หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
มหาวิทยาลัยในกำกับ ความเป็นมาและจะเป็นไป

คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ  โดย นวพร เรืองสกุล  มติชนรายวัน  วันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10567

ผู้เขียนไม่ได้อยู่ในวงการศึกษา แต่ได้ยินเรื่องมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐมานานพอสมควร อย่างน้อยก็หลังปี 2540 นิดเดียว จึงอดฉงนไม่ได้เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์มากมายเมื่อปลายปี 2549 เหมือนกับเป็นเรื่องใหม่เอี่ยม

"เป็นไปได้หรือที่อาจารย์ไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน พ.ศ.2549" ผู้เขียนเริ่มต้น Find Fact First

อาจารย์ท่านหนึ่งตอบง่ายๆ ว่า "อาจารย์ไม่รู้ ก็ต้องไปหาทางรู้เรื่องแบบนี้หาข้อมูลได้ไม่ยากเลย อาจารย์กับผู้บริหารมหาวิทยาลัย ก็เพื่อนร่วมงานกันทั้งนั้น"

อดีตรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คนหนึ่งที่ร่วมจัดทำร่างพระราชบัญญัติ ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอบว่า ร่าง พ.ร.บ.ของธรรมศาสตร์เคยทำประชาพิจารณ์แล้วสมัยที่เริ่มดำเนินการ และชี้แจงกันบ่อยมาก และทั่วถึงทั้งกับกลุ่มอาจารย์และนักศึกษาทุกคนเข้าใจแล้วแต่การเมืองสมัย พ.ต.ท.ทักษิณไม่สนใจเรื่องการศึกษา ยึกยักอยู่นานจนกระทั่งอาจารย์ผู้บริหารรุ่นร่างพระราชบัญญัติหมดวาระไปแล้ว และนักศึกษาก็จบออกไปหมดแล้ว นักศึกษาตอนนี้เป็นนักศึกษารุ่นใหม่ ซึ่งสมัยร่างพระราชบัญญัติยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมฯ จึงเป็นไปได้ว่าอาจารย์ใหม่บางคนไม่รู้ และนักศึกษาก็ไม่รู้

อาจารย์วิเคราะห์ว่า ที่ผู้คนตกอกตกใจคราวนี้เป็นเพราะมีการเปิดประเด็นนอกมหาวิทยาลัยในเชิงว่าจะขึ้นค่าเรียน เป็นการสร้างกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มใหม่ ทั้งๆ ที่ตามความเป็นจริงที่ปรากฏ นักศึกษาและผู้ปกครองไม่ได้กลัวเรื่องค่าเรียนแพง ดูได้จากโครงการปริญญาโท และโครงการพิเศษต่างๆ ที่มหาวิทยาลัยทำในลักษณะให้เป็นโครงการที่เลี้ยงตัวเองได้ ไม่พึ่งงบประมาณแผ่นดินก็มีคนเรียน โครงการนานาชาติก็แพง การส่งลูกไปเมืองนอกยิ่งแพงใหญ่ แต่ผู้ปกครองก็ทำ

อาจารย์อีกท่านหนึ่งสังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าเท้าความว่า จุฬาฯ เป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบราชการอยู่แล้ว โดยพระราชปณิธานขององค์ผู้พระราชทานที่ดินให้จุฬาฯ เป็นการให้ทรัพย์สินมาเป็นมรดกให้ยืนด้วยลำแข้งของตนเอง แต่ในระยะต่อมาที่ดินถูกคนราชการดึงเอาไปใช้ ตั้งแต่สนามกีฬาฯ โรงเรียนสาธิต อุเทนถวาย และเตรียมอุดมฯ และตัวจุฬาฯเองก็ถูกกลืนเข้าไปในระบบราชการ

มหาวิทยาลัยหลายแห่งเคยคิดในทางเดียวกันมาตั้งแต่ประมาณปี 2510 ว่าต้องแยกการบริหารมหาวิทยาลัย ออกมาจากระบบราชการ เพื่อประโยชน์ของการอุดมศึกษาของชาติเอง ในปี 2539 เริ่มมีมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ และมหาวิทยาลัยรุ่นใหม่ก็อยู่นอกระบบราชการตั้งแต่แรกตั้ง

เพราะผู้บริหารประเทศไม่ได้สนใจสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติของมหาวิทยาลัยอย่างจริงจัง ร่างกฎหมายจึงค่อยๆ ต้วมเตี้ยมผ่านไปตามลำดับตั้งแต่คณะรัฐมนตรี กฤษฎีกา เข้าสภาผ่านกรรมาธิการ รอแค่ผ่านสภา รอบสุดท้ายในปี 2549 แต่สภาถูกยุบไปเสียก่อน

เราเคยเดินมาถึงจุดนี้แล้ว คำถามจึงมีว่าจะสานต่อให้จบ หรือเริ่มกลับไปออกแบบใหม่กันอีกครั้งหลังจากที่ทำกันมาร่วม 10 ปีแล้ว

เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับระบอบทักษิณ ถ้าจะเกี่ยวก็เกี่ยวกับรัฐบาลนายกฯทักษิณตรงที่โอ้เอ้อยู่นาน ทำให้แรงขับเคลื่อนที่กำลังเดินหน้าอยู่ดีๆ ชะงักไป กว่าจะมากระวีกระวาดทำตอนปลายสมัยแรก (2547)

"มหาวิทยาลัยพร้อมออกนอกระบบหรือไม่" เป็นคำถามข้อต่อไป

จะเห็นว่า มหาวิทยาลัยเองก็เตรียมตัวเตรียมการกับการออกนอกระบบไว้บ้างแล้ว เช่นโครงการใหม่ๆ ที่ตั้งขึ้นมาจะอยู่นอกระบบราชการ และเลี้ยงตัวเอง เป็นโครงการนำร่องที่เกรงว่าจะนำร่องกันนานจนพนักงานที่รับจ้าง อยู่ในโครงการเป็นลูกจ้างชั่วคราวของโครงการเป็นปีๆ ซึ่งไม่เป็นธรรมต่อพนักงานกลุ่มนี้

แต่จะพร้อมหรือไม่ก็ตาม ทางราชการเองก็พยายามผลักให้มหาวิทยาลัยออกไปพ้นระบบงบประมาณมาโดยตลอด เช่นตั้งแต่เริ่มนโยบายในช่วงหลังปี 2540 ไม่นาน ไม่ให้บรรจุอาจารย์เป็นข้าราชการ ทดแทนอาจารย์ที่เกษียณอายุราชการ ดังนั้น อาจารย์รุ่นใหม่ที่รับเข้ามา จึงเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยไม่ได้สถานะข้าราชการ ไม่มีบำเหน็จบำนาญ และมีการประเมินผลงานทุกปี ทางราชการให้เพียงเงินค่าจ้างในอัตราเงินเดือน 1.75 เท่าของเงินเดือนขั้นต้น ถือว่าเป็นการเหมาจ่ายทั้งหมดตั้งแต่ค่าจ้างไปจนถึงค่าสวัสดิการ ซึ่งมหาวิทยาลัยไม่สามารถจ้างอาจารย์ ที่มีประสบการณ์มาทดแทนได้ ทำให้คุณภาพการสอนด้อยลง

ผู้เขียนคิดเลยไปเองว่า ถ้าปล่อยการบริหารคาไว้แบบนี้นานจนอาจารย์ข้าราชการคนสุดท้ายเกษียณ เราก็จะมีมหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการเต็มตัวที่ไม่มีข้าราชการแม้แต่คนเดียว ซึ่งก็จะแปลกไปอีกแบบ

"ความแตกต่างระหว่างการเป็นข้าราชการกับการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยอยู่ตรงไหน ใครมีส่วนได้เสียที่สำคัญกับการออกนอกระบบ"

อาจารย์หลายท่านให้ข้อคิดตรงกันว่า ความแตกต่างอยู่ที่ระบบประเมินผล กับระบบค่าตอบแทน

ถ้าแยกเฉพาะกลุ่มใหญ่คือกลุ่มข้าราชการ กับกลุ่มพนักงานมหาวิทยาลัย ผู้มีส่วนเสียที่สำคัญที่สุดของระบบใหม่คือ อาจารย์ข้าราชการที่ไม่อยากปรับตัว เพราะเป็นข้าราชการไม่โดนเลิกจ้างเมื่อไม่มีผลงาน ไม่ต้องมีผลงานวิจัยเลยก็ยังได้ เข้ามาได้ไม่เคยทำผิดก็ได้ความมั่นคงชั่วชีวิตแล้วยังได้สายสะพาย ได้บำนาญ ได้สวัสดิการต่างๆ ที่มาพร้อมกับความเป็นข้าราชการ

อีกกลุ่มหนึ่งที่มีส่วนเสียจากการใช้ระบบประเมินผล ก็คืออาจารย์เก่งที่ไม่ค่อยให้เวลากับงานราชการ คือไม่สอนหนังสือ ไม่มีเวลาให้คณะและนักศึกษา แต่หาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองเก่ง โดยใช้เวลาและเครื่องมือเครื่องไม้ของราชการไปรับงานนอก

ส่วนอาจารย์ที่เข้ามาในฐานะพนักงานมหาวิทยาลัยที่ถูกวัดผลงาน (Output/Outcome) จะตื่นตัวและปรับปรุงตัวอยู่เสมอ ต้องทำงานหนักขึ้นในด้านวิชาการ รับผิดชอบในงานตามหน้าที่มากขึ้น (Accountable) และมีผลงานมากขึ้น

เรื่องข้าราชการในมหาวิทยาลัยปัจจุบันจะได้คงสถานะการเป็นข้าราชการหรือไม่ จึงกลายเป็นประเด็นข้อพิจารณาสำคัญ ที่อาจารย์ทั้งหลายสนใจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นเรื่องได้เสียของตนเอง ระหว่างนี้ได้ยินว่ากำลังมีการประนีประนอมว่า ใครใคร่เป็นข้าราชการต่อก็ให้เป็น คือคงสิทธิและอภิสิทธิของข้าราชการไว้ทุกประการ ใครใคร่ออกจากราชการ ไปเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยก็ให้ทำไป คือได้เงินเดือนระบบใหม่ที่สูงขึ้น ระบบสวัสดิการใหม่ที่น้อยลงและก้าวหน้าตามความสามารถด้วยระบบประเมินผล

ส่วนคนที่ยังลังเลว่าจะเป็นข้าราชการดีหรือเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยดี เพราะยังไม่แน่ใจเรื่องวิธีการประเมินผล ก็อาจจะรอดูข้อบังคับต่างๆ ประกอบพระราชบัญญัติก่อนตัดสินใจ เป็นอันว่าเปิดทางเลือกให้ทุกทาง แม้ว่าจะเป็นทางเลือกที่ไม่ดีที่สุด เพราะทำให้มีบุคลากรหลายประเภท ถูกวัดผลหลายมาตรฐานในองค์กรเดียวกัน แต่ก็คงจะเป็นความแตกต่างที่ผู้บริหารจะต้องยอมรับ และคงจะเวียนหัวไม่น้อย เมื่อคนได้เงินเดือนต่ำสวัสดิการสูง เกี่ยงงานกับคนได้เงินเดือนสูง สวัสดิการต่ำเพราะเงินเดือนเห็นกันอยู่ทุกเดือน สวัสดิการหลักได้เมื่อต่างคนต่างเกษียณไปแล้ว

เนื้อหาของข้อบังคับ และประกาศจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญอีกประเด็นหนึ่ง ถึงแม้จะมีข้อถกเถียงกันได้ว่า ระหว่างระบบกับผู้บริหารระบบอะไรจะสำคัญกว่ากัน แต่ถึงอย่างไรเพื่อความรอบคอบก็ควรให้มั่นใจก่อนว่าระบบดีพอ จึงมีอาจารย์กลุ่มหนึ่งที่ให้ความสนใจจะดูข้อบังคับและประกาศ เพื่อประเมินอนาคตการบริหารงานก่อน

อาจจะมีข้อกล่าวค่อนแคะอาจารย์บางคนว่า สนใจจะดูแค่เงินเดือนใหม่ แต่ก็มีอาจารย์จำนวนไม่น้อย ใส่ใจจริงจังกับการสร้างระบบที่ดี ให้กับมหาวิทยาลัยที่ตนทำงานอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ

อยากเห็นความเป็นธรรมในการเลือกสรรบุคลากรเข้ามาร่วมงาน ไม่วาจะเป็นฝ่ายบริหารหรือเป็นอาจารย์ แทนที่จะเป็นการเลือกพวกใครพวกมัน และพยายามสร้าง "อาณาจักร" แห่งพรรคพวกซ้อนอยู่ในมหาวิทยาลัยเพื่อสืบทอดอำนาจ

อยากเห็นความโปร่งใส ชัดเจน ในการคัดเลือก การประเมินผล และการแต่งตั้งบุคลากรในตำแหน่งต่างๆ ทั้งด้านวิชาการและบริหาร

อยากเห็นระบบที่มีการตรวจสอบและถ่วงดุล (ไม่ใช่คานแบบขัดหรือค้านตลอดกาล) เพื่อให้ได้ดุลยภาพระหว่าง อาจารย์ผู้สอนผู้วิจัย กับผู้ทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร เพื่อให้มั่นใจในความเที่ยงธรรม และมั่นใจว่าแต่ละฝ่าย ต่างก็ทำหน้าที่ในความรับผิดชอบของตนอย่างเต็มที่ เพื่อประโยชน์โดยรวมของมหาวิทยาลัย

ขอเติมให้เองเผื่อนักศึกษาว่า นักศึกษาก็คงอยากจะเป็นความเป็นธรรมในการคัดเลือก และการให้คะแนนวิชาต่างๆ ของนักศึกษา และมีระบบที่มีการตรวจสอบและถ่วงดุลเพื่อสวัสดิภาพของนักศึกษา ไม่ให้ถูกอีกสองฝ่ายละเมิดได้

"เรื่องการเงินสำคัญแค่ไหน"

นี่คงเป็นคำถามสุดท้ายแต่เป็นคำถามที่แอบแฝงอยู่ในระหว่างการสนทนาระหว่างอาจารย์ที่ห่วงสวัสดิการ และเงินเดือน (กลัวได้น้อย) กับนักศึกษาที่กลัวค่าเล่าเรียนแพงขึ้น (กลัวต้องจ่ายมาก) ซึ่งต้องหาดุลยภาพให้เจอ

ไม่ว่ามหาวิทยาลัยจะออกนอกระบบราชการหรือไม่ออก เรื่องเงินเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะว่าทุกวันนี้งบประมาณไม่พอเลี้ยงมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว

จะสังเกตเห็นว่าอาจารย์ที่ทำเพื่อมหาวิทยาลัยไม่เคยคิดเรื่องจะให้มหาวิทยาลัยมีรายได้มากๆ เพียงเพื่อให้มีกำไรสูงๆ งานของมหาวิทยาลัยเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ อาจารย์ผู้บริหารหลายท่านขวนขวายสร้างโครงการพิเศษต่างๆ เพื่อได้อาจารย์ดีๆ มาร่วมงาน และช่วยผู้ปกครองเลี้ยงนักศึกษาให้ได้เรียนหนังสือด้วยค่าเล่าเรียนที่ไม่แพงนัก

เพื่อการนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ตั้งอธิการบดีฝ่ายทรัพย์สินดูแลเรื่องการบริหารทรัพย์สินให้ได้ประโยชน์ และได้ประสิทธิภาพที่สุด เพื่อให้ได้เงินมาอุดหนุนค่าเล่าเรียน และยังช่วยกันหาทุนจากแหล่งต่างๆ มาสนับสนุนนักศึกษาที่ไม่มีเงินพอจะเรียนในระดับอุดมศึกษาให้มากขึ้น ส่วนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ทบทวนการบริหารจัดการทรัพย์สินที่เป็นอาคาร และที่ดินเสียใหม่ เพื่อให้ได้เงินมาอุดหนุนนักศึกษา แทนที่จะปล่อยให้ผู้เช่า ได้เช่าไปในราคาถูก แล้วนำไปเซ้งต่อเป็นการให้สวัสดิการกับผู้เช่ารายแรกโดยที่มหาวิทยาลัยไม่ได้ตั้งใจ แต่เกิดขึ้นด้วยการออกแบบระบบค่าเช่านั่นเอง

การให้เงินเดือนบุคลากรให้สมเหตุสมผลเป็นเรื่องสำคัญ ถ้ามหาวิทยาลัยของรัฐไม่ปรับระบบการประเมินผล และระบบเงินเดือนให้เหมาะสม ในที่สุดก็จะสูญเสียบุคลากรให้กับมหาวิทยาลัยเอกชน มหาวิทยาลัยต่างชาติ และภาคเอกชนอื่นๆ เหมือนๆ กับบุคลากรคุณภาพสูงในสาขาอื่นๆ ที่หันเหไปอยู่ในภาคเอกชน จนราชการขาดคนมีฝีมือ

ฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัย ที่เห็นข้อมูล เห็นวิธีการจัดการในมหาวิทยาลัยในประเทศอื่นๆ และเข้าใจข้อจำกัดของระบบราชการ จึงมักสรุปคล้ายๆ กันว่า จำเป็นมากที่มหาวิทยาลัยจะต้องออกนอกระบบราชการไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการให้แข่งขันกับต่างชาติให้ได้ เพราะในเวลานี้ต่างชาติเข้ามาหากิน แข่งกับมหาวิทยาลัยในเมืองไทยแล้ว และบางมหาวิทยาลัยเข้ามาชักชวนและคัดนักศึกษาถึงภายในประเทศ และยังมีแรงผลักดันในการเจรจา FTA จะให้เปิดเสรีด้านการอุดมศึกษา

หากมหาวิทยาลัยเด่นๆ ของไทยซึ่งอยู่ในระบบราชการไม่สามารถปรับตัวได้ ก็มีปัญหาน่าห่วงว่าระบบการอุดมศึกษาของไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะทุกวันนี้ "ลองถามพวกอาจารย์ดูก็ได้ ไม่เห็นมีใครอยากให้ลูกเป็นอาจารย์ เพราะอาจารย์เงินเดือนน้อย (ถ้าไม่หากินข้างนอกด้วย)" อาจารย์คนหนึ่งเคยกล่าวเป็นเชิงท้า

เมื่อลงมือ Find ก็พบว่า Fact ที่ผู้เขียนพบคือความเป็นห่วงอย่างลึกซึ้งของผู้บริหารการศึกษา ที่มีให้กับคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษา ไม่พบว่าเขาเป็นนายทุน คิดตั้งหน้าตั้งตาขึ้นค่าเล่าเรียนดังที่ได้ยินมา

ถ้าเงินเดือนไม่พอ ไม่มีคนสอน ไม่ต้องห่วงว่าจะได้ประโยชน์ต่อสังคม

แน่นอนที่ว่ายังมีคนที่มีใจรักอาชีพสอนหนังสือและทำวิจัยที่ไม่เกี่ยวเรื่องเงินเดือน แต่ระบบก็ควรทำให้คนเหล่านี้ มีความเป็นอยู่สมควรแก่สถานะและความสามารถ ไม่จำเป็นต้องเรียกร้องให้คนในอาชีพหนึ่ง "เสียสละ" เพื่อให้คนอาชีพอื่นได้กอบโกยความสบายและความมั่งคั่งแต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งก็เป็นการ "ขูดรีด" ในรูปแบบหนึ่งแต่เรียกให้สวยๆเท่านั้นเอง

ความเป็นธรรมต้องมีทุกแห่ง รวมทั้งในบรรดาอาจารย์และนักศึกษาด้วย เพราะมหาวิทยาลัยคือแหล่งสุดท้าย ที่บ่มเพาะความเป็นธรรม ก่อนที่นักศึกษาจะเรียนจบและก้าวออกไปสู่โลกของการงาน แล้วนำประสบการณ์ไปใช้ต่อไปในทุกส่วนของสังคมตลอดชีวิตของตน

หน้า 6