|
||||||||||||||
|
กามารมณ์นอกชีวิต
นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 09 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1382 เพราะเขียนขึ้นมาจากประสบการณ์ในชีวิต ผมจึงเขียนเรื่องนี้ได้เพียงครึ่งเดียว คือครึ่งของผู้ชาย ผมเคยเห็นการร่วมเพศครั้งแรกในชีวิตที่ไหน หลังกองฟางครับ เท่าที่จำได้คือตื่นเต้นมากครับ แต่ไม่ใช่ตื่นเต้น เพราะอารมณ์ทางเพศถูกเร้า เนื่องจากอายุยังน้อย (หรือโตช้าก็ไม่ทราบ) เกินไป แต่ตื่นเต้นที่ได้เห็นอะไรเด็ดดวง ขนาดที่สามารถเอาไปเล่าให้เพื่อนฟังในฐานะฮีโร่ได้ต่างหาก เด็กผู้ชาย (หรืออาจจะผู้หญิงด้วย?) ที่โตในบ้านนอกอย่างผมอีกหลายคน ก็ได้เห็นการร่วมเพศเป็นครั้งแรกในชีวิต ที่หลังกองฟางเหมือนกัน เพื่อนผมคนหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่า เขาได้เห็นครั้งแรกในมุ้งที่เขานอนร่วมกับพ่อแม่ของเขา ทำความตระหนก และขวัญเสียแก่เขามาก เพราะเขารู้สึกว่าเป็นการกระทำความรุนแรงแก่กันอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน แต่เท่าที่ทราบเขาก็เติบโตมาโดยไม่ได้มีความผิดปรกติทางกามารมณ์หรอกนะครับ ฉะนั้น ผมจึงไม่ได้ต้องการจะแนะอย่างจิตแพทย์ว่า ไม่ควรเอาลูกนอนร่วมห้องกับพ่อแม่อะไรทำนองนั้น มีเงื่อนไขอื่นๆ ที่ต้องคำนึงถึงมากกว่านั้นแยะ เพราะที่จริงแล้วคนเราไม่ได้เห็นอะไรด้วยตา แต่เห็นด้วยสมองและจิตใจต่างหาก หมายความว่า เทหวัตถุที่แสงนำมากระทบเลนส์ตาเรานั้น ไม่มีความหมายอะไร สมองและจิตใจของเราต่างหาก ที่เป็นผู้ให้ความหมาย จนทำให้เราพูดได้ว่าเราเห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ ทั้งๆ ที่ตาเราไม่ได้เห็นสักหน่อย สมองและจิตใจจึงมีความสำคัญกว่าภาพ คำถามก็คือ แล้วในวัฒนธรรมไทยทั้งแต่ก่อนและปัจจุบัน ทำอะไรกับสมองและจิตใจของเด็กเพื่อรองรับภาพที่เกี่ยวกับกามารมณ์บ้าง ผมเอาประสบการณ์ส่วนตัวเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมไทยแต่ก่อน ที่ผมเล่าเรื่องหลังกองฟางก็เพื่อจะบอกว่า ภาพที่เกี่ยวกับกามารมณ์ แม้ยังไม่มีอินเตอร์เน็ต, วีซีดี หรือนิตยสาร ก็ไม่ใช่สิ่งเร้นลับแต่อย่างใด มันไหลผ่านเข้ามาทางหูทางตาพวกเราอยู่บ่อยๆ เกือบตลอดเวลา ความหมายของภาพกามารมณ์ต่างๆ ที่เราได้เห็นได้ฟังเป็นประจำนั้นล้วนมาจากแหล่งข้อมูล "ผิดๆ" คือไม่ถูกตามหลักวิทยาศาสตร์หรือเพศศาสตร์สมัยใหม่ทั้งนั้น แหล่งข้อมูลใหญ่สุดคือเพื่อน ซึ่งก็รับข้อมูลผิดๆ ถูกๆ มาจากเพื่อนด้วยกัน และลิเก-ลำตัด หรือภาพเขียนฝาผนังวัด และข่าวลือ แม้ข้อมูลจะผิดอย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญกว่าข้อมูลก็คือสิ่งที่ผมขอเรียกว่า "ท่าที" ต่อกามารมณ์ ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดล้วนเป็นท่าทีซึ่งไม่ได้มุ่งปลุกเร้าอารมณ์ทางเพศ แต่เห็นเป็นเรื่องสนุกขบขันเสียเป็นส่วนใหญ่ พูดง่ายๆ ก็คือออกไปทางสัปดน ยกตัวอย่างที่ใครๆ ก็อาจเคยเห็นมาแล้ว คือภาพเขียนตามฝาผนังวัด ผมยังไม่เคยเห็นภาพไหนที่ตั้งใจจะปลุกเร้าอารมณ์ทางเพศ ของผู้ดูสักภาพ ที่เคยเห็นมาล้วนออกไปในทางที่เรียกง่ายๆ ว่าสัปดนนั่นแหละครับ เช่น คนทั้งบ้านเขาเตรียมงานบุญกันอย่างโกลาหล แต่พ่อนั่นแม่นี่ผ่าไปดู๋ดี๋กันอยู่ในห้อง แถมทำหน้าทะลึ่งให้ดูเสียอีก เป็นต้น ท่าทีอย่างนี้ก็ใช่ว่าเป็นท่าทีซึ่ง "ดี" สำหรับชีวิตทางกามนักหรอกครับ แต่เป็นท่าทีซึ่งผ่อนคลายไม่เครียด เห็นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตธรรมดาๆ แถมยังเปิดให้เด็กได้เห็นได้รู้โดยไม่ตะขิดตะขวงอะไร จะว่าเป็นส่วนหนึ่งของเพศศึกษาแบบไทยโบราณก็ได้ แตกต่างโดยสิ้นเชิงนะครับกับท่าทีต่อกามารมณ์ของสังคมไทยปัจจุบัน ไม่ว่าท่าทีต่อกามารมณ์ของคนไทยแต่ก่อนจะเป็นอย่างไร พฤติกรรมทางเพศถูกควบคุมด้วยวัฒนธรรม ประเพณี และระบบสังคมที่ทำให้ไม่เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายได้อย่างดี โดยสรุปก็คือ ความสัมพันธ์ทางเพศไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มีพันธะทางสังคมติดมาด้วยเสมอหรือเกือบเสมอ เช่น มีผีเรือนฝ่ายหญิงคอยกำกับให้ล่วงละเมิดทางร่างกายอย่างอุกอาจไม่ได้ แม้ผู้ชายอาจลอดช่องแมวเข้าไปนอนกับสาวได้ แต่นั่นก็หมายถึงการแต่งงานหรือรับเป็นเมียในที่สุด (ด้วยความเชื่อว่าร่วมเพศกับหญิงใดหญิงนั้นก็เป็น "เมีย" หรือด้วยปลายหอกปลายดาบของพ่อตาก็ตาม) แน่นอนว่า มีหลักฐานว่าเจ้าใหญ่นายโตในบางสมัยชอบฉุดคร่าลูกสาวหรือแม้แต่เมียชาวบ้านไปทำเมียอยู่บ้าง แปลว่าพฤติกรรมทางเพศของคนเหล่านี้อาจไม่มีพันธะทางสังคมติดมาด้วย แต่นั่นก็เพราะขึ้นชื่อว่าเจ้าใหญ่นายโต หรือคนมีอำนาจแล้ว ย่อมไม่ยอมอยู่ใต้พันธะทางของสังคมใดๆ อยู่แล้วในทุกยุคทุกสมัย... ถึงต้องเป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขไงครับ ในสังคมของชุมชนเกษตรกรรมเล็กๆ ที่ทุกคนล้วนรู้จักกันเกือบหมด ชุมชนย่อมมีอำนาจ และประสิทธิภาพในการควบคุมพฤติกรรม ของสมาชิกได้มาก (จนกระทั่งคนปัจจุบันแม้แต่ที่เป็นเอ็นจีโอก็น่าจะรู้สึกอึดอัด) ฉะนั้น กฎเกณฑ์ของวัฒนธรรมประเพณีทั้งหลายจึงเป็นที่เคารพเชื่อฟังได้จริง แล้วสังคมไทยก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างที่เราเห็นในทุกวันนี้ ความสัมพันธ์กระแสหลักของคนปัจจุบันคือความสัมพันธ์ของปัจเจก กฎหมาย, การปกครอง, การค้าขายแลกเปลี่ยน, การศึกษา, ระบบเกียรติยศ, ฯลฯ ล้วนตั้งอยู่บนฐานของปัจเจกทั้งสิ้น สภาพเมืองครอบงำคนทั้งที่อยู่ในเมืองและชนบท พลังของชุมชนที่จะควบคุมพฤติกรรมทางเพศของคนหายไปหมดแล้ว ในขณะที่ความสัมพันธ์ทางเพศมีลักษณะเป็นสินค้ามาก การซื้อ-ขายประเวณี, หรือกามารมณ์ในรูปของวิดีโอ, ภาพ, หนังสือ, หรือแม้แต่เสียงมีวางตลาดอยู่ทั่วไปเสริมด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ ซึ่งอยู่นอกอำนาจของครอบครัว, โรงเรียน, วัด, หรือรัฐ จะเอื้อมมือไปปิดหูปิดตาใครได้อีกแล้ว ทัศนคติของคนไทยที่มีต่อกามารมณ์ก็เปลี่ยนไปด้วย ท่าทีซึ่งมีต่อกามารมณ์ไม่ผ่อนคลายอย่างที่เคยเป็นมา แต่กลับเคร่งครัดและเคร่งเครียดมากขึ้น พร้อมกับการสถาปนาครอบครัวผัวเดียวเมียเดียวขึ้นเป็นมาตรฐาน กามารมณ์นอกสถาบันการสมรสทั้งหมด ถูกถือว่าเป็นพฤติกรรมนอกลู่นอกทาง ผู้หญิงทำผิดมาก ผู้ชายทำไม่ยกย่องแต่ก็ไม่ค่อยเป็นไรนัก ทำไมท่าทีนี้จึงเปลี่ยนไป สาเหตุคงมาจากหลายทาง แต่ผมขอพูดถึงสาเหตุเดียวที่ไม่ค่อยได้ยินคนอื่นพูด คือมาตรฐานใหม่เป็นการตอบสนองต่อความเป็นสังคมปัจเจกซึ่งหาอะไรควบคุมพฤติกรรมทางเพศอีกไม่ได้แล้ว นอกจากแต่ละคนต้องควบคุมตัวเอง ฉะนั้น จึงต้องเน้นด้าน "อุดมการณ์" กันอย่างเต็มที่ ในพื้นที่สาธารณะทุกแห่งที่รัฐคุมได้ เช่น โรงเรียน, ทีวี, สุนทรกถาของบุคคลสาธารณะ, วัด, และสิ่งพิมพ์ของรัฐ ล้วนเสนอภาพของสังคมที่เป็นไปตามอุดมการณ์ความบริสุทธิ์ทางกามารมณ์ตาม "อุดมการณ์" กันอย่างไม่ลืมหูลืมตา แต่สังคมที่เป็นจริงแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับ "อุดมการณ์" ใครคิดมาเที่ยวเมืองไทยด้วยสิ่งพิมพ์ของ ททท. เมื่อมาถึงเมืองไทยแล้วคงจะตกใจว่าตัวน่าจะลงเครื่องบินผิดประเทศ เพราะที่นี่มีกามขายทุกประเภทในราคาย่อมเยาว์ (สำหรับเขา) แถมยังสามารถหาคู่นอนในวัยต่างๆ ได้ไม่ยาก ทั้งหญิงและชาย ใครๆ ก็อยากฝึกภาษาอังกฤษกับฝรั่งทั้งนั้น แม้แต่กับฝรั่งที่พูดภาษาอังกฤษไม่คล่อง กามารมณ์นอกสถาบันการสมรสมีให้เห็นกลาดเกลื่อน รวมทั้งธุรกิจที่ช่วยพยุงให้พฤติกรรมทางเพศเช่นนี้เป็นไปได้ด้วย ไม่ต่างอะไรจากที่พบได้ในสังคมตะวันตก จนนักวิชาการบางคนตั้งข้อสังเกตว่า เสรีนิยมทางเพศของสังคมไทยนั้นจะเป็นรองก็แต่สังคมอเมริกันเท่านั้น ก็เหมือน "อุดมการณ์" ทั้งหลายในโลกนี้นะครับ มันลอยอยู่โดยขาดสภาพทางสังคมที่จะเอื้อให้ดำรงอยู่ไม่ได้ อุดมการณ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเพศของไทยจึงลอยอยู่โดยไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริง เพราะเราไม่ได้พยายามทำให้ชีวิตจริง กับอุดมการณ์ที่เราทำทีว่ายกย่องนับถือเป็นจริงเลย เช่นในความสัมพันธ์เชิงปัจเจกที่เรามีชีวิตอยู่ในทุกวันนี้ เราก็ยังเข้าถึงแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับกามารมณ์เหมือนเก่าทุกอย่าง คือแหล่งข้อมูลผิดๆ ถูกๆ จากเพื่อน, จากหนังสือโป๊, จากวิดีโอ และภาพโป๊ทางอินเตอร์เน็ต หรือมิฉะนั้นก็ดูละครทีวีหรืออ่านนวนิยายที่ชีวิตทางเพศเป็นไปตามอุดมการณ์แต่ไม่สอดคล้องกับปัญหาจริงๆ สภาพจริงที่ใครๆ ก็พบในสังคมเป็นประจำ ผมคิดว่า กามารมณ์ในสังคมไทยถูกทำให้ขาดลอยออกไปจากชีวิตจริงทั้งสองด้าน ทางด้านอุดมการณ์ก็ไม่เป็นจริงและใช้ไม่ได้จริงในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ดังที่กล่าวข้างต้น ทางด้านท่าทีต่อกามารมณ์ในสังคมที่เป็นจริง ก็แยกกามารมณ์ออกมาโดดๆ (เป็นแค่ความหฤหรรษ์-gratification) โดยไม่เกี่ยวกับส่วนอื่นในชีวิตเลย ไม่ว่าจะเป็นความรัก, ความสุข, โลกทรรศน์, การเรียนรู้, หรือชีวิตการงาน และอุดมคติ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ปัญหาวัยรุ่นนะครับ ถ้าเราคิดว่าวัยรุ่นสมัยนี้สำส่อน (promiscuous) คนแก่ขนาดผมก็ควรหันมาถามตัวเองว่า พฤติกรรมทางเพศอย่างนั้นสัมพันธ์เชื่อมโยงกับพฤติกรรมทางเพศของตัวเราเองหรือไม่ คนรุ่นเราอาจไม่ถึงขนาดนั้น แต่ความต่างอยู่ที่จำนวนหรือเนื้อหาของความสัมพันธ์กันแน่ การบ่นหรือการแฉโพยพฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่น จึงไม่ได้แก้ปัญหาอะไร เช่นเดียวกับการกล่าวโทษอิทธิพลตะวันตก ก็ไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเหมือนกัน ความเปลี่ยนแปลงด้านวัฒนธรรมทางเพศรสได้เกิดขึ้นแล้ว จะด้วยเหตุใดก็ตามโดยที่เราไม่ได้สร้างระบบศีลธรรม หรืออุดมการณ์ใหม่ที่เป็นไปได้ในสังคมที่ได้เปลี่ยนไปแล้ว และไม่ได้สร้างกลไกทางสังคมสำหรับรองรับความเปลี่ยนแปลงนี้เลย เช่นเราไม่สอนเพศศึกษาแก่เด็ก หรือถึงสอนก็ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นแค่ชีววิทยา และสรีรวิทยาเท่านั้น ทั้งที่กามารมณ์สัมพันธ์กับมิติอื่นๆ อีกมากทั้งทางสังคม, เศรษฐกิจ, ศีลธรรม, ปรัชญา และความสัมพันธ์ระหว่างเพศ (gender relation) เราไม่เคยสอนให้พ่อแม่ดูอินเตอร์เน็ตโป๊หรือวิดีโอโป๊พร้อมกับลูก และไม่จำเป็นต้องโกหกว่าไม่เร่งเร้าความรู้สึกทางเพศ แต่ก็สามารถชี้ให้ลูกดูได้ว่า มันเป็นเพียงมิติเดียวของกามารมณ์คือความหฤหรรษ์ ฉะนั้น จึงไม่จริงในชีวิต เพราะกามารมณ์ในชีวิตจริงย่อมมีมิติอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ความรัก, ความรับผิดชอบ, ความสัมพันธ์ทางสังคม ฯลฯ, เรากีดกันเรื่องกามารมณ์ออกไปจากพื้นที่สาธารณะส่วนใหญ่ ฯลฯ แล้วเราก็พร่ำสอนเด็กให้ยึดถือประเพณีของความสัมพันธ์ทางเพศในอุดมคติของชุมชนเกษตรเล็กๆ ซึ่งไม่มีอยู่ที่ไหนในประเทศไทยอีกแล้ว หน้า 91
|