หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
การเจรจาการค้าพหุภาคีรอบโดฮา

คอลัมน์ มองซ้ายมองขวา  โดย ภาวิน ศิริประภานุกูล  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3870 (3070)

ตั้งแต่ช่วงต้นปีใหม่นี้ได้มีข่าวสารที่น่าสนใจอันหนึ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์กับพัฒนาการของเศรษฐกิจโลก นั่นคือ การออกมาเรียกร้อง ของผู้นำประเทศมหาอำนาจต่างๆ ให้ประเทศสมาชิก WTO กลับมานั่งโต๊ะเจรจา การค้าพหุภาคีรอบโดฮาอีกครั้งหนึ่ง

การเจรจาการค้า "พหุภาคี" เป็นการเจรจา ข้อตกลงทางการค้าที่นำเอาหลายๆ ประเทศมาเจรจาร่วมกัน เพื่อจุดมุ่งหมายของการค้าเสรี ที่นำมาซึ่งประโยชน์ร่วมกันของทุกๆ ประเทศ การเจรจาการค้าพหุภาคี จึงมีความแตกต่างกับการเจรจาการค้าในลักษณะ FTA ซึ่งเป็นการเจรจาแบบกลุ่มประเทศไม่กี่ประเทศ ที่แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางการค้าระหว่างกันเท่านั้น

การเจรจาการค้าพหุภาคีรอบโดฮาถือเป็นการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบที่ 9 ภายใต้กรอบการเจรจาของ GATT/WTO ซึ่งมีการเปิดรอบด้วยการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก WTO ที่เมืองโดฮา ประเทศกาตาร์ ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2544 ซึ่งเมื่อนับรวมเวลาทั้งหมดมาจนถึงปัจจุบันนี้ การเจรจารอบนี้ก็มีโอกาสที่จะทุบสถิติความยาวนาน ในการประชุมที่เหล่าประเทศสมาชิกได้เคยทำเอาไว้ในรอบที่แล้ว (รอบอุรุกวัย) ซึ่งกินเวลาทั้งสิ้นราว 7 ปีครึ่ง

สำหรับแนวคิดที่ว่าการค้าเสรีน่าจะสร้างประโยชน์ร่วมกันให้กับทุกๆ ประเทศบนโลก ก็น่าจะมาจากแนวคิดของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ซึ่งกล่าวถึงสิ่งที่เรียกกันว่า comparative advantage ซึ่งหมายถึงการที่แต่ละประเทศบนโลกน่าจะมีความถนัดเชิงเปรียบเทียบ ในการผลิตสินค้าอย่างใดอย่างหนึ่ง เหนือกว่าอีกประเทศหนึ่ง

ดังนั้นถ้าหากแต่ละประเทศมุ่งผลิตสินค้าที่ตนเองมีความถนัดและนำสินค้าเหล่านั้นมา ค้าขายแลกเปลี่ยนกัน ทุกๆ ประเทศก็น่าจะได้บริโภคสินค้าทุกๆ อย่างในปริมาณที่มากขึ้นกว่าการที่แต่ละประเทศจะผลิตสินค้าเหล่านั้นทุกๆ อย่างด้วยตนเอง ระดับสวัสดิการของผู้คนบนโลกก็น่าจะสูงขึ้นด้วย

ลองจินตนาการในระดับตัวเราเองก็ได้ครับ ถ้าหากเราต้องปลูกข้าว เลี้ยงหมู ไก่ ปลา หุงหาอาหาร ในขณะที่ต้องตัดเย็บเสื้อผ้า รองเท้า ประกอบรถยนต์ ขุดเจาะน้ำมัน คิดค้นพัฒนาคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ ฯลฯ ด้วยตัวของเราเอง ผมคิดว่าเราคงจะทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง ในขณะที่ถ้าเราเลือกทำบางอย่างที่เราถนัด จากนั้นนำเอาสินค้าที่เราทำไปค้าขายแลกเปลี่ยนกับคนอื่นๆ มันก็น่าจะทำให้เรามีชีวิตที่สุขสบายมากยิ่งขึ้น

ในมุมมองง่ายๆ อย่างนี้การค้าเสรีบนโลกก็น่าจะเป็นที่ประสงค์ร่วมกันของทุกๆ ประเทศ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ความซับซ้อนของโลกแห่งความจริงทำให้ "การค้าเสรี" ที่เกิดขึ้นไม่ได้มีลักษณะอย่างเดียวกันกับภาพฝัน

ถ้าหากพวกเราอยู่ในตลาดที่ทุกคนค้าขายกันอย่างซื่อสัตย์สุจริต เห็นอกเห็นใจกัน การค้าขายระหว่างกันก็ไม่น่าจะมีปัญหา แต่ถ้าหากมีคนละโมบสร้างเงื่อนไขทางการค้าเข้าข้างตนเองขึ้นมา เช่น การขอเข้ามาหาประโยชน์บนที่ดินอุดมสมบูรณ์ในบ้านของเรา แต่ไม่ยอมให้เราเข้าถึงเทคโนโลยีการผลิตที่ล้ำหน้าในบ้านเขา การค้าเสรีแบบนี้ก็ไม่น่าจะเป็นที่ประสงค์ของพวกเรา

การเจรจาการค้าพหุภาคีในรอบที่ผ่านๆ มาถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการเจรจาการค้าที่ประเทศพัฒนาแล้ว มุ่งหาประโยชน์ใส่ตัวแทบทั้งสิ้น ประเด็นที่มีความคืบหน้าในการเจรจาการค้าในรอบเหล่านั้น ล้วนมุ่งเน้นไปที่การเปิดเสรีในสินค้าที่ประเทศพัฒนาแล้วมีความถนัดในการผลิต ในขณะที่การเปิดเสรีสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของประเทศกำลังพัฒนากลับถูกเพิกเฉยละเลย

ลักษณะเช่นนี้ทำให้ศรัทธาในการเจรจาการค้าพหุภาคีของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกำลังพัฒนา ลดน้อยลงไป และนำมาซึ่งการเพิกเฉยและบางครั้งถึงขั้นต่อต้านการจัดการเจรจาการค้าพหุภาคีในยุคหลังๆ

การเจรจาการค้ารอบโดฮานี้มีจุดมุ่งหมายหลักประการหนึ่งเพื่อชดเชยความไม่สมดุลที่ผ่านมาในอดีต โดยเป้าหมายในประเด็นนี้อยู่ที่การสนับสนุนสินค้าส่งออกของประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและสิ่งทอ ให้มีโอกาสมากยิ่งขึ้นในเวทีการค้าโลก วิธีการก็ตรงไปตรงมาครับ ลดกำแพงภาษีในสินค้าเหล่านี้ลง ลดการจ่ายเงินอุดหนุนการผลิตสินค้าเหล่านี้ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ขจัดมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีออกไป

นอกจากนั้นการเจรจาการค้าในรอบนี้ยังมีจุดมุ่งหมายที่ต้องการต่อยอดประเด็นการเจรจาในรอบก่อนให้มีผลสำเร็จ รวมไปถึงการเพิ่มประเด็นใหม่ๆ ในการเจรจา เช่น ประเด็นเปิดเสรีการค้าบริการ และประเด็นกฎเกณฑ์ทางด้านทรัพย์สินทางปัญญาเข้าไปด้วย

โดยประเด็นการเปิดเสรีการค้าบริการก็มุ่งไปในบริการที่ประเทศกำลังพัฒนามีความถนัดในการผลิตเป็นหลัก ยกตัวอย่างเช่น การก่อสร้าง การขนส่งสินค้า และบริการด้านสุขภาพ ที่มีลักษณะเป็นบริการที่ต้องใช้แรงงานในระดับสูง (labor intensive) มิใช่การเจรจาที่มุ่งบริการทางการเงินเหมือนการเจรจาในรอบอุรุกวัย

ส่วนประเด็นทางด้านทรัพย์สินทางปัญญา มีประเด็นความพยายามในการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพมวลชน และการกระจายระดับสวัสดิการของผู้คนบนโลก เช่น การผ่อนคลายกฎเกณฑ์เกี่ยวกับสิทธิบัตรยารักษาโรค การปกป้องความรู้ท้องถิ่น และการผ่อนคลาย กฎเกณฑ์เพื่อลดช่องว่างทางความรู้ระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา

จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นหลายคนมุ่งหวังให้การเจรจาการค้าพหุภาคีรอบโดฮาเป็น "การเจรจาการค้าเพื่อการพัฒนา" โดยหวังให้การเจรจาครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสทางการพัฒนาให้กับประเทศกำลังพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนาจำนวนมาก

อย่างไรก็ตามความคิดดีๆ อาจมิได้ถูกเปลี่ยนมาเป็นการปฏิบัติจริง ความคืบหน้าของการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบโดฮา เป็นไปอย่างเชื่องช้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่ถูกคาดหมายว่าจะเป็นหัวใจหลักในการเจรจา เช่น การเปิดเสรีสินค้าเกษตร และสิ่งทอ และการเปิดโอกาสให้กับสินค้าบริการของประเทศกำลังพัฒนา กลับไม่มีความคืบหน้ามากนัก และในระยะหลัง ประเทศมหาอำนาจยังกลับหันไปมุ่งให้ความสนใจกับประเด็นการลงทุน และมาตรการแข่งขันทางการค้าเป็นหลัก ซึ่งประเด็นเหล่านี้ไม่เป็นประโยชน์กับประเทศกำลังพัฒนามากนัก

จะมีเพียงประเด็นสิทธิบัตรยาเท่านั้นที่ถือเป็นความสำเร็จของประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากมีข้อตกลงที่ยินยอมให้ประเทศสมาชิก ที่ผลิตยาภายใต้สิทธิบัตรของบริษัทในประเทศพัฒนาแล้ว สามารถส่งออกยาดังกล่าวไปยังประเทศอื่นๆ ได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด นั่นคือข้อตกลงนี้ยินยอมให้ประเทศไทย สามารถซื้อยาจากประเทศที่ผลิตยาราคาถูก เช่น บราซิลและอินเดีย ได้นั่นเอง โดยไม่ต้องซื้อยาหรือสิทธิบัตรในการผลิตจากบริษัทที่คิดค้นยาในประเทศพัฒนาแล้วโดยตรง ซึ่งมีราคาสูงมาก

มีการคาดหมายว่าในการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบโดฮาที่กำลังจะดำเนินต่อไปจะมีข้อตกลง ในการลดระดับการอุดหนุน การผลิตสินค้าเกษตร และการผ่อนคลายมาตรการปกป้องสินค้าเกษตร ในประเทศพัฒนาแล้วที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เนื่องจากนี่เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ทุกฝ่าย หันหน้ากลับมานั่งโต๊ะเจรจาร่วมกันอีกครั้ง

และถ้าหากการลดระดับการปกป้องสินค้าเกษตรของประเทศพัฒนาแล้วเกิดขึ้นจริง มันก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นในการเรียกความหวัง และศรัทธาของการเจรจาการค้าพหุภาคี และ "การค้าเสรี" ให้กลับมาสู่จุดที่ควรจะเป็นอีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม การที่ประเทศกำลังพัฒนาจะได้รับประโยชน์จากการเจรจาการค้าพหุภาคี และการค้าเสรีอย่างแท้จริงนั้นยังต้องการส่วนประกอบเพิ่มเติมอีกหลายประการ บทความของ Stiglitz และ Charlton ที่ชื่อ A development round of trade negotiations ? ในปี ค.ศ.2004 ชี้ให้เห็นถึงส่วนประกอบต่างๆ เหล่านี้

โดยส่วนประกอบที่ว่านั้นมีอยู่ด้วยกันอย่างน้อยสามประการ อันได้แก่ โครงสร้างสถาบันภายในประเทศเพื่อรองรับการปรับตัว โครงสร้างสถาบันระดับโลกที่เข้มแข็งในการยุติกรณีพิพาท และการสร้างองค์ความรู้เพื่อนำไปสู่การค้าเสรี "ที่เป็นธรรม" ในอนาคต

การพัฒนาโครงสร้างสถาบันภายในประเทศเพื่อรองรับการปรับตัวเปลี่ยนแปลงในประเทศกำลังพัฒนา เป็นเรื่องใหญ่ที่ผมจะขอนำไปกล่าวถึงอีกครั้งในบทความชิ้นหน้า แต่โดยหลักการคร่าวๆ คือประเทศกำลังพัฒนา ควรจะมีการสร้างสถาบันสาธารณะ เพื่อบรรเทาผลกระทบทางลบให้กับแรงงานที่อยู่ในอุตสาหกรรม ที่เป็นผู้แพ้ (อุตสาหกรรมที่ตนเองไม่มีความถนัดในการผลิต) นอกจากนั้นยังรวมไปถึงโครงสร้างการจัดการนโยบายภายใน และโครงสร้างในการพัฒนาองค์ความรู้อีกด้วย

ประเทศกำลังพัฒนายังต้องการสถาบันระดับโลกที่มีความเข้มแข็งที่จะสามารถจัดการกับกรณีพิพาทระหว่างตนเอง กับประเทศมหาอำนาจในโลกได้ "อย่างเป็นธรรม" เนื่องจากมาตรการตอบโต้ในปัจจุบัน ได้สร้างความได้เปรียบ ให้กับประเทศมหาอำนาจอย่างชัดเจน เช่น การขึ้นภาษีของประเทศไทย เพื่อตอบโต้สินค้านำเข้าจากอเมริกา แทบจะไม่ส่งผลกระทบอะไรมากนักให้กับอเมริกา ในขณะที่การขึ้นภาษีตอบโต้สินค้าไทยของอเมริกา สามารถส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงให้กับประชาชนชาวไทย

และในส่วนประกอบสุดท้ายประเทศกำลังพัฒนามักมีความเสียเปรียบ ในเรื่องของทรัพยากรที่จะนำมาพัฒนาองค์ความรู้ ในการเจรจาต่อรองกับประเทศพัฒนาแล้ว ทั้งในเรื่องของการวัดระดับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น รวมไปถึงการทำความเข้าใจ กับรายละเอียดทางเทคนิค ในประเด็นปลีกย่อยในการเจรจาการค้า stiglitz และ charlton เรียกร้องให้มีการเพิ่มบทบา ทของสำนักเลขาธิการของ WTO ในการจัดทำการศึกษาเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ที่เป็นกลาง ในประเด็นต่างๆ เหล่านี้

ผมไม่คิดว่าเราจะได้เห็นการเพิ่มประเด็นส่วนประกอบที่สำคัญเหล่านี้ ในการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบโดฮา ที่กำลังจะดำเนินต่อไป อย่างไรก็ตามเราน่าจะได้เห็นการเจรจาในประเด็นต่างๆ เหล่านี้ในการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบต่อๆ ไปในอนาคต ถ้าหากการเจรจารอบโดฮาสำเร็จลุล่วงลงด้วยดี

สำหรับในตอนนี้ก็คงจะได้แต่หวังให้การเจรจาในรอบนี้สำเร็จลงได้ด้วยดีครับ

หมายเหตุ : ผู้เขียนได้รับข้อมูลความรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับบทความนี้เป็นอย่างมากจาก Website http://www.thailandwto.org ของโครงการวิจัย WTO Watch ครับ จึงขอขอบคุณและขอ (แอบ) ประชาสัมพันธ์มา ณ ที่นี้

หน้า 45