หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
คู่มือวิเคราะห์ค่าเงินบาทฉบับชาวบ้าน : ตอน เกาไม่ถูกที่คัน

มุมเอก : ดร.เอก เศรษฐศาสตร์  กรุงเทพธุรกิจ  วันจันทร์ที่ 05 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550

หลังจากที่ผมได้เขียนเรื่องค่าเงินบาทแบบชาวบ้านๆ ไปแล้ว 2-3 ตอน ในช่วงปลายปีก่อน ได้แก่ ตอนปัจจัยกำหนดค่าเงินบาท ตอนนโยบายแบงก์ชาติกับค่าเงินบาท เดจาวู…การเก็งกำไรและต่อสู้ป้องกันค่าเงินบาท ผมได้รับอีเมลจากท่านผู้อ่านหลายราย ถามว่า เมื่อไรจะเขียนคู่มือค่าเงินบาทฉบับชาวบ้านตอนต่อๆ ไปอีก จริงๆ แล้ว ผมตั้งใจว่าจะสลับไปเขียนเรื่องอื่นๆ บ้างซักพักหนึ่ง คนอ่านจะได้ไม่เบื่อ แต่วันนี้ คงต้องกลับมาเขียนเรื่องค่าเงินบาทอีกครั้งหนึ่งตามคำเรียกร้อง

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา แบงก์ชาติเพิ่งประกาศรายละเอียดข้อมูลดุลการชำระเงินในเดือนพฤศจิกายน 2549 ซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลที่สำคัญมาก สำหรับการวิเคราะห์สาเหตุของการแข็งขึ้นของค่าเงินบาท ในเดือนก่อนที่จะมีการออกมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าระยะสั้น (ที่เรียกกันง่ายๆ ว่า มาตรการสำรอง 30%) ในวันที่ 18 ธันวาคม 2549 สิ่งหนึ่งที่พบ ก็คือ เงินทุนไหลเข้าระยะสั้นไม่ได้เป็นต้นตอหลักที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเลย

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ยังไม่มีใครกล้าออกมาฟังธงว่า เงินทุนไหลเข้าระยะสั้นเป็นแพะ ก็เพราะพวกเรานักวิชาการ เห็นแค่ข้อมูลแค่ส่วนเดียวของดุลการชำระเงิน ได้แก่ ดุลบัญชีเดินสะพัด แต่ยังไม่มีใครเห็นข้อมูลดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งเป็นบัญชีย่อยอีกบัญชีหนึ่งของดุลการชำระเงิน ที่มีการแยกรายละเอียดของเงินทุนไหลเข้าประเภทต่างๆ ได้แก่ เงินลงทุนทางตรงระหว่างประเทศ (ที่เรียกกันว่า Foreign Direct Investment) เงินลงทุนระยะสั้นในตลาดหลักทรัพย์ หรือตลาดตราสารหนี้ (ที่เรียกกันว่า Portfolio Investment) หรือเงินทุนไหลเข้าประเภทอื่นๆ เช่น เงินกู้ต่างๆ และเงินกู้เพื่อการค้า เป็นต้น

การที่เราได้รายละเอียดดุลการชำระเงินที่ครบถ้วนนี้ มีประโยชน์ในการวิเคราะห์เศรษฐกิจอย่างมาก โดยเฉพาะการวิเคราะห์ว่า ค่าเงินบาทควรจะแข็งขึ้นหรืออ่อนลง เพราะดุลการชำระเงินคือบัญชีที่บันทึกธุรกรรมทางเศรษฐกิจ ระหว่างคนไทยกับต่างชาติในช่วงเวลาหนึ่งๆ ดังนั้น หากเรามีดุลการชำระเงินเกินดุล ก็หมายความว่า โดยรวมแล้ว ต่างชาติต้องการซื้อสินค้า บริการหรือสินทรัพย์ของเรา มากกว่าที่คนไทยเราต้องการซื้อจากต่างชาติ

ซึ่งตามหลัก demand-supply แล้ว ค่าเงินบาทก็ควรจะแข็งค่าขึ้น เพราะโดยสุทธิแล้ว ต่างชาติจะขายเงินตราต่างประเทศ มาซื้อเงินบาทเพื่อมาซื้อสินค้า บริการ หรือสินทรัพย์ของไทย นอกจากนั้น หากเรามีรายละเอียดดุลการชำระเงินที่ครบถ้วน เราก็สามารถลงไปดูในแต่ละบัญชีย่อยได้เลย ว่าการเกินดุลการชำระเงิน ซึ่งเป็นที่มาของการที่ค่าเงินบาทแข็งขึ้นนั้น มาจากบัญชีย่อยบัญชีไหน มาจากการค้าและบริการที่เกินดุลมากเกินไป หรือเงินทุนไหลเข้ามากเกินไป

คราวนี้เรามาดูข้อมูลดุลการชำระเงินระหว่างคนไทยกับต่างชาติในช่วงเดือนพฤศจิกายนกันดีกว่าครับ จะได้เห็นกันชัดๆ ว่า บัญชีไหนเป็นต้นตอที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนที่แบงก์ชาติจะออกมาตรการ 30% ในเดือนธันวาคม ซึ่งผมจะขอสรุป ดังนี้

ในบัญชีแรก คือ บัญชีดุลบัญชีเดินสะพัด ในช่วงเดือนพฤศจิกายน พบว่า ต่างชาติซื้อสินค้าและบริการจากไทย มากกว่าที่ไทยต้องการนำเข้าสินค้าและบริการจากต่างชาติในจำนวนที่มาก โดยปกติที่ผ่านมา เราจะเห็นดุลบัญชีเดินสะพัดในอดีตเฉลี่ย เกินดุลประมาณเดือนละไม่กี่ร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่จากข้อมูลเชิงประจักษ์ ดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนพฤศจิกายนเพียงเดือนเดียวเกินดุลสูงถึง 1,512 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่าดุลบัญชีเดินสะพัดสะสม 10 เดือนตั้งแต่ต้นปี 2549 จนถึงเดือนตุลาคมที่อยู่เพียง 545 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนั้น จากข้อมูลล่าสุดในเดือนธันวาคม ปี 2549 ดุลบัญชีเดินสะพัดในเดือนธันวาคม ยังเกินดุลอีก 1,215 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น นักวิชาการที่เห็นข้อมูลดุลการชำระเงินแค่ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดนี้ ก็จะมี Sense แล้วว่า ต้นตอของค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน และธันวาคม ก็คือ การที่ส่งออกเราโตมาก และอีกอย่างที่เรานำเข้าน้อยเกินไป ตามการใช้จ่ายในประเทศที่ชะลอตัวมาก โดยเฉพาะการลงทุน ที่ผมว่าดีไม่ดีจะได้เห็นการลงทุนหดตัวในไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว

หากไปพิจารณารายละเอียดบัญชีย่อยที่สอง คือ บัญชีเงินทุนเคลื่อนย้าย ในเดือนพฤศจิกายน จะพบว่า ในเดือนนี้ มีเงินทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินทุนไหลเข้าระยะยาวอีกประมาณ 515 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีเงินทุนไหลเข้าที่เข้ามาซื้อหุ้นในประเทศไทย ซึ่งอาจจะถือได้ว่าเป็นเงินทุนไหลเข้าระยะสั้นอีกประเภทหนึ่งประมาณ 352 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งก็ถือว่ามีขนาดที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับขนาดของการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดข้างต้น

และเมื่อไปดูเงินทุนไหลเข้าระยะสั้นอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งก็คือ เงินลงทุนจากต่างชาติในตลาดตราสารหนี้ ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นตอหลักของการแข็งค่าเงินบาทในช่วงนั้น ผมถึงกับตกใจ เพราะพบว่า เงินทุนที่ไหลเข้าจากต่างชาติมาในตลาดตราสารหนี้ในเดือนพฤศจิกายนกลับติดลบถึง -429 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มันช่างขัดกับสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมาตลอดว่า การเก็งกำไรของต่างชาติในตลาดพันธบัตรเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้น

ผมขอหมายเหตุให้ชัดเจนตรงนี้อีกครั้งว่า ผมไม่ได้ต้องการบอกว่าไม่มีการเก็งกำไรในตลาดพันธบัตรนะครับ เพราะผมเชื่อว่ามีแน่ๆ ใครๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะฝรั่งหัวแดง หรือคนไทยหัวดำ ที่คาดการณ์ว่าดอกเบี้ยจะลดลง ก็อยากเก็งกำไรโดยการซื้อพันธบัตรทั้งนั้นแหละครับ ดังนั้น ถ้าไม่อยากให้คนเก็งกำไรจริง ก็อย่าทำให้ดอกเบี้ยมันสูงกว่าความเป็นจริงตามกลไกตลาดซิครับ จะได้ไม่เปิดช่องให้คนมาเก็งกำไร

แต่สิ่งที่ผมอยากจะบอกในที่นี้ก็คือ ข้อมูลเชิงประจักษ์ในเดือนพฤศจิกายนมันบอกแล้วครับว่า เงินทุนไหลเข้าระยะสั้น ไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้น ในช่วงเดือนก่อนที่จะมีการออกมาตรการ ควบคุมเงินทุนไหลเข้าแต่อย่างใด

ตรงนี้แหละครับ ที่ผมจะขอสรุปไว้ตรงนี้ว่า มาตรการดำรงเงินสำรองเงินทุนระยะสั้น 30% ซึ่งมีเป้าหมายไปที่โทษแพะนักลงทุนต่างชาติ ที่เข้ามาลงทุนระยะสั้น เป็นการเกาไม่ถูกที่คันเป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น ยกเลิกเถอะครับ มาตรการ 30% ก่อนที่จะสายเกินไป