หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ประเด็นเรื่อง "เศรษฐกิจพอเพียง" (1)

คอลัมน์ ชีวิตเศรษฐกิจ  โดย ฉวีวรรณ สายบัว  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 08 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3869 (3069)

พูดเศรษฐกิจพอเพียงกันลอยๆ

เศรษฐกิจพอเพียงก็เป็นเรื่องเศรษฐกิจ และเศรษฐกิจก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับปากท้องของคนเราว่าทำอย่างไรถึงจะมีอยู่มีกิน (เพื่อให้มีชีวิตอยู่รอดและเพื่อมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น) ตอนนี้มีอยู่มีกินแค่ไหนแล้วและทำอย่างไรถึงจะมีอยู่มีกินมากขึ้น หรือจากแรงกาย เงิน ทุนหรือทรัพยากรที่มีอยู่บวกที่จะหามาได้อีกจะเอาไปประกอบอาชีพทำมาหากินอะไร ลงทุนอะไร ผลิตอะไร หรือขายอะไร เพื่อให้มีรายได้มาใช้จ่ายเพื่ออยู่กินและเพื่อมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามความต้องการ (ทั้งในแง่ของบุคคล ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศไทยโดยส่วนรวม)

และ "เศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งตรงกับคำในภาษาอังกฤษ คือ "self sufficiency economy" หรือ "self reliance economy" ก็อาจกล่าวได้ว่าเป็น "ปรัชญา" "แนวคิด" หรือ "แนวทาง" เศรษฐกิจอย่างหนึ่ง มีตัวอย่างในตำราพัฒนาการเศรษฐกิจ ของกลุ่มประเทศที่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศอื่น หรือประเทศตะวันตกมาก่อนที่เน้นให้นิยามของการพัฒนาเศรษฐกิจ คือ การทำประเทศให้มีความเป็นเอกราชทางเศรษฐกิจ (economic independence) ที่พยายามจะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ ตามแนวทางนี้ คือในลักษณะที่พยายามพึ่งตนเองให้มากที่สุด เช่น ส่งเสริมให้มีการผลิตสินค้าทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ การจำกัดหรือระมัดระวังเป็นพิเศษ ในเรื่องของการอนุญาตให้ชาวต่างประเทศ เข้ามาลงทุนในประเทศ ทั้งนี้เพื่อรักษาและป้องกันไม่ให้ต่างประเทศเข้ามามีอิทธิพล และเข้ามาแสวงหาและกอบโกยผลประโยชน์ไปจากประเทศของตนเหมือนเช่นในอดีตที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ในสภาพความเป็นจริงในปัจจุบันซึ่งประเทศต่างๆ ในโลกล้วนเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเปิด การดำเนินการพัฒนาเศรษฐกิจของแต่ละประเทศจึงมีเรื่องเศรษฐกิจระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง และการป้องกัน หรือหลีกเลี่ยงอิทธิพล หรือผลกระทบจากต่างประเทศของประเทศเล็ก หรือประเทศที่ยังมีความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ มักจะเป็นเรื่องที่ไม่อาจจะกระทำได้ง่าย

และอย่างไรก็ตามเมื่อมีคำ "เศรษฐกิจพอเพียง" เข้ามาหรือเกิดขึ้นมาในสังคมเศรษฐกิจไทย โดยเป็นพระราชดำริ มาจากในหลวงเป็นเบื้องแรก (เพื่อให้คนไทยช่วยกันเอาไปคิด เอาไปทำต่อว่ามันจะเกิดเป็นจริงขึ้นได้อย่างไร) และได้รับการเผยแพร่ และพูดถึงกันมากอยู่ในเวลานี้ ผู้เขียน (ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์) ซึ่งได้ฟังเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ที่พูดถึงกันมากเหลือเกินอยู่ในเวลานี้ผ่านทางสื่อต่างๆ แล้ว ทำให้เกิดมีประเด็น หรือคำถามเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงขึ้นมาในใจเป็นต้นว่า

1)ไม่เข้าใจว่าอยู่ดีๆ ทำไมถึงมีเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามา ทำไมพูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงกันออกมาลอยๆ อย่างนั้น มันไปเกี่ยวอะไร หรือมันไปตรงกับประเด็นปัญหาของเศรษฐกิจไทยที่ต้องปรับปรุงแก้ไขกันอย่างไร แต่

2)ก็พอจะเข้าใจได้ว่าเป็นการเล็งเห็นของในหลวงว่า เศรษฐกิจพอเพียงน่าจะเป็นแนวทางที่เหมาะสมหรือแนวทางที่ถูกต้อง ที่ควรจะได้ยึดถือกันในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ หรือเป็นทางออกของปัญหา หรือวิกฤตเศรษฐกิจไทยและวิกฤตทางด้านอื่นๆ ของประเทศด้วย

3)คนไม่เข้าใจว่าเศรษฐกิจพอเพียงคืออะไร หรือคืออย่างไร และคนที่ช่วยกันออกมาพูดออกมาอธิบาย ก็ไม่ได้ช่วยให้คนเข้าใจเรื่องนี้กันดีขึ้นเลย (หรือยิ่งไปกว่านั้นอาจยิ่งทำให้คนเกิดความเข้าใจกันไปผิดๆ)

4)แล้วความรู้เศรษฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่โลกเขาก็คิดกันมามากและเราก็ได้อาศัยความรู้ของโลกเหล่านี้ มาสร้างเศรษฐกิจไทย เพื่อพยายามที่จะหากินตามแบบอย่างเศรษฐกิจที่เจริญก้าวหน้าหรือพัฒนาแล้ว แล้วทำไมไม่เอามาใช้เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงกันดีขึ้น และ

5)"เศรษฐกิจพอเพียง" หรือ "เศรษฐกิจพออยู่พอกิน" ก็ยังเคยมีปราชญ์จีนกล่าวเอาไว้ว่าเป็นเศรษฐกิจที่ดีที่สุด แต่มีปัญหาว่าเมื่อเป็นเศรษฐกิจที่ดีที่สุดแล้ว แล้วทำไมคนเราจึงไม่ดำเนินชีวิตเศรษฐกิจตามแนวทางนี้ แล้วใครหรือคนประเภทไหนจึงจะยึดเศรษฐกิจพอเพียงหรือเศรษฐกิจพออยู่พอกินในการดำเนินชีวิตเศรษฐกิจ

การทำความเข้าใจรายละเอียดเพิ่มเติมในประเด็นหรือคำถามเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงข้างต้น น่าจะนำไปสู่ความเข้าใจ ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงกันดีขึ้น (ดังที่ผู้เขียนจะนำเสนอต่อจากนี้ไป)

คนส่วนใหญ่ยังมีเศรษฐกิจที่ "ไม่พอเพียง"

เศรษฐกิจพอเพียงที่พูดถึงกันมากอยู่ในเวลานี้ ประเด็นหรือคำถามแรกก็คือไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ดีๆ ถึงมีเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามา (นอกเหนือจากเป็นพระราชดำริที่เกิดจากการเล็งเห็นของในหลวง ที่เป็นเรื่องเข้าใจได้ดังกล่าวมาแล้ว) แล้วรัฐบาลสุรยุทธ์ ซึ่งเป็นรัฐบาลของประเทศอยู่ในขณะนี้ ก็ประกาศจะยึดเอามาเป็นแนวทางสำหรับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจประเทศของรัฐบาล (เช่นเดียวกับสภาพัฒน์ ที่บรรจุเศรษฐกิจพอเพียงไว้ในแผน 10) มันไปเกี่ยวอะไร หรือมันไปตรงกับประเด็นปัญหาของเศรษฐกิจไทย ที่จะต้องแก้ไขอย่างไร

เพราะปัญหาเศรษฐกิจไทยมันเป็นปัญหาว่า แม้เศรษฐกิจของประเทศจะขยายการเจริญเติบโตไปมากแล้ว แต่ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นมันยังไม่ตกถึงมือประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ คนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งอาจจะหมายถึง ชนชั้นกลางธรรมดาลงมาจนถึงชนชั้นระดับรากหญ้า จึงยังดำรงชีวิตเพียงในระดับพอยังชีพและยากจน (หรือคนส่วนใหญ่ของประเทศ ยังมีฐานะ และขีดความสามารถทางเศรษฐกิจที่ไม่พอเพียงมาก) ขณะที่มีคนเพียงน้อยนิด ที่อยู่ในชนชั้นข้างบน หรือชนชั้นผู้นำ/ชนชั้นผู้ปกครองของประเทศเท่านั้น ที่มีเศรษฐกิจที่เกินความพอเพียงอย่างมากเหลือเกิน

ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนจึงยังดำรงอยู่มาโดยตลอดและนับวันยิ่งห่างกันมากขึ้น จึงมีคำถามตามมาว่า เราสร้างเศรษฐกิจประเภทไหนกันขึ้นมาถึงปล่อยให้คนข้างบนจำนวนน้อยนิด (บวกชาวต่างประเทศ ที่เข้ามาทำมาหากินในประเทศ) กอบโกยเอาผลประโยชน์ไปหมด และปล่อยให้คนส่วนใหญ่ของประเทศดำรงชีวิตอยู่ ด้วยความยากลำบาก หรือมีเศรษฐกิจไม่พอเพียงดังกล่าว

ตัวอย่างยุทธศาสตร์สำคัญของการสร้างการขยายการเจริญเติบโต และพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศก็คือ ยุทธศาสตร์การพัฒนาโดยพึ่งพาอาศัยทรัพยากร ทั้งทุน เทคโนโลยี และสินค้าและบริการต่างๆ โดยเสรีทั้งรัฐ และเอกชนจากต่างประเทศ เพราะฉะนั้นสินค้าที่ผลิตแล้วขายออกไปจนมีรายได้เกิดขึ้น รายได้นั้น ก็จะกลับไปจ่ายเป็นผลตอบแทนค่าเงินทุน ค่าเทคโนโลยี ค่าการบริหาร ค่าการตลาด และค่าสินค้าและบริการอื่นๆ ที่เป็นของชาวต่างประเทศ เหลือเป็นรายได้ส่วนน้อยให้แก่คนในประเทศที่มีส่วนร่วมในการผลิตในรูปของค่าเช่าที่ดิน (ซึ่งที่ดินส่วนใหญ่ก็ถูกครอบครองโดยชนชั้นสูง/ชนชั้นผู้ปกครองของประเทศ) และค่าจ้างของแรงงาน (ซึ่งถูกกดค่าจ้างแรงงานมาโดยตลอด) ซึ่งเป็นเพียงสองปัจจัยการผลิตที่เรามีอยู่เองภายในประเทศ

นอกจากนั้นแล้ว ประเทศไทยยังบริหารเศรษฐกิจโดยบริหารการเงินหรือเอาเงินเป็นใหญ่เหนือเศรษฐกิจหรือปัญหา ให้ความสำคัญกับเงินมากเกินไป (tail wagging dog) และใช้เงินและราคาเป็นเครื่องมือ (vehicles) ในการสูบเอาส่วนเกินของคนออกแรงทำงานไปหมดโดยการปล่อยให้เกิดเงินเฟ้อหรือปล่อยให้ราคาของสิ่งต่างๆ แพงไปหมด ทั้งราคาบริการโครงสร้างพื้นฐาน (ไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัทพ์ ค่าทางด่วน ค่าขนส่ง และสาธารณูปโภคอื่นๆ) ราคาที่ดิน ราคาทุน (หรืออัตราดอกเบี้ย) และเงินเดือนผู้บริหารระดับสูงแพง แต่กลับกดเงินเดือนและค่าจ้างของคนทำงาน คนส่วนใหญ่ของประเทศจึงมีรายได้ไม่พอเพียงกับค่าใช้จ่าย และจึงต่างมีหนี้สินกันคนละมากๆ กันทั้งนั้น

และเศรษฐกิจไทยก็ยังมีความไม่พอเพียงทางด้านอื่นๆ อีกมาก เช่น ทรัพยากรธรรมชาติที่จะร่อยหรอลงทุกวัน เมื่อเปรียบเทียบกับความยากจนและความด้อยพัฒนาของประเทศที่ยังดำรงอยู่มาก และปัญหาจากเภทภัยธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่สาหัสสากรรจ์ขึ้นทุกวัน ซึ่งไปสร้างต้นทุนที่ทำให้ชาวบ้านไทยธรรมดาหากินด้วยความยากลำบากมากขึ้น หนี้สินของประเทศและประชาชนก็ยังมีอยู่มากดังกล่าว ประเทศยังพึ่งตนเองไม่ได้ ยังต้องพึ่งต่างประเทศอย่างมาก ทั้งทางด้านเทคโนโลยีและอื่นๆ และสินค้าที่ไทยผลิตได้และส่งออกมีราคาถูก ในขณะที่ต้องนำเข้าน้ำมันและวัตถุปัจจัยต่างๆ จากต่างประเทศในราคาแพง

กรณีตัวอย่างที่อธิบายมาข้างต้นเพียงเพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่า "เราไม่อาจพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียงโดยไม่พูดถึงความเป็นมา เป็นอยู่ และที่จะเป็นไปของเศรษฐกิจไทยได้" (หรืออธิบายปัญหากันไม่ครบถ้วน หรืออธิบายปัญหาครึ่งๆ กลางๆ แล้วก็ไปแก้ปัญหา (เฉพาะหน้า/ตรงปลายเหตุมากๆ) แล้วก็ออกมาเป็นเศรษฐกิจพอเพียงกันเลยได้อย่างไร)

หน้า 46


ประเด็นเรื่อง "เศรษฐกิจพอเพียง" (2)

คอลัมน์ ชีวิตเศรษฐกิจ  โดย ฉวีวรรณ สายบัว  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3870 (3070)

ต้องรู้จริงและเอาความรู้ของโลกมาใช้ให้เป็น

เช่นเดียวกันจะเกิดความรู้ความเข้าใจในแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงและแนวคิดหรือแนวทางเศรษฐกิจอื่นๆ ก็ต้องอาศัยความรู้เศรษฐศาสตร์ และเศรษฐกิจที่โลกเขาก็คิดกันมามาก และใช้กันมามากขนาดไหนแล้ว และเพราะโลกเขาก็ใช้ความรู้เหล่านี้ที่ประสบความสำเร็จกันมามาก และประเทศไทยเอง ก็ได้อาศัยความรู้ที่โลกเขาคิดกันมา เอามาสร้างเศรษฐกิจไทย เพื่อพยายามจะหากินตามแบบอย่างของเศรษฐกิจที่เจริญก้าวหน้าหรือพัฒนาแล้ว

โดยเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอดและเพื่อให้มีอยู่มีกินมากขึ้นเพื่อมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามความต้องการ เริ่มแรกทีเดียวที่ผู้คนยังมีน้อยและทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ผู้คนก็ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการเข้าป่าล่าสัตว์ และการเก็บของจากป่าหรือในธรรมชาติมาอยู่มากินกัน (hunting and gathering) ต่อมาเมื่อมีผู้คนมากขึ้น และการอยู่รวมกันเป็นชุมชนกว้างขวางและใหญ่โตมากขึ้นก็หากินจากการทำเกษตร (ผลผลิตเกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์ (แรงงาน/ เกษตรกร) และธรรมชาติ (ที่ดิน)

เมื่อมนุษย์มีความรู้วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าขึ้น ต่อมาอีกก็หากินจากอุตสาหกรรม (เพราะการหากินจากอุตสาหกรรมคือ การหากินจากทรัพยากรประเภทที่สร้างขึ้นด้วยความสามารถของมนุษย์ (man-made resources) และสุดท้ายแล้วก็หากินจากทรัพยากรประเภทความรู้ (knowledge resources) หรือจากสติปัญญาของมนุษย์ (intellectual capacity) ดังเช่นที่ประเทศพัฒนาแล้วหากินกันอยู่ในปัจจุบันและความจริงประเทศกำลังพัฒนา อันรวมถึงประเทศไทยก็ต้องพยายามหากินตามแบบอย่างของประเทศพัฒนาแล้วเช่นกัน

เพราะฉะนั้นแหล่งที่มาของความมั่งคั่งแข้มแข็งทางเศรษฐกิจของประเทศ (wealth of nation) ก็คือ (1) ความสามารถของประเทศในการขยายกำลังการผลิต (production capacity) เพื่อสร้างผลผลิต รายได้ การจ้างงาน เงินออมภายในประเทศและรายได้เงินตราต่างประเทศให้พอเพียงกับความต้องการมีงานทำ และมีรายได้ของประชากร และแรงงานที่เพิ่มขึ้นทุกปี (2) เพื่อที่จะสามารถขยายกำลังการผลิตของประเทศดัง (1) ก็ต้องสามารถผลิตได้เก่งขึ้น ได้อย่างมีประสิทธิภาพดีขึ้นเพื่อให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งขันของเราได้ และ (3) การมีสินค้าและบริการต่างๆ ทั้งจำเป็นและฟุ่มเฟือยเพื่อสนองความต้องการในการบริโภคเพื่อมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน

และเพราะฉะนั้นจากข้างต้นก็เป็นที่มาของเป้าหมายและปัญหาในการบริหารเศรษฐกิจระยะสั้นของประเทศ (short run economic goals and problems) ก็คือจะใช้กำลังการผลิตที่มีอยู่แล้วหรือที่สร้างกันขึ้นมาแล้วทั้งโดยภาครัฐและภาคเอกชน (existing production capacity) ให้เต็มที่ได้อย่างไรเพื่อให้เกิดรายได้และการมีงานทำของประชาชนในประเทศอย่างเต็มที่

แต่ถ้าภาวะตลาดทั้งในประเทศและนอกประเทศไม่เอื้ออำนวยเพียงพอ (มีผู้ต้องการซื้อสินค้าและบริการที่ผลิตน้อยกว่าที่ผลิตได้ และให้ราคาไม่ดี หรือผลิตได้จำหน่ายได้ แต่ต้นทุนในการผลิตสูง เพราะต้องใช้ปัจจัยการผลิตราคาสูง) ก็ทำให้ผู้ผลิต/ธุรกิจไม่มีรายได้เหลือพอเพียงที่จะจ่ายให้แก่ประชาชนที่มีส่วนร่วมในการผลิตในรูปค่าจ้าง ค่าเช่าและกำไรหรืออาจทำให้ผู้ผลิตต้องลดการผลิตและลดการว่าจ้างทำงานตามมา ทำให้คนตกงานและขาดรายได้ที่จะใช้จ่ายตามมา

และปัญหาการตกต่ำของรายได้ของประชาชนก็จะกลายมาเป็นปัญหาของรัฐบาล (รายได้ภาษีอากรไม่พอเพียง หรือลดลงในขณะที่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อช่วยเหลือประชาชน) และในที่สุดเป็นปัญหาของประเทศ (รายรับเงินตราต่างประเทศจากการส่งออก ไม่พอเพียงกับรายจ่ายเป็นเงินตราต่างประเทศที่คงที่หรือเพิ่มขึ้นมาก)

และเป้าหมายและปัญหาระยะยาวของการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ (long run economic goals and problems) ก็คือจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสามารถในการขยายกำลังการผลิตเพื่อเพิ่มพูนรายได้ และมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ให้สูงขึ้นได้ในระดับที่น่าพอใจ หรือที่พอเพียงโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ให้ทันกับความต้องการในการมีงานทำและมีรายได้ของประชากรและแรงงานที่มีจำนวนมากขึ้นทุกปีดังกล่าวมา

โดยเฉพาะระยะยาวการแก้ไขปัญหาจะเป็นการพัฒนา และเสริมสร้างขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ ทั้งในเชิงปริมาณ และคุณภาพ ทรัพยากรธรรมชาติ (ที่ดิน แร่ ป่าไม้ สัตว์น้ำ) ที่เริ่มขาดแคลนเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนประชากรชี้ให้เห็นว่า การขยายขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวในอนาคตข้างต้น จะต้องมุ่งเน้นหนักการขยายกำลังการผลิตในเชิงคุณภาพมากขึ้น

ตัวอย่างลักษณะอันเป็นสาระสำคัญของความก้าวหน้าที่ต้องพัฒนาเสริมสร้างขึ้นก็คือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี (เทคนิคการผลิตที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพและแรงงานที่มีความชำนาญระดับสูง) และความก้าวหน้าในการบริหาร และปฏิบัติงานทุกด้าน เหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยผู้นำและผู้บริหารที่มีความสามารถ อาศัยองค์กร ระบบการบริหารและปฏิบัติงานที่เหมาะสมและสอดคล้องกับชีวิตเศรษฐกิจยุคใหม่ ตลอดจนเจ้าของกิจการ และผู้ประกอบการธุรกิจเศรษฐกิจที่คิดการณ์ไกลและพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนเพื่อความก้าวหน้าอยู่เสมอ พร้อมบรรยากาศและสภาพแวดล้อมทางสังคมวัฒนธรรมและการเมืองที่เอื้อต่อการแสวงหาความรู้ความเชี่ยวชาญ

จากข้างต้นเมื่อเกิดปัญหาความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาวขึ้นได้ดังกล่าว เพราะฉะนั้นเราจะสามารถสร้างเศรษฐกิจอย่างไรให้มันพอเพียงในการที่จะปรับตัวได้ (adapt)

หน้า 46


ประเด็นเรื่อง "เศรษฐกิจพอเพียง" (จบ)

คอลัมน์ ชีวิตเศรษฐกิจ  โดย ฉวีวรรณ สายบัว  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3871 (3071)

เศรษฐกิจพอเพียงคนเดียวหรือจะต้องเป็นทั้งโลก ? นอกจากนั้นแล้ว เศรษฐกิจโลกปัจจุบันเป็นเศรษฐกิจในยุคสารสนเทศ และยุคโลกาภิวัตน์ที่ส่วนต่างๆ ของโลกถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันหมด หรือเป็นหนึ่งเดียวกัน และเป็นเศรษฐกิจที่ขึ้นต่อกันและกันมาก (interdependent) นั่นคือการพังลงของเศรษฐกิจหนึ่ง ก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอื่นๆ ด้วย ตัวอย่างการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ หรือโรคต้มยำกุ้ง ในปี 2540 ที่เริ่มต้นที่ประเทศไทยแล้วก็ส่งผลกระทบตามมาต่อเศรษฐกิจเอเชียอื่นๆ และต่อไปถึงภูมิภาคอื่น และในที่สุดก็สร้างปัญหาความไม่สมดุลและการเติบโตที่ชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลก

และเศรษฐกิจไทยก็เป็นเศรษฐกิจที่ขึ้นอยู่กับภาคต่างประเทศมาก ซึ่งกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ในประเทศต้องอาศัยการนำเข้าทุน เทคโน โลยีและสินค้าและบริการต่างๆ จากต่างประเทศ เช่นเดียวกับการส่งออกสินค้า ก็ต้องพึ่งตลาดต่างประเทศทั้งนั้น นอกจากนั้นยังต้องพึ่งพาการกู้ยืมและการลงทุน ทั้งการลงทุนโดยตรง และโดยอ้อมจากต่างประเทศ ตลอดจนพึ่งพาความช่วยเหลือและความร่วมมืออื่นๆ จากต่างประเทศ เพราะฉะนั้นปัจจัย และสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจและทางด้านอื่นๆ ภายนอกประเทศจึงสามารถส่งผลทั้งในทางบวก และลบต่อเศรษฐกิจและด้านอื่นๆ ของประเทศได้มาก เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่เปิดประตูประเทศ สู่โลกภายนอกอย่างเต็มที่

หรือจากกรณีที่ผลจากการพัฒนาเศรษฐกิจโลกภายใต้ระบบเศรษฐกิจตลาดเสรี หรือระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ที่ทำให้เกิดปัญหาช่องว่างที่กว้างระหว่างประเทศร่ำรวยกับประเทศยากจน ซึ่งสามารถเป็นสาเหตุให้เกิดการพังทลายลง ของเศรษฐกิจโลกได้ และประกอบกับประเทศพัฒนาแล้ว ก็ใช้ทุนหรือทรัพยากรของตน ไปในการลงทุนในการผลิตสินค้าประเภทความรู้ (knowledge products) หรือผลิตภัณฑ์ทางเทคโนโลยี (technological products) มาก ในขณะที่อุปสงค์สำหรับสินค้าเหล่านี้ในประเทศพัฒนาแล้วเองก็ค่อนข้างอิ่มตัวแล้ว จะขายให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาก็ไม่ค่อยจะมีเงินซื้อ จึงเริ่มเล็งเห็นความจริงกันว่า ถ้าไม่ทำให้ประเทศยากจนร่ำรวยกันขึ้นมาบ้าง ก็จะไม่มีเงินไปซื้อสินค้าของประเทศพัฒนาแล้วได้ เพราะการค้าระหว่างประเทศ เป็นการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกัน "ไม่มีใครขายได้ตลอดเวลาโดยไม่มีการซื้อเลย" "เราจะขายได้ก็ต้องซื้อด้วย" หรือ "ทุกการขายก็เป็นการซื้อด้วย" หรือ "เพื่อให้ขายได้เราต้องซื้อด้วย"

จากการตระหนักในเรื่องดังกล่าวข้างต้น ประเทศพัฒนาแล้วจึงส่งเสริมสนับสนุนให้ประเทศยากจน หรือประเทศกำลังพัฒนา เร่งรัดการขยายการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ แล้วการขยายการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ของประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะของประเทศที่มีประชากรมากอย่างจีนและอินเดีย ทำให้ความต้องการทรัพยากร หรือปัจจัยการผลิตต่างๆ ทั้งน้ำมันและปัจจัยการผลิตอื่นๆ เพิ่มขึ้นมาก ในขณะที่ทรัพยากรโลกมีอยู่อย่างจำกัด ผลจึงทำให้เกิดการสูงขึ้นของราคาน้ำมันและปัจจัยการผลิตอื่นๆ ขึ้นมาก ซึ่งต่อไปอาจทำให้ประเทศต่างๆ ต้องแย่งชิงทรัพยากรโลกกันมากขึ้น และถ้าอาศัยการจัดสรรทรัพยากรโดยระบบตลาดที่ใครเสนอให้ราคาดี ก็จะเป็นผู้ที่ได้ปัจจัยนั้นไป ก็อาจจะทำให้เกิดความเจ็บปวดและแตกแยกกัน ในระหว่างประเทศที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจแตกต่างกันได้

นอกจากนั้นดังกล่าวมันเป็นเศรษฐกิจโลกในยุคไร้พรมแดน การไหลของสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินทุน เทคโนโลยี แรงงานและอื่นๆ จึงเป็นไปโดยเสรี (ไม่มีพรมแดนทางการเมืองมาขวางกั้นอีกต่อไป) และด้วยความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโล ยีไปไกลมากทำให้ประเทศที่มีความก้าวหน้าในเรื่องเหล่านี้สามารถมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบเหนือประเทศอื่นได้ (comparative advantage) โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นประเทศมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์เหมือนอย่างในอดีต

จึงมีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบในการพัฒนาเศรษฐกิจโลกระหว่างประเทศและกลุ่มประเทศต่างๆ เป็นต้นว่าประเทศพัฒนาแล้วทำหน้าที่เป็นผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์ แล้วก็ให้ประเทศกำลังพัฒนา เช่น จีน อินเดีย หรือเวียดนาม เป็นผู้ผลิต และเมื่อผลิตแล้วก็เอากลับไปให้ประเทศพัฒนาแล้วเป็นผู้จัดจำหน่ายไปทั่วโลก แล้วประเทศไทยของเรา จะเข้าไปมีส่วนร่วมตรงไหนในห่วงโซ่ของการสร้างมูลค่า (value creation) หรือห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) เพื่อเป็นช่องทางในการทำมาหากินทางเศรษฐกิจของคนในประเทศไทยได้อย่างพอเพียง

จากกรณีตัวอย่างทั้งหมดที่อธิบายมาข้างต้นเพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่า "เราจะเป็นเศรษฐกิจพอเพียงประเทศเดียวได้หรือไม่ หรือจะต้องเป็นเศรษฐกิจพอเพียงกันทั้งโลก จึงจะเป็นไปได้ ?"

นักเศรษฐศาสตร์ไม่เคยคิดระบบเศรษฐกิจที่จะทำให้คนช่วยตัวเองได้

ระบบเศรษฐกิจที่มีอยู่ที่ประเทศทั่วโลกยึดถือหรือใช้ในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ ก็มีระบบเศรษฐกิจแบบวางแผน หรือระบบเศรษฐกิจคอมมิวนิสต์และระบบเศรษฐกิจตลาดเสรี ทั้งสองระบบต่างก็มีปัญหา หรือจุดอ่อนด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งก็เป็นสาเหตุให้ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนของสหภาพโซเวียต (ผู้นำกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์) ต้องพังทลายลงในที่สุด แล้วก็เริ่มต้นหันมาใช้ระบบเศรษฐกิจตลาดแทน และในขณะเดียวกันระบบเศรษฐกิจตลาดเสรี (อันเป็นที่มาของระบบเศรษฐกิจทุนนิยม) ก็มีปัญหาหรือจุดอ่อนเช่นกัน

โดยเฉพาะมีปัญหาในเรื่องความไม่เป็นธรรมในการกระจายรายได้มาก ตลาดแทนที่จะเป็นตลาดแข่งขัน กลายมาเป็นตลาดผูกขาด ทำให้นายทุนมีอำนาจเหนือตลาดและใช้อำนาจที่มีอยู่ในการขูดรีดเอารัดเอาเปรียบคนอื่น และความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและการพัฒนาประเทศให้เป็นประเทศอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกและการมุ่งแสวงหากำไรของนายทุนมากเกินไปมันก็ไปทำลาย หรือครอบงำชีวิตข้างในของมนุษย์หมด (ทำให้มีปัญหาด้านการขาดศีลธรรมและจริยธรรม สำนึกดีชั่วและบาปบุญ ของมนุษย์กันไปหมด) และในปัจจุบันก็มีปัญหาที่ไม่มีตลาดเป็นเครื่องช่วยในการจัดสรรทรัพยากรของโลก ให้เป็นไปอย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพเพราะเศรษฐกิจโลก ถูกบงการโดยคนจำนวนน้อยนิดที่ครอบครองความมั่งคั่งส่วนใหญ่ของโลกเอาไว้

เพราะฉะนั้นเมื่อทั้งระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนและระบบเศรษฐกิจตลาดเสรีก็ไม่พาไปไหน หรือก็จะไปไม่รอดเพราะธรรมชาติของมนุษย์ไม่เปลี่ยน คนจึงเริ่มปรับปรุงระบบเศรษฐกิจที่ใช้กันมาหรือที่มีอยู่แล้ว หรือเริ่มคิดถึงทางเลือกที่สามที่จะเป็นทางออกว่าจะเป็นอะไร จะเป็น "social market economy" อย่างเยอรมนี หรือเป็น "social welfare state" อย่างสวีเดน หรือเป็น "mutual economic cooperation" ที่ประเทศในโลกจะแบ่งปันกันผลิต และแบ่งปันกันอยู่กันกินอย่างไร (ใครหรือหน่วยงานใดของโลกจะทำหน้าที่ศูนย์กลางตรงนี้) หรืออาจเป็น "เศรษฐกิจพอเพียง" หรือ "เศรษฐกิจพออยู่พอกิน" ดังกล่าวมา

ซึ่งจากดังกล่าวมาจะเห็นว่านักเศรษฐศาสตร์ก็ไม่เคยมีระบบเศรษฐกิจที่จะทำให้คนช่วยตนเองได้ ให้ดำรงชีวิตเศรษฐกิจอยู่ได้ นักเศรษฐศาสตร์ไม่เคยคิดระบบเศรษฐกิจแบบนี้

ใครจึงจะมีเศรษฐกิจพอเพียง ?

เศรษฐกิจพอเพียง "ความพอเพียง" เป็นเรื่องของ "value" หรือ "ค่า" "คุณค่า" หรือ "ค่านิยม" ที่คนเราเกิดมาต้องมีสิ่งที่เรายึดถือในการดำรงชีวิต หรือเรียกว่ามี "sense of value" ซึ่งสิ่งนี้เปรียบเสมือนศูนย์กลางของชีวิตหรือหัวใจที่เรายึดถือในการดำรงชีวิต

คนที่เจริญแล้ว (civilized people) (โดยความเจริญของมนุษย์เป็นความเจริญทางด้านจิตใจและจิตวิญญาณ หรือเป็นความเจริญจากชีวิตข้างในของมนุษย์ ซึ่งจะเป็นความรู้สึกในเรื่องความสวยงาม ความยุติธรรม หรือสำนึกในเรื่องถูกผิด ดีชั่ว บาปบุญ คุณโทษ หรือเรื่องศีลธรรมและจริยธรรมของมนุษย์) ก็จะไม่ได้ชอบอยู่บ้านหลังใหญ่ ไม่ได้ชอบขี่รถคันโตหรือใช้ของหรูหราฟุ่มเฟือยอะไรและไม่ได้ชอบเอารัดเอาเปรียบคนอื่นหรือเห็นแก่ตัว และไม่ได้เห็นเงินเป็นพระเจ้า เป็นต้น

และเพราะฉะนั้น เศรษฐกิจจะให้เป็นเศรษฐกิจพอเพียงก็จะต้องสร้างผู้คนให้เป็นผู้เจริญดังกล่าว ไม่เช่นนั้นแล้วก็สร้าง "เศรษฐกิจพอเพียง" หรือ "เศรษฐกิจพออยู่พอกิน" กันขึ้นไม่ได้ (เพราะมนุษย์เต็มไปด้วยบาป/กิเลสมาก)

หน้า 50