|
||||||||||||||
|
ภาวะโลกร้อนทักษิโณมิกส์
และเศรษฐกิจพอเพียง(1)
บ้านเขาเมืองเรา : ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 09 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 คอลัมน์นี้ประจำวันศุกร์ที่แล้วพูดถึงภาวะโลกร้อนกับวันโลกาวินาศและได้อ้างถึงหนังสือกว่า 10 เล่ม สำหรับผู้ที่สนใจในประเด็นนี้ และมีโอกาสอาจจะไปหาอ่าน ในวันเดียวกันคณะผู้เชี่ยวชาญด้านความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ซึ่งประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์จาก 113 ประเทศได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับผลการศึกษาในช่วงเวลา 6 ปีที่ผ่านมาว่า โลกของเรากำลังร้อนขึ้นแน่นอน และปัจจัยที่ทำให้มันร้อนขึ้นส่วนใหญ่ได้แก่ กิจกรรมของเราโดยเฉพาะกิจกรรมที่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากในช่วงนี้สื่อคงจะนำรายงานของคณะกรรมการดังกล่าวมาเล่าอย่างละเอียด ผู้ที่สนใจจะได้ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบของภาวะโลกร้อน ซึ่งน่าจะช่วยให้ทุกคนตัดสินใจได้เองว่า ปัญหานี้หนักหนาสาหัส จนถึงขนาดจะทำให้โลกประสบจุดพลิกผันและเดินเข้าทางที่จะนำไปสู่วันโลกาวินาศหรือไม่ สำหรับผู้ที่สนใจ แต่ยังไม่มีโอกาสอ่านหนังสือต่างๆ ที่ผมอ้างถึงอาจหาบทคัดย่อเป็นภาษาไทยของหลายเล่ม อ่านได้ในอินเทอร์เน็ตที่ www.nidambe11.net/ekonomiz/index_sawai.htm หรือถ้ารอถึงเดือนหน้าก็อาจหาอ่านได้ในหนังสือชื่อ กะลาภิวัตน์ ในช่วงนี้มีการถกเถียงกันอย่างเข้มข้นเกี่ยวกับแนวคิดที่มีชื่อเรียกว่า ทักษิโณมิกส์ และเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง ในฐานะที่ได้มีโอกาสศึกษาเรื่องทั้งสองพร้อมทั้งได้ศึกษาปัญหาโลกร้อนและประวัติของการพัฒนา จึงขอใช้โอกาสนี้ชี้ให้เห็นประเด็นต่างๆ ซึ่งคนไทยน่าจะใส่ใจเป็นพิเศษ ในเบื้องแรกขอเรียนว่าทั้ง ทักษิโณมิกส์ และ เศรษฐกิจพอเพียง ไม่จำกัดขอบเขตอยู่เฉพาะในด้านเศรษฐกิจเท่านั้น หากยังครอบคลุมถึงด้านอื่นอีกด้วย เช่น ทักษิโณมิกส์ ครอบคลุมด้านการเมืองโดยเฉพาะเรื่องการแสวงหาคะแนนนิยม ให้แก่พรรคการเมืองผู้เป็นแกนนำของรัฐบาลผ่านนโยบายการใช้เงินของรัฐ และ เศรษฐกิจพอเพียง ครอบคลุมด้านสังคมโดยเฉพาะเกี่ยวกับปรัชญาพื้นฐานของการดำเนินชีวิต อีกประการหนึ่ง ทักษิโณมิกส์ และ เศรษฐกิจพอเพียง ไม่ต่างกันในด้านที่ทั้งคู่ วางอยู่บนฐานของแนวคิด เศรษฐกิจแบบตลาดเสรี หรือระบบทุนนิยม อันเป็นแนวคิดกระแสหลักของโลกปัจจุบัน และเป็นแนวคิดพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย มาตั้งแต่สมัยโบราณ ดังที่มีหลักฐานปรากฏอยู่ในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงที่ว่า ใครใคร่ค้าช้างค้า ค้าม้าค้า อย่างไรก็ตามความแตกต่างอย่างชัดแจ้งมีมากมายในรายละเอียดโดยเฉพาะจากมุมมองของภาวะโลกร้อน และวันโลกาวินาศ โดยสรุป ทักษิโณมิกส์ เป็นแนวคิดที่อยู่ในกรอบของยุคปัจจุบันอันเป็นยุควัตถุนิยม ซึ่งยึดวัตถุและการบริโภคให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เป็นสรณะหรือพระเจ้า การยึดวัตถุและการบริโภคแบบนี้ มีลักษณะของความสุดโต่งอย่างแจ้งชัด ในระบบตลาดเสรีจึงอาจเรียกว่าตลาดเสรีแบบตกขอบ หรือ จะเรียกว่าระบบทุนนิยมแบบสุดโต่งก็คงได้ ระบบนี้กำลังผลักดันให้โลกเดินเข้าสู่ความล่มสลายเพราะการขาดสมดุลอย่างร้ายแรงของระบบนิเวศ ภาวะโลกร้อนและการฆ่าฟันเพื่อแย่งชิงทรัพยากรกันระหว่างสังคมมนุษย์ ยิ่งไปกว่านั้นมันยังทำให้เกิดปัญหาสังคมอื่น ๆ ตามมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องเด็กถูกทอดทิ้ง หรือเรื่องยาเสพติด ส่วน เศรษฐกิจพอเพียง เป็นเสมือนยาหม้อใหญ่ที่จะช่วยป้องกันมิให้โลกเดินเข้าสู่ความล่มสลาย โดยการไม่มุ่งยึดวัตถุ และการบริโภคเป็นสรณะ ฉะนั้น เศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็นแนวคิดสำหรับยุคหน้าถ้าเราไม่ต้องการให้โลกใบนี้ล่มสลาย แต่จะให้มันอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน แนวคิดนี้วางอยู่บนฐานของการเปลี่ยนกรอบความคิด หรือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) จึงอาจยากสำหรับผู้ที่ยังคิดอยู่ในกรอบเก่าๆ จะเข้าใจ เนื่องจาก ทักษิโณมิกส์ เป็นชื่อที่สื่อตั้งให้โดยที่ไม่มีใครแถลงออกมาตรงๆ ว่ามันคืออะไรกันแน่ แต่ก็คงเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากยุทธศาสตร์การพัฒนาแนว ตะเกียบสองขา (Dual Tracks) ซึ่งรัฐบาลอันมี พ. ต. ท. ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีแถลงออกมาเมื่อเข้าบริหารประเทศในปี 2544 และได้ขยายเนื้อหา และพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือภาษาอังกฤษชื่อ 21st Century Thailand Facing the Challenge: Economic Policy & Strategy เมื่อปี 2547 โดยมี พันศักดิ์ วิญญรัตน์ เป็นผู้ประสานงานและเขียน ในช่วงเวลากว่า 5 ปีก่อนวันที่ 19 กันยายน 2549 นโยบายและมาตรการของรัฐบาล วางอยู่บนฐานของยุทธศาสตร์ดังกล่าว อันมีส่วนประกอบ 2 ด้านด้วยกันคือ (1) การหารายได้จากภายนอกโดยการขยายสินค้าและตลาดส่งออกเป็นหลัก และ (2) การกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ จุดมุ่งหมายของยุทธศาสตร์นี้ อยู่ที่การรื้อฟื้นพลังทางการขยายตัว ของเศรษฐกิจในระยะสั้น และการเพิ่มอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะยาว (หน้า 13 ของหนังสือเล่มนั้น) ในด้านการหารายได้จากต่างประเทศ รัฐบาลเน้นย้ำเป็นพิเศษเรื่องความสัมพันธ์แบบทวิภาคีกับประเทศต่าง ๆ เช่น การเปิดเขตการค้าเสรี เรื่องการเปิดศูนย์การแสดงสินค้าไทยในเมืองใหญ่ ๆ ทั่วโลก เช่น ในมหานครนิวยอร์ก เรื่องการเปิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ เช่น ในอ่าวไทยแถบตะวันออกที่เกาะช้างและเกาะกูด และเรื่องการดึงดูดนักท่องเที่ยวแบบทำข้อผูกพันกันในระยะยาว เช่น การตั้งรัฐวิสาหกิจเพื่อขาย อีลิทการ์ด ในด้านการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ รัฐบาลเน้นย้ำเป็นพิเศษเรื่องการบริโภคของประชาชนในระดับรากหญ้า และการสนับสนุนการลงทุนของธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมโดยเฉพาะของผู้ประกอบการใหม่ การกระตุ้นนี้มีมาตรการหลากหลาย เช่น การพักชำระหนี้ของเกษตรกร การตั้งกองทุนหมู่บ้านและธนาคารประชาชน การส่งเสริมการเลือกเฟ้นหาผลิตภัณฑ์เด่นที่สุด ตามโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ การเปลี่ยนทรัพย์ที่ ตาย ให้เป็นเงินทุนหมุนเวียนตามแนวคิดของชาวเปรูชื่อ เฮอนันโด เดอ โซโต และการเร่งใช้เงินของรัฐทั้งในด้านของการทำงบประมาณพิเศษและในด้านของการใช้เงินนอกงบประมาณ แรงจูงใจที่รัฐบาลใช้เป็นตัวขับเคลื่อนพฤติกรรมของคนไทยได้แก่ความหวังในการสร้างความร่ำรวย และปัจจัยที่จะนำไปสู่ความร่ำรวยคือ หนี้ที่สามารถกู้ได้อย่างสะดวก มาตรการเหล่านี้มีผลดีผลเสียอย่างไร ได้มีการวิเคราะห์กันไว้มากแล้ว สัปดาห์หน้าผมจะนำมาสรุปเท่าที่พอจะทำได้พร้อมทั้งจะอธิบายว่า เศรษฐกิจพอเพียง เป็นเสมือนยาสำหรับรักษาความป่วยของเศรษฐกิจและสังคมอย่างไร ภาวะโลกร้อน ทักษิโณมิกส์ และเศรษฐกิจพอเพียง (2) บ้านเขาเมืองเรา : ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้เล่าคร่าวๆ ถึงแนวคิด ทักษิโณมิกส์ และชี้ให้เห็นว่าเหนือสิ่งอื่นใดจุดมุ่งหมายทางเศรษฐกิจของ ทักษิโณมิกส์ ได้แก่การขยายตัวในอัตราสูงสุดของเศรษฐกิจ ฉะนั้นรัฐบาลจึงย้ำเน้นแทบไม่เว้นแต่ละวัน เรื่องอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือ จีดีพี ซึ่งรัฐบาลใช้เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของตน จากมุมมองของการบริหารจัดการเศรษฐกิจ ทักษิโณมิกส์ จึงไม่ต่างกับระบบทุนนิยมแบบสุดโต่งแนวอเมริกัน ซึ่งมุ่งกระตุ้นให้การผลิต และการบริโภคขยายตัวในอัตราสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่คำนึงว่าการบริโภคนั้น จะจำเป็นหรือไม่และผลกระทบจะเป็นอย่างไร การผลิตเพื่อการบริโภคแบบสุดโต่งนั้นนำไปสู่การใช้ทรัพยากรแบบเปล่าประโยชน์ และในบางครั้งอาจให้โทษมหันต์เสียด้วยซ้ำ เช่น ชาวอเมริกันราว 2 ใน 3 คนอ้วนจนเกินพอดีในขณะที่ 1 ใน 3 คนอ้วนจนเข้าขั้นอันตราย (Obese) ชาวอเมริกันโยนทิ้งเสื้อผ้าดีๆ ปีละหลายแสนตัน ส่วนหนึ่งกลายเป็นขยะซึ่งในขณะนี้หาที่ฝังแทบไม่ได้ อีกส่วนหนึ่งถูกนำเอาไปให้คนจนทั้งในอเมริกาและในส่วนอื่นของโลก และอีกส่วนหนึ่งถูกนำไปขายในประเทศด้อยพัฒนา รวมทั้งประเทศไทยด้วย เมื่อปี 2546 ชาวอเมริกันส่งเสื้อผ้าดังกล่าวออกไปขายในต่างประเทศถึงราว 3.9 แสนตัน (มีรายละเอียดในหนังสือเรื่อง Globaloney และเรื่อง Salaula) ในช่วงเวลา 50 ปีที่ผ่านมาขนาดบ้านของชาวอเมริกันกว้างขึ้นเกือบ 2 เท่าทั้งที่ชาวอเมริกันมีลูกน้อยลงทำให้ในแต่ละบ้านโดยเฉลี่ยมีจำนวนคนลดลงจาก 3.32 คนเหลือเพียง 2.58 คน นั่นหมายความว่าในด้านที่อยู่อาศัยชาวอเมริกันใช้ทั้งวัสดุและพลังงานในการทำความร้อน/ความเย็นเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ หากคำนวณตามหลักเศรษฐกิจกระแสหลักในปัจจุบันชาวอเมริกันบริโภคมากกว่าชาวโลกสูงถึงประมาณ 7 เท่า ชาวโลกโดยทั่วไปต้องการเลียนแบบชาวอเมริกัน ทั้งที่ยังบริโภคน้อยกว่าชาวอเมริกัน แต่การบริโภคของชาวโลกในขณะนี้ ก็นำไปสู่การขาดสมดุลอย่างร้ายแรงของระบบนิเวศและภาวะโลกร้อนแล้ว ลองคิดดูง่ายๆ ว่าถ้าชาวโลกบริโภคเท่าชาวอเมริกัน ณ วันนี้ โลกจะต้องมีทรัพยากรเพิ่มอีกเท่าไร แต่โลกเราไม่มี ส่วนเทคโนโลยีก็ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรได้เพียงบางอย่างเท่านั้น นักวิทยาศาสตร์จึงประเมินกันว่า ปัญหาระบบนิเวศและโลกร้อนหนักหนาสาหัส ถึงขนาดจะผลักดันโลกให้เดินเข้าสู่จุดพลิกผันอันจะนำไปสู่ความล่มสลายในเร็ววัน ถ้ายิ่งนับความขัดแย้ง อันเกิดจากการแย่งชิงทรัพยากรกันเข้าไปด้วยแล้ว โลกจะยิ่งมีโอกาสเดินเข้าสู่ความล่มสลายเร็วขึ้นอีก เมื่อเดือนที่แล้วนักวิทยาศาสตร์จึงเลื่อนเข็มนาฬิกาแห่งวันโลกาวินาศ (Doomsday Clock) ให้ใกล้เวลา เที่ยงคืน หรือจุดเริ่มต้นของวันโลกาวินาศเข้าไปอีก 2 นาที ทำให้ตอนนี้โลกอยู่ห่างจากวันโลกาวินาศเพียง 5 นาทีเท่านั้น ฉะนั้นหากประเมินกันในระดับโลกโดยรวม ทักษิโณมิกส์ จึงเป็นแนวคิดที่กำลังมีส่วนผลักดันให้โลกของเรา เดินเข้าสู่ความล่มสลายไม่ต่างกับระบบทุนนิยมแบบสุดโต่งของชาวอเมริกัน สำหรับในระดับประเทศไทย หากวัดกันในกรอบของความคิดแห่งยุคปัจจุบันอันยึดเอาวัตถุเป็นของดีที่ทุกคนปรารถนา ทักษิโณมิกส์ ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งเพราะสามารถทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี แต่การขยายตัวนี้ก็มีข้อแม้เพราะมันไม่ได้เป็นผลของ ทักษิโณมิกส์ เพียงอย่างเดียว หากมีโชคช่วยดังคำคมสั้นๆ ของ ดร.วีระพงษ์ รามางกูร ที่ว่า ทั้งเก่ง ทั้งเฮง นั่นคือ ในตอนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าบริหารประเทศ เศรษฐกิจไทยได้ฟื้นจากวิกฤติซึ่งเริ่มขึ้นในตอนกลางปี 2540 แล้ว ยิ่งกว่านั้นเรายังมีศักยภาพในการผลิตที่ไม่ได้ใช้อยู่ในระบบถึงเกือบครึ่งของทั้งหมด พร้อมกับยังมีสภาพคล่องส่วนเกิน อยู่ในระบบการเงิน เป็นหลักแสนล้านบาท ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องปรึกษานักเศรษฐศาสตร์ระดับศาสตราจารย์หรอก เพียงนักศึกษามหาวิทยาลัยปี 4 ที่เรียนวิชาเอกเศรษฐศาสตร์ก็บอกได้ทันทีว่า ถ้ารัฐบาลเร่งจ่ายเงินทั้งในและนอกงบประมาณ พร้อมกับกระตุ้นให้ชาวบ้านใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยมาตรการต่างๆ เศรษฐกิจย่อมขยายตัวทันทีโดยไม่ต้องมีการลงทุนเพิ่ม นั่นเป็นความ เฮง ของรัฐบาลทักษิณ ส่วนในด้านที่ เก่ง ก็คือความสามารถในการขยายตลาดส่งออก ซึ่งเป็นผลของการที่รัฐมนตรีหลายคนเป็นพ่อค้าและนักวิชาการด้านการตลาด ในด้านผลเสีย เนื่องจาก ทักษิโณมิกส์ ครอบคลุมหลายด้านซึ่งเกี่ยวพันกันสูงมาก การประเมินจึงจำเป็นต้องนำด้านอื่น มารวมกับด้านเศรษฐกิจด้วย ในเบื้องแรกเราต้องมองว่า ทักษิโณมิกส์ (Taksinomics) เป็นส่วนประกอบของ ระบอบทักษิณ หรือ ทักษิณาธิปไตย (Taksinocracy) อันเป็นกรอบความคิดพื้นฐานสำหรับการบริหารประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณและคณะ ความเสียหายและส่วนประกอบของ ระบอบทักษิณ มีมากมายจนเกินที่จะนำมาสาธยายได้หมดในที่นี้ เมื่อต้นปีที่แล้วผมได้เขียนส่วนหนึ่งไว้ในหนังสือชื่อ สู่จุดจบ ! ซึ่งประสบปัญหาสารพัดในการจัดจำหน่าย เพราะอะไรผมไม่อยากจะเดา ในหนังสือเล่มนั้นผมได้เชิญให้ผู้อ่านและผู้สนใจในด้านการบริหารบ้านเมืองเสนอความเห็นเพิ่มเติม เท่าที่พอประมวลได้จากหลายแหล่ง ระบอบทักษิณ รวมอีกอย่างน้อยสองระบอบเข้าไปเป็นส่วนประกอบด้วย นั่นคือ (1) ธนาธิปไตย (Plutocracy) ซึ่งใช้เงินนำหน้าทุกอย่างรวมทั้งมุ่งชักจูงชนชั้นเศรษฐีให้เข้ามามีบทบาทสูงในการบริหารประเทศ เรื่องนี้เป็นที่กล่าวถึงกันในนามของ ธนกิจการเมือง (Money Politics) ซึ่งหยั่งรากลึกมากในช่วงรัฐบาลทักษิณ และ (2) ขโมยาธิปไตย (Kleptocracy) ซึ่งเป็นการบริหารที่มีการฉ้อฉลอย่างแพร่หลาย ความฉ้อฉลเป็นต้นเหตุใหญ่ ของการเปลี่ยนรัฐบาลเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ณ วันนี้การสอบสวนเรื่องความฉ้อฉลในรัฐบาลทักษิณยังไม่สิ้นสุด และผู้ที่ต่อต้านการสอบสวนท้าทายให้หาหลักฐานมาแสดง การสอบสวนจะจบลงอย่างไรต้องรอดูกันไปอีกระยะหนึ่ง สำหรับวันนี้มีคำพูดอมตะของนักดาราศาสตร์ผู้เป็นปราชญ์ชั้นนำของโลกคนหนึ่งชื่อ คาร์ล เซกัน ซึ่งผมใคร่นำมาให้คนไทยรับรู้ด้วย เขาพูดว่า การไม่มีหลักฐานมิได้หมายความว่านั่นเป็นหลักฐานของการไม่มี (Absence of evidence is not evidence of absence.) เขาพูดถึงเรื่องพระเจ้า แต่เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ ในเรื่องของความฉ้อฉลได้ทั้งในปัจจุบัน และในอดีต เช่น ในกรณีคดีซุกหุ้น ธนาธิปไตย และ ขโมยาธิปไตย เป็นอุปสรรคใหญ่หลวงของการพัฒนาทั่วโลกและเป็นส่วนประกอบสำคัญของ ทักษิณาธิปไตย ซึ่งจะเป็นอุปสรรคใหญ่ของการพัฒนาเมืองไทยถ้าไม่ถูกกำจัดให้สิ้นซาก ภาวะโลกร้อน ทักษิโณมิกส์ และเศรษฐกิจพอเพียง (3) บ้านเขาเมืองเรา : ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ตอน (1) และ (2) ชี้ให้เห็นว่าเหนือสิ่งอื่นใด ทักษิโณมิกส์ ต้องการผลักดันให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวในอัตราสูงสุด ตามระบบทุนนิยมแบบสุดโต่งแนวอเมริกัน ซึ่งกำลังจะผลักดันให้โลกเดินเข้าสู่ความล่มสลาย และเป็นส่วนประกอบของ ระบอบทักษิณ ซึ่งนำเอาความเลวร้ายของระบอบ ธนาธิปไตย และ ขโมยาธิปไตย มาแพร่ขยายจนหยั่งรากลึกลงไปในสังคมไทยเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นยังมีการนำหลัก ญาติกานิยม (Nepotism) และ มิตรนิยม (Cronyism) มาใช้อย่างกว้างขวางอีกด้วย เนื่องจาก ทักษิโณมิกส์ ประกอบด้วยตะเกียบ 2 ขา ซึ่งได้แก่ การแสวงหาเงินตราต่างประเทศ และการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ จึงขอแยกนำผลกระทบมาบอกกล่าวคร่าวๆ ดังนี้ ในด้านการแสวงหาเงินตราต่างประเทศ ทักษิโณมิกส์ ประสบความสำเร็จ เพราะหาเงินได้มากดังที่กล่าวถึงในตอน (2) แต่ในขณะเดียวกันมันก็สร้างความเสียหายไม่น้อย โดยเฉพาะจากโครงการจำพวก สุกเอา-เผากิน และการใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่ายแทบไม่อั้น ซึ่งนำไปสู่ความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เช่น โครงการขายบัตรท่องเที่ยว แบบผูกพันระยะยาว ซึ่งตั้งเป้าไว้ 1 ล้านใบ แต่ขายได้เพียงไม่กี่พันใบหลังจากรัฐบาลทุ่มเงินลงไปเป็นพันล้านบาท โครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่นก็สูญเงินจำนวนมากเช่นกัน บางโครงการหลังผลาญเงินเพื่อยกโขยงไปดูงานกันแล้วก็ล้มเลิก เช่น การตั้งศูนย์แสดงสินค้าในมหานครนิวยอร์ก และการจะฝึกนักฟุตบอลไทยผ่านการซื้อสโมสรฟุตบอลอังกฤษ อย่างไรก็ตามโครงการจำพวกนี้เมื่อถูกยกเลิกไปความเสียหายก็จะถูกจำกัด ยังมีโครงการบางชนิด ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อไปในระยะยาว เช่น การกระตุ้นให้ขยายแหล่งท่องเที่ยวอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ภาคนี้เป็นภาคที่ใหญ่ที่สุดในการหาเงินตราต่างประเทศ และโดยธรรมชาติของมันมีความเสี่ยงสูงที่สุดอยู่แล้ว ยิ่งกว่านั้นการเร่งรัดพัฒนาอ่าวไทยแถบตะวันออก เช่น ที่เกาะช้าง ไม่ต่างอะไรกับการทำไร่เลื่อนลอยของชาวเขา เพราะการพัฒนาได้ทำลายระบบนิเวศของเกาะหลังจากกิจการท่องเที่ยวได้ทำลายแหล่งอื่นๆ มามากแล้ว ความเสียหายอันเกิดจากตะเกียบขาแรก แม้จะมากมายก็ยังไม่เท่าส่วนที่เกิดจากตะเกียบขาที่สอง นั่นคือ การกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายภายในประเทศอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเพื่อการบริโภคและการลงทุนแบบขาดข้อมูล และความรู้ของคนในชนบท ความเสียหายร้ายแรงที่สุดอาจวัดเป็นตัวเลขไม่ได้ เนื่องจากมันเป็นการทำลายฐานความคิด หรือไม่ก็ปลูกฝังความคิดผิดๆ ให้กับประชาชน เพราะมโนกรรมเป็นบ่อเกิดของการกระทำทุกอย่าง การหว่านเงินเข้าไปในชนบทตำบลละหนึ่งล้านบาท พร้อมกับบอกชาวบ้านวันแล้ววันเล่าว่าการสร้างหนี้เป็นสิ่งที่ดี โดยไม่มีการให้ความรู้เรื่องการลงทุนแก่เขาอย่างเพียงพอ ก่อให้เกิดการบริโภคแบบเกินตัว ความหวังที่จะสร้างความร่ำรวยอย่างรวดเร็วแบบลมๆ แล้งๆ การสูญเสียเงินทุน และภาระหนี้สินล้นพ้นตัว รัฐบาลไม่ใส่ใจในปัญหาที่จะเกิดตามมา แต่กลับบอกประชาชนอย่างน่าอดสูว่าความยากจนจะหมดไปภายใน 6 ปี ซึ่งไม่มีสังคมไหนทำได้ในประวัติศาสตร์ เพราะโครงการของรัฐบาลมีผลประโยชน์ทับซ้อนแฝงอยู่ และเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายประชานิยม ซึ่งถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวาง เงินที่ชาวบ้านกู้ได้ส่วนหนึ่งนำไปซื้อรถมอเตอร์ไซค์ และโทรศัพท์มือถือ ซึ่งครอบครัวของนายกรัฐมนตรีมีผลประโยชน์โดยตรง นั่นเป็นการตั้งบรรทัดฐานใหม่ ซึ่งทำให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทยที่อ่อนปวกเปียกอยู่แล้วล้มเหลวโดยสิ้นเชิง หลังจากกิจการที่ชาวบ้านกู้เงินไปลงทุน รวมทั้งเพื่อทำตามโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ซึ่งใช้งบประมาณปีละมากๆ ประสบความล้มเหลว รัฐบาลไม่ยอมประเมินผลอย่างจริงจังตามหลักวิชาการ แต่กลับมุ่งสร้างภาพเพื่อปิดตาประชาชน ด้วยการบิดเบือนความจริง และเปิดโครงการใหม่ต่อไปเรื่อยๆ สำหรับในด้านนโยบายประชานิยม เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าประชานิยมทำให้อาร์เจนตินาล่มสลาย เพราะรัฐบาลต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเอาใจประชาชนซึ่งงอมืองอเท้าและกดดันเพื่อหวัง ของเปล่า จากรัฐ (เรื่องนี้มีรายละเอียดอยู่ในหนังสือชื่อ ประชานิยม: หายนะจากอาร์เจนตินาถึงไทย? ของสำนักพิมพ์เนชั่นบุคส์) หลังจากนำมาใช้ในเมืองไทยเพียงไม่กี่ปี จะเห็นว่ามี ม็อบ ต่างๆ เกิดขึ้นอย่างไม่ขาดสาย เพราะคนไทยเริ่มงอมืองอเท้า พร้อมกับสร้างม็อบกดดัน เพื่อเอาของเปล่าจากรัฐบาลเช่นเดียวกับชาวอาร์เจนตินาในสมัยก่อน นั่นคือผลของการเปลี่ยนฐานความคิดที่นำไปสู่ความอ่อนแอ นโยบายประชานิยมจะต้องไม่ขยายต่อไป หากเมืองไทยไม่ต้องการเดินตามรอยอาร์เจนตินา ตอน (1) ได้เกริ่นไว้ว่า เศรษฐกิจพอเพียง เปรียบเสมือนยาขนานใหญ่ที่จะป้องกันมิให้โลกเดินเข้าสู่ความล่มสลาย แต่จะรักษาความป่วยของเศรษฐกิจและของสังคมไทยอันเกิดจากความเสียหายของ ทักษิโณมิกส์ และ ระบอบทักษิณ ขออธิบายเพิ่มเติมดังนี้ เนื่องจากต้นตอของปัญหาที่จะพาโลกไปสู่ความล่มสลายได้แก่ ความหลงใหลในวัตถุซึ่งทำให้ชาวโลกมุ่งบริโภคกันแบบสุดโต่ง ฉะนั้นวิธีแก้ปัญหาจะต้องมาจากการลดการใช้ทรัพยากร ซึ่งทำได้โดยการลดจำนวนผู้บริโภคพร้อมกับแต่ละคน ลดปริมาณการบริโภคส่วนเกินของตนลง ก่อนที่โลกจะลดจำนวนผู้บริโภคและแต่ละคนจะลดการบริโภคลงได้ คนส่วนใหญ่จะต้องเปลี่ยนกรอบความคิดจากกรอบของวัตถุนิยมไปสู่กรอบใหม่ ซึ่งจะลดการใช้ทรัพยากรที่โลกมีอยู่อย่างจำกัดลง การเปลี่ยนกรอบความคิด หรือเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้เกี่ยวข้อง มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงสภาพความเป็นจริง ปราชญ์ที่มองโลกในแง่ดีและมีความเชื่อว่าชาวโลกจะเปลี่ยนพฤติกรรมอันเกิดจากความหลงใหลในวัตถุ ไปสู่พฤติกรรมที่ทำให้ใช้ทรัพยากรเพียงเพื่อสนองความจำเป็นเบื้องต้น และมุ่งแสวงหาความสุขจากทางด้านจิตวิญญาณ เรียกโลกในยุคใหม่ว่า ยุคหลังวัตถุนิยม (Post Materialism) หรือ ยุคพระศรีอาริย์ เศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวคิดที่มีกรอบอยู่ในยุคใหม่นี้จึงมีคนจำนวนมากไม่เข้าใจ ภาวะโลกร้อน ทักษิโณมิกส์และเศรษฐกิจพอเพียง (จบ) บ้านเขาเมืองเรา : ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 02 มีนาคม พ.ศ. 2550 ตอน (3) เสนอว่า เศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวคิดในกรอบของยุคหลังวัตถุนิยม หรือ ยุคพระศรีอาริย์ อันเป็นยุคหน้าซึ่งจะมาถึงก็ต่อเมื่อชาวโลกส่วนใหญ่เข้าใจในสภาพความเป็นจริงของโลก และลดการบริโภคเกินความจำเป็นของตนลง สังคมโลกส่วนใหญ่เข้าใจในผลของการมีประชากรมากเกินไป และได้พยายามจำกัดการเกิดของประชากรหลังจากหนังสือเรื่อง ระเบิดประชากร (The Population Bomb) พิมพ์ออกมาเมื่อปี 2511 หนังสือเล่มนั้น จุดประกายให้เกิดการถกเถียงกัน อย่างกว้างขวาง จนทำให้ชาวโลกตื่นตัว อย่างไรก็ตามจำนวนประชากรโลก ยังเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งจากราว 3.5 พันล้านคนในตอนที่หนังสือพิมพ์ออกมาจนกระทั่งขณะนี้มีสูงถึงประมาณ 6.3 พันล้านคนแล้ว ประชากรจำนวนนี้เกินความสามารถที่โลกจะสนับสนุนให้อยู่กันได้อย่างสงบสุขและยั่งยืน การคำนวณจำนวนประชากรที่เหมาะสมมีอยู่ในหนังสือชื่อ One with Nineveh ซึ่งคอลัมน์นี้อ้างถึงแล้ว ผู้เขียนหนังสือเล่มนั้นชี้ให้เห็นว่าโลกของเรามีทรัพยากรพอที่จะสนับสนุนให้เราอยู่กันได้อย่างยั่งยืนเพียง 2 พันล้านคน ขณะนี้ประชาชนส่วนใหญ่ของหลายประเทศจำกัดการเกิดจนจำนวนประชากรได้ลดลงแล้วโดยเฉพาะในยุโรป หากเรานำ เศรษฐกิจพอเพียง มาประยุกต์ใช้ เป้าหมายของเราและชาวโลกก็คือ เราจะไม่ปล่อยให้ประชากรเพิ่มขึ้นต่อไป และในระยะยาวจะช่วยกันลดประชากรลงจนถึงระดับที่ทรัพยากรโลกจะสนับสนุนได้อย่างยั่งยืน นักวิทยาศาสตร์มองว่าถ้าเรายังไม่ตระหนักและปล่อยให้ประชากรเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ธรรมชาติจะหาทางกำจัดพวกเราด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง เช่น โรคร้าย ตอนนี้โลกอยู่ในสภาพที่มีความเสี่ยงสูงต่อการระบาดของโรคร้าย ซึ่งจะแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว เพราะการอยู่รวมกันอย่างแออัด โดยเฉพาะในสลัมตามเมืองใหญ่ๆ ในประเทศด้อยพัฒนาและการไปมาหาสู่กันได้อย่างรวดเร็ว ไข้หวัดนกอาจเป็นโรคร้ายตัวนั้นซึ่งชาวอเมริกันกำลังหวาดผวา การจำกัดการเกิดของประชากรตามหลัก เศรษฐกิจพอเพียง จะช่วยลดความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี ส่วนในด้านของการบริโภคของแต่ละคน ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจว่าการบริโภคเกินความจำเป็นโดยทั่วไป ไม่นำความสุขเพิ่มขึ้นมาให้ดังที่คิด ซ้ำร้ายมันอาจนำความทุกข์มาให้เสียอีก เมื่อไม่นานมานี้มีหนังสือ 3 เล่มซึ่งนำหลักฐานของการศึกษามาสนับสนุนความจริงข้อนี้ ได้แก่เรื่อง The Progress Paradox: How Life Gets Better While People Feel Worse เรื่อง Happiness: Lessons from a New Science และเรื่อง The Paradox of Choice: Why More Is Less ซึ่งคอลัมน์นี้ได้อ้างถึงแล้วและหนังสือเรื่อง กะลาภิวัตน์ ที่จะพิมพ์ออกมาในสัปดาห์นี้มีบทคัดย่อของสองเล่มแรก การศึกษาประชาชนในอเมริกา ยุโรปและญี่ปุ่นยืนยันว่า ความยากจนทำให้คนเป็นทุกข์ เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น ความสุขจะเพิ่มขึ้นตามไป แต่เมื่อรายได้เพิ่มขึ้นไปถึงระดับกลาง นั่นคือ เมื่อสามารถซื้อหาทุกอย่างมาสนองความต้องการเบื้องต้นได้ และมีเหลือไว้เล็กน้อยเพื่อใช้สำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ ความสุขจะขึ้นไปถึงขั้นสูงสุด หลังจากนั้นรายได้ที่เพิ่มขึ้นไปจะไม่ทำให้ความสุขเพิ่มขึ้น แต่จะลดลงด้วยปัจจัยหลายอย่าง เช่น การแข่งขันกันบริโภคแบบไม่มีที่สิ้นสุด ความกระสับกระส่ายอันเกิดจากความไม่รู้สึกมั่นคง ความวิตกเรื่องสมบัติซึ่งอาจถูกลักขโมย และความหงอยเหงาเศร้าซึม เศรษฐกิจพอเพียง สำหรับในระดับบุคคลวางอยู่ฐานของความจริงข้อนี้ และเสนอให้ทุกคน แสวงหาโดยวิธีที่เหมาะสมในสังคมของตน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่จะสนองความต้องการเบื้องต้นทางร่างกาย ตามปัจจัยสี่ และมีเหลือบ้างเพื่อใช้สำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ เมื่อสามารถทำได้แล้วควรรู้สึกพอใจ และไม่กระเสือกกระสน ที่จะแสวงหามาบริโภคแข่งกันตามแนววัตถุนิยม สำหรับในด้านการบริหารและการพัฒนาประเทศ หลัก เศรษฐกิจพอเพียง เสนอให้รัฐบาลดำเนินนโยบายตามแนวตลาดเสรีซึ่งมุ่งเน้นให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นคือ (1) ความเข้าใจในหมู่ประชาชนอย่างกว้างขวางถึงความจริงต่างๆ ดังที่กล่าวถึง โดยเฉพาะเรื่องภาวะโลกร้อนซึ่งเป็นอาการหนึ่งของโรคอันเกิดจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติจนขาดสมดุลอย่างร้ายแรง ภาวะโลกร้อนดูจะเป็นปัญหาใหม่และไกลตัว แต่ตามความเป็นจริงแล้วเราสัมผัสมันอยู่ทุกวัน (2) ผลของการพัฒนาและรายได้ต้องกระจายไปอย่างทั่วถึงจนทุกคนในสังคม มีโอกาสที่จะสนองความต้องการเบื้องต้นของตนได้อย่างเพียงพอ รัฐบาลอาจใช้มาตรการต่างๆ เช่น ขยายปัจจัยพื้นฐาน และการศึกษาให้ไปสู่ชนบทห่างไกลมากยิ่งขึ้น และส่งเสริมให้ฐานการผลิตขยายออกไปสู่ภูมิภาคมากขึ้นด้วย (3) ลดการบริโภคเกินความจำเป็นด้วยมาตรการต่างๆ เช่น มาตรการทางภาษี คอลัมน์นี้เคยกล่าวถึงเรื่องภาษีน้ำมันแล้วว่า คนไทยจ่ายภาษีน้ำมันกันต่ำมาก เมื่อเทียบกับชาวยุโรปทำให้คนไทยไม่บริโภคน้ำมันกันอย่างประหยัดเท่าที่ควร คนไทยจึงมีส่วนก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกอันเป็นต้นเหตุของภาวะโลกร้อน ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาล จะต้องขึ้นภาษีน้ำมันให้สูงคล้ายในยุโรป นอกจากนั้นรัฐบาลยังจะต้องเก็บภาษีอย่างอื่นเพิ่ม โดยเฉพาะภาษีสินค้าจำพวกฟุ่มเฟือยและอาจมีอันตรายแฝงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นพวกเครื่องประดับ สินค้าแฟชั่น บ้านที่หรูหรา รถยนต์ราคาแพง สุรา บุหรี่ หรืออาหารจำพวกขบเคี้ยว ที่ไม่ค่อยมีคุณค่าต่อร่างกายนัก ตามที่เล่ามานี้คงจะเป็นที่ประจักษ์อย่างแจ้งชัดแล้วว่า ทักษิโณมิกส์ เป็นแนวคิดที่อยู่ในยุคปัจจุบัน ซึ่งเริ่มล้าสมัยและอยู่ในสายที่จะนำไปสู่โลกาวินาศ เพราะการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกินความจำเป็น จนก่อให้เกิดปัญหาจำพวกที่แสดงอาการออกมาในรูปของภาวะโลกร้อน ส่วน "เศรษฐกิจพอเพียง" เป็นแนวคิดนำสมัยและอยู่ในสายที่จะนำทั้งชาวไทยและโลกไปสู่สันติสุขอย่างยั่งยืน คนไทยและชาวโลกส่วนใหญ่จะมีปัญญาพอที่จะมองเห็นความแตกต่างระหว่างสองแนวคิดนี้หรือไม่ และจะนำอะไรไปเป็นแนวปฏิบัติคงจะเห็นกันในเร็ววันนี้ ถ้าจะให้ฟันธง ผมคงฟันว่า "ไม่มี" ซ้ำร้ายคนไทยยังตกอยู่ในภาวะสับสนเพราะหลงกลของคนไม่รู้จริงบ้างและคนที่หวังเพียงเพื่อการสร้างภาพบ้างอีกด้วย
|