|
||||||||||||||
|
หยุดเอฟทีเอไทย-สหรัฐ
(1)
ภูมิคุ้มกันคอร์รัปชัน : กมล กมลตระกูล ศูนย์วิจัยธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 นโยบายเศรษฐกิจพอเพียง หากว่ามีความจริงใจที่จะผลักดันให้เป็นนโยบายเศรษฐกิจระดับชาติ ก็จำเป็นต้องมีมาตรการเชิงนโยบาย และแผนแม่บทที่เป็นพิมพ์เขียว หรือแผนที่สมองมารองรับอย่างเป็นรูปธรรม ถ้าจะให้คำนิยามเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเป็นรูปธรรม ก็คือ ระบบเศรษฐกิจที่พึ่งตัวเองในทุกด้าน ตั้งแต่เศรษฐกิจในระดับครอบครัว ชุมชน จังหวัด ภาค และประเทศ การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจให้พึ่งตนเองได้ทุกระดับข้างต้น ก็จำเป็นต้องวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจ ี่ดำรงอยู่พึ่งตนเองไม่ได้ในทุกระดับ ระบบเสรีนิยมสุดขั้ว หรือเสรีนิยมล่อนจ้อน ที่เรียกว่าลัทธิเสรีนิยมใหม่ที่เน้นความเห็นแก่ตัว และเน้นให้มือใครยาวสาวได้สาวเอา โดยเฉพาะมือของนักธุรกิจการเมืองที่มีมือที่ยาวกว่า เพราะได้อาศัยอำนาจรัฐ และกลไกรัฐมาฉกฉวยประโยชน์ จากผู้ที่อ่อนแอกว่า และผลประโยชน์ของสาธารณะและของชาติ หากจะผลักดันนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง ก็ต้องควบคุม หรือกำจัดกลไกทางธุรกิจที่ไม่เป็นธรรม เช่น ระบบการผูกขาดตัดตอน โดยเฉพาะในภาคเกษตร ที่ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ระบบการเกษตรแบบตีตรวน หรือ Contract Farming ที่สูบเลือดเนื้อและชีวิตของเกษตรกรให้กลายเป็นทาสติดที่ดิน เป็นทาสติดฟาร์ม ในระดับชาติ คือ ระบบการค้าเสรีสุดขั้วที่ปราศจากการควบคุม ทำให้ทุนข้ามชาติ เข้ามายึดครองเศรษฐกิจของชาติ ได้เกือบทุกส่วน การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจพอเพียงมาสู้ คือ ต้องชูนโยบายเศรษฐกิจเสรี ชาตินิยม นโยบายเศรษฐกิจเสรี ชาตินิยม คือ นโยบายที่รัฐเข้าแทรกแซงการค้า การลงทุนในทุกระดับ ให้เกิดความเป็นธรรม ต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ และคนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งเป็นนโยบายที่สวนทางกับนโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยมสุดขั้ว ที่ต้องการให้รัฐถอนตัวจากการแทรกแซง และการประกอบการทุกด้าน แล้วปล่อยให้เอกชนแต่เพียงฝ่ายเดียว เช่น นโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นองค์การมหาชน หรือการเปิดประเทศทุกด้านผ่านข้อตกลงการค้าเสรี สนธิสัญญาบาวริ่งยุคใหม่ ในกรณีการทำข้อตกลง FTA ไทย-สหรัฐ สหรัฐได้ตั้งเงื่อนไขแกมบังคับว่า ต้องเจรจาครบทั้ง 23 หัวข้อ ไทยจะเลือกหรือขอยกเว้นไม่เจรจาบางหัวข้อที่เราไม่พร้อมไม่ได้ เช่น หัวข้อเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่สหรัฐเรียกร้อง และการเปิดเสรีภาคบริการ การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ การคุ้มครองการลงทุน การที่สหรัฐอเมริกาให้ความสำคัญและกระตือรือร้นมากในการทำเอฟทีเอเช่นนี้ ดร.จักรกฤษณ์ ควรพจน์ แห่งสาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชได้อธิบายว่า "เพราะสหรัฐอเมริกานั้นตระหนักดีว่า การเจรจาในเวทีองค์การการค้าโลกไม่มีความแน่นอน หลายประเด็นในการเจรจา ได้แบ่งแยกประเทศสมาชิกออกเป็นฝักฝ่าย ยากที่จะหาทางประนีประนอมให้ได้ผลยุติ อีกทั้งประเด็นการเจรจาส่วนใหญ ก็มิได้ตอบสนองต่อผลประโยชน์ของสหรัฐ ในทางตรงกันข้าม หากมีการเจรจาสำเร็จในหลายประเด็น กลับจะทำให้สหรัฐเสียประโยชน์มากกว่า เช่น เรื่องการลดการอุดหนุนและเลิกทุ่มตลาดสินค้าเกษตร เรื่องมาตรการบังคับใช้สิทธิบัตรยา และการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เป็นต้น" ดังนั้น การทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีทั้งในแบบทวิภาคีคือ ตัวต่อตัวหรือในแบบทั้งภูมิภาค จึงเป็นหนทางเดียว ที่สหรัฐจะสามารถใช้อิทธิพลผลักดันกติการะหว่างประเทศ ที่เอื้อต่อผลประโยชน์ของตัวเองได้ และยังได้ผลพวงที่สำคัญตามมาด้วยคือ เป็นการสลายพลังของพันธมิตรกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ทั้งนี้ ก็เพราะแต่ละประเทศต้องหันมาสนใจกับการเจรจาต่อรองตัวต่อตัวกับสหรัฐอเมริกาเป็นสำคัญ มีลับลมคมนัย ในการเจรจากับไทย สหรัฐยังตั้งเงื่อนไขไม่ให้เปิดเผยเอกสารข้อเรียกร้องของฝ่ายสหรัฐต่อสาธารณชน และให้กำหนดเรื่องการรักษาความลับในการเจรจาตามกฎหมายว่าด้วยการรักษาความลับของแต่ละฝ่าย ซึ่งคณะเจรจาของไทยได้พิจารณากำหนดเป็นชั้นลับตาม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ จึงไม่สามารถเปิดเผยเอกสารข้อเรียกร้องของฝ่ายสหรัฐได้ ข้ามหัวรัฐสภา ในขณะเดียวกัน ข้อตกลงในการเจรจานี้จะต้องผ่านการลงมติเห็นชอบโดยรัฐสภาอเมริกันก่อนจึงจะมีผลบังคับใช้ แต่ของไทยกลับเป็นตรงกันข้าม คือ เมื่อลงนามแล้วมีผลบังคับเลย ทั้งๆ ที่ข้อตกลงหลายๆ หัวข้อไทยต้องแก้ไขกฎหมาย ให้สอดคล้อง หรือมีผลในการ "เปลี่ยนแปลงเขตอำนาจรัฐ" ซึ่งขัดกับมาตรา 224 ของรัฐธรรมนูญ 2540 ลดอำนาจศาลไทย สหรัฐเรียกร้องให้ใช้วิธีอนุญาโตตุลาการระงับข้อพิพาท ระหว่างรัฐกับรัฐ และรัฐกับเอกชน คือเอกชนสหรัฐสามารถฟ้องรัฐไทยได้ ในศาลไทย หรือถ้าไม่พอใจก็สามารถเสนอให้อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศตัดสินแทน (ไทยเสียเขาพระวิหารไป ก็เพราะไปยอมขึ้นศาลโลกซึ่งมีความลำเอียง) ไม่เพียงแค่นั้นสหรัฐต้องการให้ใช้ระบบนี้ในกรณีก่อนการเข้ามาลงทุนหรือเพียงแค่แสดงเจตนาว่าจะเข้ามาลงทุนแล้ว หากอ้างว่าเกิดความเสียหาย หรือไม่ได้รับความสะดวกก็อาจจะฟ้องอนุญาโตตุลาการเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลไทยได้ ข้อตกลงการค้าเสรีโดยเฉพาะการทำข้อตกลง FTA ไทย-สหรัฐ สวนทางกับนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง จึงต้องหยุดหรือจำกัดอยู่เพียงแค่ที่เรามีข้อผูกพันกับองค์การการค้าโลกเท่านั้น มิฉะนั้น เอกราชทางเศรษฐกิจของชาติ ก็จะเสียไปอย่างสิ้นเชิง คนไทยก็จะกลายเป็นคนใช้หรือพนักงานของบ้านมหาเศรษฐีที่มีชื่อว่า ประเทศไทย ซึ่งคนไทยไม่ได้เป็นเจ้าของ และไม่สามารถกำหนดนโยบายอะไรที่เป็นประโยชน์ หรือคุ้มครองคนในบ้านได้ หยุดเอฟทีเอไทย-สหรัฐ (จบ) ภูมิคุ้มกันคอร์รัปชัน : กมล กมลตระกูล ศูนย์วิจัยธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 สหรัฐเรียกร้องให้ไทยเปิดเสรีบัญชี 1 ใน พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ.2542 แต่สหรัฐกลับไม่เปิดเสรีให้แรงงานไทยไปทำงานในอเมริกา จึงเป็นการเรียกร้องที่เอาแต่ได้ และเป็นฝ่ายได้ข้างเดียว เพียงแค่ประเด็นเหล่านี้ ถ้ารัฐบาลไทยยอมลงนามก็เท่ากับการลงนามยอมรับการเป็นเมืองขึ้นของสหรัฐโดยปริยาย อันที่จริงประเทศไทยเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก ซึ่งต้องดำเนินนโยบายการค้าเสรี ตามกรอบกติกาขององค์การการค้าโลกอยู่แล้ว การทำข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศมหาอำนาจซึ่งมีอำนาจต่อรองสูงกว่านั้น มีแต่ประเทศไทยจะเสียเปรียบ สิ่งที่ได้มา เช่น เรื่อง ร้านอาหารไทย เรื่องนวดแผนโบราณ เรื่องสปา กับสิ่งที่จะต้องแลกนั้นไม่คุ้มค่าอย่างยิ่ง เสมือนกับการเอาทองคำไปแลกเกลือ เช่นประเด็นข้างต้นในเรื่องการเปิดตลาดผลไม้ ซึ่งมีมูลค่าจิ๊บจ้อย เพื่อแลกกับการสูญเสียอำนาจตุลาการ และการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐในเรื่องการคุ้มครองการลงทุน ประเด็นการคุ้มครองการลงทุน ในเรื่องการคุ้มครองการลงทุน ประเทศไทยควรจะศึกษาบทเรียนข้อตกลงนาฟต้า หรือข้อตกลงเขตการค้าเสรี ของทวีปอเมริกาเหนือ ระหว่างสหรัฐ เม็กซิโก และแคนาดา ซึ่งตีความการคุ้มครองการลงทุน หมายถึงการห้ามการยึดหรือริบกิจการโดยรัฐทั้งทางตรงและทางอ้อม และทั้งสองประเทศนี้ถูกบริษัท อเมริกันฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายไปจำนวนมากแล้ว การยึดหรือริบกิจการโดยรัฐทางตรงนั้นสูญพันธุ์ไปจากโลกนานแล้ว ประเด็นที่เหลืออยู่ คือ การริบหรือยึดกิจการโดยรัฐทางอ้อม (Indirect expropriation) ในสัญญานาฟต้า ได้เปิดช่องให้ตีความได้อย่างกว้างขวาง เป็นการลิดรอนจำกัดอำนาจของรัฐไม่ให้ปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ของสาธารณะ เช่น การห้ามการลงทุนในพื้นที่อนุรักษ์ เขตป่าสงวน หรืออุทยานแห่งชาติ หรือในเขตที่ชุมชนคัดค้าน ก็อาจจะเข้าข่ายการริบหรือยึดกิจการโดยรัฐทางอ้อม การปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ของสาธารณะสามารถถูกตีความได้ว่าเป็นการริบหรือยึดกิจการโดยรัฐทางอ้อม ซึ่งเอกชนสามารถฟ้องร้องอนุญาโตตุลาการเพื่อเรียกร้องความเสียหายได้อย่างไม่จำกัดจากรัฐได้ เช่น การประเมินความสูญเสียรายได้ในอนาคตข้างหน้า 50-100 ปี แล้วคิดเป็นมูลค่าความเสียหายที่รัฐต้องชดใช้ ประเทศไทยอาจจะถูกฟ้องล้มละลายเอาได้ง่ายๆ อย่าได้ประมาทเชียว นอกจากนี้ ในมาตรา 5.4 ของเอฟทีเอในด้านการลงทุนยังกำหนดว่า ไทยต้องรับผิดชอบในความสูญหาย เสียหายใดๆ แม้ว่าจะเกิดขึ้นจากเหตุสุดวิสัย เช่น สงครามกลางเมือง การจราจล รัฐบาลไทยก็ต้องรับผิดชอบโดยไม่มีข้อยกเว้น นอกจากนี้แม้กระทั่ง ความตั้งใจ หรือการมีแผนจะเข้ามาลงทุน (Pre- establishment) ก็ตีความว่า เป็นการลงทุนแล้ว ถ้าหากว่าถูกกีดกันก็สามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐได้ เช่นเดียวกัน ในเรื่องการเวนคืนเพื่อประโยชน์ของสาธารณะ มาตรา 6.2b ของการเจรจาก็ระบุว่า "การชดเชยต้องกระทำการโดยทันที ไม่ล่าช้าและก่อนการเวนคืนในวันนั้น ในราคาตลาดตามมูลค่าของทรัพย์ที่ถูกเวนคืนนั้น โดยห้ามเปลี่ยนแปลงมูลค่าใดๆ และการชดเชยต้องสามารถนำเงินส่งออกนอกประเทศได้โดยเสรี และต้องชดเชยพร้อมดอกเบี้ยในอัตราที่เหมาะสม" ด้านทรัพย์สินทางปัญญา ในด้านทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่ง นางบาร์บารา ไวเซล ผู้แทนเจรจาของสหรัฐ ยืนยันอย่างเด็ดขาดว่า ประเด็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา จะเอาออกจากการเจรจาไม่ได้นั้น ถ้าหากว่าประเทศไทยยอมรับ ไม่ยอมเอาประเด็นนี้ ออกจากการเจรจา ผลเสียหายที่จะตามมาต่อผลประโยชน์ของประเทศต่อเกษตรกร และผู้ป่วยจะมีอย่างมหาศาลและต้องกลายเป็นลูกไล่ตลอดกาล โดยที่สหรัฐ เรียกร้องดังนี้ 1 ให้ขยายการคุ้มครองลิขสิทธิ์จากปัจจุบัน ๕๐ ปี หลังจากเจ้าของผลงานเสียชีวิต เป็น ๗๐ ปี 2 ให้ขยายการคุ้มครองสิทธิบัตรให้ครอบคลุมสิ่งมีชีวิตทุกประเภท ทั้งพืช สัตว์ และจุลินทรีย์ 3 ให้ประเทศคู่เจรจาเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ( UPOV 1991) 4 การคุ้มครองเครื่องหมายการค้าให้รวมถึงสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น กลิ่น สี เสียง 5 ให้เข้าร่วมในสนธิสัญญาว่าด้วยความร่วมมือทางสิทธิบัตร ( Patent Co-operation Treaty-PCT) ซึ่งกำหนดให้หน่วยงานสิทธิบัตรของประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นผู้รับคำขอจดสิทธิบัตร ตรวจสอบ และอนุมัติ โดยมีผลบังคับในประเทศที่กำลังพัฒนาได้เลย ไม่ต้องมาขอจดใหม่อีกครั้งหนึ่ง รายละเอียดของข้อตกลงนี้ยังมีอีกมากมาย แต่เฉพาะ 5 ข้อนี้ ประเทศกำลังพัฒนาก็ต้องเป็นลูกไล่ จ่ายค่าหัวคิวไปแทบจะตลอดชาติแล้ว เพราะว่าร้อยละ 97 ของเจ้าของสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า และลิขสิทธิ์ ล้วนคือประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังมีข้อมัดมือชกในมาตรา 5 กำหนดให้ไทยต้องรับผิดชอบทุกประการ หากไม่คุ้มครอง หรือคุ้มครองบกพร่อง หรือไม่มีประสิทธิภาพในการใช้กฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และอาจจะต้องชดเชยเช่นเดียวกับเรื่องการเวนคืน หรือการยึดทรัพย์ ต่อไปรถแท็กซี่ที่นำมาบริการหากินหารายได้ก็ต้องจ่ายค่า ลิขสิทธิ์ การออกแบบรถ และค่าสิทธิบัตรของเครื่องยนต์ เช่นเดียวกับเรื่องซีดีเพลงและซอฟต์แวร์ที่นำไปเปิดในร้านคาราโอเกะแล้วถูกไล่จับ โดยอ้างว่าห้ามนำสินค้าไปทำให้เกิดรายได้ ต่อไปเอาเสื้อแบรนด์เนมให้น้องขอยืมใส่ ก็ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ เหมือนกับการก๊อปปี้ซอฟต์แวร์ใส่อีกเครื่องหนึ่งในบ้าน ปัญหาเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา มิใช่อยู่ที่จ่าย หรือไม่จ่าย คุ้มครองหรือไม่คุ้มครอง แต่ประเด็นที่แท้ คือ ความยุติธรรม และเงื่อนไขที่เหมาะสมเป็นธรรม ไม่ผูกขาดค้ากำไรเกินควร ประเด็นการคุ้มครองลิขสิทธิ์ จาก 50 ปีหลังเจ้าของผลงานเสียชีวิต ก็ถือว่านานเกินไปแล้ว แต่ยังขยายเป็น 70 ปีอีก ซึ่งเป็นการผูกขาดความรู้ กีดกันการถ่ายเทวิทยาการ และวัฒนธรรม ทำให้เกิดการผูกขาดการค้าและการค้ากำไรเกินควร ทำให้เกิดช่องว่างและความแตกต่างในโลก ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจ และสงครามในที่สุด สหรัฐไม่ได้เปิดตลาดแรงงานแก่ไทย แต่คนอเมริกันเข้าไทยได้อย่างเสรี โดยเฉพาะเมื่อเข้ามาลงทุน การลงนาม FTA กับสหรัฐจึงเป็นการได้ประโยชน์ฝ่ายเดียว ในด้านการใช้กฎแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ทำให้ไทยเสียเปรียบ เพราะสินค้าส่งออกของไทยที่ส่งไปสหรัฐ เช่น ปลาทูน่ากระป๋อง ปลาหมึกกระป๋อง สิ่งทอ ล้วนใช้วัตถุดิบนำเข้า จึงไม่ได้ประโยชน์จากข้อตกลง FTA นี้ สหรัฐยังมีมาตรการอื่นๆ ในการปกป้องการค้าของตน เช่น มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี(Non-tariff Barrier-NBTs) มาตรการบังคับข้างเดียว (Unilateral Measures) มาตรการสุขอนามัย (SPS) มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping Measures) การเดินหน้าเจรจากับสหรัฐเพื่อทำข้อตกลงการค้าเสรี ที่จะทำให้ประเทศไม่สามารถดำเนิน นโยบายเศรษฐกิจพอเพียงได้อีกต่อไป เพราะเป็นการเดินสวนทางกัน หากรัฐบาลมีความเชื่อในนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง และมีความจริงใจต่อพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นโยบายเศรษฐกิจพอเพียง ก็ต้องยุติการเจรจาทำข้อตกลงเอฟทีเอกับสหรัฐทันที
|