คราวนี้เหมือนจะต่อกรกับเศรษฐกิจพอเพียง ดูจากบทความที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ หรือแม้กระทั่งรายการในทีวี จะเห็นได้ว่าแม้จะผ่านมาแล้วหลายปี ทักษิโณมิกส์คืออะไร ยังเป็นเรื่องที่ตีความกันได้หลากหลายไม่สิ้นสุด ความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนั้น คนไทยดูจะซึ้งและรู้แล้วว่า มันคืออะไร จึงไม่จำเป็นต้องเน้นมากในที่นี้

สำหรับพวกฝรั่ง เช่น The Economist หรือ Asian Wallstreet Journal ที่ยังทำตัวเหมือนไม่ค่อยประสีประสา หรือไม่เห็นด้วยกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงนั้น ถ้าไม่ใช่เรื่องของการแกล้งโง่แล้วก็ต้องบอกว่า เราต่างก็มีจุดยืนของผลประโยชน์ที่ต่างกัน ขอให้ทุกฝ่ายเคารพในความเห็นที่ต่างกันก็แล้วกัน อะไรจะดีกว่ากันให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

สำหรับคุณทักษิณ ที่บอกว่าระบบทุนนิยมเท่านั้นที่เหมาะกับประเทศไทยนั้น ก็กำลังหลงประเด็นเป็นความคิดที่แสนจะตื้นๆ เพราะเศรษฐกิจพอเพียงไม่เคยปฏิเสธระบบทุนนิยมที่มีมนุษยธรรมและคุณธรรม

ทักษิโณมิกส์ที่ฮิตมากใน 2 ปีแรกของรัฐบาลทักษิณนั้น ถูกตีความให้เป็นวิธีการจัดการเศรษฐกิจมหภาคระยะสั้น ของรัฐบาลทักษิณ ที่จำเป็นจะต้องฟื้นเศรษฐกิจไทยให้กลับไปเหมือนเดิม โดยใช้พลังขับเคลื่อนสองลู่ทาง หรือ Dualtrack ซึ่งได้แก่ ลู่ทางต่างประเทศผ่านการส่งออกและในประเทศผ่านการกระตุ้นการบริโภคโดยนโยบายการคลังที่ขาดดุล ทั้งดุลภายในและนอกงบประมาณ การปล่อยสินเชื่อโดยสถาบันการเงินของรัฐเพื่อการบริโภคของคนระดับล่าง และเพื่อการผลิตของ SME หรือผ่านกองทุนหมู่บ้านผัดผ่อนภาระหนี้เกษตรกร

วิธีการกระตุ้นการใช้จ่ายแบบ Keynesian นี้ ไม่ใช่อะไรใหม่สำหรับประเทศไทย แต่ที่อาจจะดูใหม่คือ ลักษณะของการใช้มาตรการหลายๆ ด้านไปพร้อมกัน ซึ่งคุณทักษิณชอบเรียกว่าการบูรณาการ ผนวกกับการโหมประโคมข่าวเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ส่วนที่ว่าวิธีการนี้ดีหรือไม่ควรหรือไม่ควรเป็นส่วนของเศรษฐศาสตร์ด้าน Normative

ผู้เขียนคิดว่าทักษิโณมิกส์ควรได้รับการตีความในมิติที่กว้างกว่านี้ จากประสบการณ์ 6 ปีของคนไทย และ 6 ปี ในการมีอำนาจของรัฐบาลทักษิณ ในการบริหารเศรษฐกิจ รวมทั้งการให้คำมั่นสัญญาความหวังแก่ประชาชน เศรษฐศาสตร์มีทั้งมิติที่เป็นวิธีการ และเนื้อหาที่กว้างขวางฉันใด ทักษิโณมิกส์ ก็ควรได้รับการตีความเฉกเช่นเศรษฐศาสตร์ฉันนั้น

เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่พยายามอธิบายพฤติกรรมการปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของมนุษย์ภายใต้กฎกติกา หรือสถาบันที่มีอยู่รวมทั้งความพยายามที่จะแสวงหาสร้างกติกาหรือสถาบันที่เหมาะสมเพื่อให้ได้มาซึ่งความมั่งคั่ง ภายใต้สมมติฐานที่ว่ามนุษย์ในฐานะปัจเจกชนมีความเห็นแก่ตัวเป็นฐานคติแต่ถูกจำกัดในพฤติกรรมโดยปัจจัยต่างๆ

ในกรอบความคิดทางเศรษฐศาสตร์ข้างต้น ทั้งในระดับมหภาคและจุลภาครัฐ เอกชน ประชาชน หรือหน่วยเศรษฐกิจแต่ละตัวละคร ต่างต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน แต่อำนาจและฐานะทางเศรษฐกิจ และการเมืองตลอดจนความรู้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งการตั้งความหวัง และการที่ต้องอยู่ภายใต้อิทธิพลทางจิตวิทยาของแต่ละหน่วยเศรษฐกิจล้วนแตกต่างกัน

ในมโนทัศน์ข้างต้นอะไรคือแก่นความคิดของทักษิโณมิกส์ ที่คุณทักษิณพยายามสร้าง ทั้งในการกระทำ (เช่น นโยบายที่ออกมา) และคำพูดหรือการโฆษณาชวนเชื่อ ทักษิโณมิกส์เป็นผลรวมของระบบความคิดของกลไกการทำงาน ในระบบเศรษฐกิจของคุณทักษิณและทีมที่ปรึกษา ซึ่งทำให้เกิดปรากฏการณ์ต่างๆ ที่ได้พบเห็นในรอบ 6 ปี ซึ่งได้แก่

1. เล็กๆ ไม่ ใหญ่ๆ ไทยรักไทยทำ และถ้าทำต้องทำให้เร็ว ที่เป็นเช่นนี้ เพราะคุณทักษิณเชื่อเสมอว่า อุปสงค์รวมในเศรษฐกิจนั้นมีเสมอถ้ามีอุปทาน ทุกส่วนของเศรษฐกิจพึ่งพาซึ่งกันและกัน (interdependence) ถ้าคิดในเชิงบูรณาการทำหลายๆ อย่างพร้อมๆ กัน หรือความคิดเรื่อง Bigpush รับรองจะไม่มีปัญหา ขีดจำกัดด้านทรัพยากรด้านอุปทานสำหรับประเทศก็ไม่เป็นปัญหาถ้ามีวิธีการจัดการด้านการเงินสมัยใหม่ (คุณทักษิณ พูดเสมอเรื่องการเป่าหรือเสกกระดาษ)

วิธีคิดเล็กๆ ไม่เป็นของทักษิโณมิกส์นี้ คุณทักษิณเชื่อว่านอกจากจะลดต้นทุนต่อหน่วยจากการประหยัดขนาดของมัน ยังช่วยสร้างภาพพจน์ความเก่งและการมีวิสัยทัศน์ในด้านการบริหารของผู้นำ ให้ความเชื่อมั่นในอนาคตแก่ผู้ลงทุน และแก่ประชาชนทั่วไป ถ้าเป็นการขนส่งด้วยระบบราง ก็ต้องทำให้ใหญ่ครบถ้วนในเวลาที่สั้นที่สุด หรือ elitecard หนึ่งล้านสมาชิกโคหนึ่งล้านตัว หรือบ้านเอื้ออาทรหกแสนหลังในเวลาห้าปี รวมทั้งคนจนจะต้องหมดไปจากแผ่นดินไทยในหกปี ฯลฯ ในความเป็นจริงเป็นที่ทราบกันดีว่า ทักษิโณมิกส์ในส่วนนี้ทำได้แค่ไหน ดีแล้วที่ประเทศไทยไม่เสียหายไปมากกว่านี้

2. ประเทศไม่ต่างจากบริษัท การบริหารประเทศก็ควรต้องบริหารเหมือนบริษัท ดูผิวเผิน ตรรกะ มันชวนให้คล้อยตาม และหลงกับเสน่ห์กับทักษิโณมิกส์ แต่เอาเข้าจริงเรื่องนี้ซับซ้อนมากกว่าที่คิด ตั้งแต่ผลประโยชน์ของคนในชาติที่ต่างกันมาก กับความเป็นสมาชิกในบริษัท ความเสี่ยงของประเทศ กับของบริษัทก็ต่างกันบริษัทเจ๊ง และเลิกกิจการได้แต่ประเทศไม่ล้มละลายได้

และที่สำคัญ ถ้าเป็นบริษัทคุณได้สัมปทานมือถือก่อนคนอื่นคุณก็ชนะไปกว่าครึ่งแล้ว แต่บริหารประเทศคุณได้อะไรง่ายๆ อย่างนี้ไม่ได้ ประเทศต้องสร้างความได้เปรียบที่แท้จริง ถ้าธรรมชาติไม่ได้ให้มา สรุปประเทศไม่ใช่บริษัท

3. ไม่มีอะไรภายใต้ดวงอาทิตย์ที่รัฐทักษิณจะทำไม่ได้ ถ้าเชื่อและไว้ใจผู้นำมอบความไว้วางใจให้รัฐผูกขาดกิจการใหญ่ๆ แม้กระทั่งจะแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เช่น กรณี กฟผ. รัฐจัดการเศรษฐกิจมหภาคได้เสมอไม่ต้องห่วงเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำ ทักษิโณมิกส์กับความรุ่งเรืองเป็นของคู่กันรัฐสามารถกำกับดูแลแทรกแซงกลไกตลาดให้เชื่องอยู่ในร่องในรอยได้เสมอ

รัฐปั่นราคายางสร้างราคาข้าวคุมราคาน้ำมัน ฯลฯ รัฐสามารถหารายได้สะสมทุนใหม่ของตัวเอง ช่วยเอกชนสร้างทุนได้อย่างไม่จำกัด เช่น แปลงทรัพย์เป็นทุน เอาเรื่องใต้ดินขึ้นมาไว้บนดิน เช่น หวย(แต่ยังไม่กล้าเปิดบ่อนเสรี หรือทำโสเภณีให้ถูกกฎหมาย เป็นต้น) ในส่วนนี้ทักษิโณมิกส์ใช้เศรษฐศาสตร์แบบบริสุทธิ์ไม่เอามิติด้านศีลธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงไม่แปลกใจที่โดนโจมตีมากจากกลุ่มคนที่เคร่งศีลธรรม

ในที่สุด ความสำเร็จของทักษิโณมิกส์จะไม่ได้ขึ้นอยู่กับการสร้างความหวัง และการให้คำมั่นสัญญา แต่ขึ้นอยู่กับความสมเหตุสมผล ของนโยบายว่า สอดคล้องกับความเป็นจริงและศักยภาพของประเทศหรือไม่ต่างหาก