หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ธปท.ยันมาตรฐานกำกับแบงก์เข้าขั้นสากล

กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 02 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550

ธปท.เผยผลประเมินการกำกับภาคการเงินของไทยจากไอเอ็มเอฟและเวิลด์แบงก์อยู่ในเกณฑ์น่าพอใจ แต่ตั้งข้อสังเกตที่ ธปท.ยังไม่มีอำนาจเข้าไปกำกับดูแลภาคการเงินและสถาบันการเงินอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะด้านการพัฒนาของสถาบันการเงิน อย่างรวดเร็ว และการปล่อยสินเชื่อสาขาธนาคารพาณิชย์ในต่างประเทศ ดร.บัณฑิต นิจถาวร ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายสถาบันการเงินเปิดเผยถึงผลการเข้ามาประเมิน การกำกับภาคการเงินของไทย ตามมาตรฐานสากล ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลก(เวิลด์แบงก์) หรือที่เรียกว่า FSAP ซึ่งได้เข้ามาประเมินข้อมูลจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระหว่างวันที่ 17-31 มกราคม ที่ผ่านมา ผลเบื้องต้นปรากฏว่า ในด้านการกำกับตรวจสอบสถาบันการเงินค่อนข้างน่าพอใจ โดยผู้ประเมินเห็นว่า มาตรฐานการกำกับสถาบันการเงินของไทยสอดคล้องกับมาตรฐานสากลค่อนข้างมาก

อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายประเด็นที่ผู้ประเมินขอสงวนความเห็น แต่เรื่องที่ต้องปรับปรุงมาก คือ เรื่องของกฎหมายในการทำหน้าที่กำกับดูแล ของธปท.ที่ไม่ชัดเจน ซึ่งเป็นหัวข้อเดียวที่ยังไม่ผ่านใน 25 หัวข้อที่นำมาประเมิน โดยผู้ประเมินเห็นว่า ต้องปรับปรุงใน 3 เรื่อง คือ

1. กฎหมายที่ผู้ประเมินมองว่า โครงสร้างทางกฎหมายของไทยไม่เพียงพอที่จะรองรับพัฒนาการภาคธนาคาร ที่ได้ปรับปรุงคืบหน้าไปมาก ดังนั้น บทบาทการทำหน้าที่ในการดูแลของกระทรวงการคลังและธปท.ควรแยกแยะให้ชัดเจน เพื่อให้เกิดความคล่องตัวต่อการทำงาน ด้านแนวนโยบายและการแก้ไขปัญหา

2. กฎหมายที่จะเกี่ยวกับการทำงานด้านการกำกับสถาบันการเงินแบบรวมกลุ่ม โดยเรื่องนี้ถือเป็นนโยบายที่ ธปท.เริ่มดำเนินการ แต่ในแง่กฎหมาย ทาง ธปท.ก็ยังไม่มีอำนาจอย่างเต็มรูปแบบเช่นกัน ถือเป็นข้อจำกัด ทางแก้ไขขณะนี้คือ การออกแนวนโยบายขอความร่วมมือกับสถาบันการเงินต่างๆ อย่างไรก็ตาม ผู้ประเมินก็ยังเห็นควรให้มีกฎหมายขึ้นมารองรับอย่างชัดเจน

3. กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบภาคการเงินของไทยที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยกู้ต่างประเทศ โดยดูจากลักษณะของภาคการเงิน ที่ปล่อยกู้ระหว่างประเทศ แม้จะมีสัดส่วน 2% ของสินเชื่อรวม แต่ถือว่ามีอัตราการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ฉะนั้น ในการดูแลความเสี่ยงนั้น คงจะเป็นประโยชน์ที่ทางการจะเข้าไปดูแล สาขาธนาคารพาณิชย์ไทยในต่างประเทศอย่างเข้มงวดขึ้นแทนที่จะไปดูเป็นครั้งคราว เพื่อให้การดูแลออกมาครอบคลุมครบถ้วน เรื่องนี้ถือเป็นข้อสังเกตที่ ธปท.กำลังพิจารณาอยู่ โดยเราคงออกไปตรวจสอบการทำงานของสาขาธนาคารพาณิชย์ ในต่างประเทศให้มากขึ้น

“โดยสรุปเราก็พอใจกับผลการประเมินเบื้องต้น แม้เรื่องของกฎหมายจะยังไม่ผ่าน แต่ส่วนใหญ่ด้านการทำงาน อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานสากลเต็มที่ หรือเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้ ผู้ประเมินจะมาอีกครั้งเดือนพฤษภาคม เพื่อวิเคราะห์สถาบันการเงินเพิ่มเติม และจะทำประเมินความพร้อมของระบบการเงินต่อความผันผวนปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ และการประเมินเกี่ยวกับการจัดวางระบบป้องกันการฟอกเงินที่ยังต้องดำเนินการด้วย โดยในเรื่องนี้ ธปท.ก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุนเต็มที่ จากนั้น ผู้ประเมินจะนำมาประเมินรวมกับผลการประเมินครั้งแรก และสรุปเป็นรายงานฉบับสมบูรณ์ คาดว่าจะเสร็จประมาณไตรมาสที่ 3 หรือเร็วที่สุดก็กลางปีนี้” ดร.บัณฑิต กล่าว

เขากล่าวด้วยว่า ในแง่กฎหมายที่ยังไม่เพียงพอรองรับการกำกับดูแลภาคการเงินต่างๆ ขณะนี้ ร่างกฎหมาย 3 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องก็อยู่ระหว่างดำเนินการ คิดว่า ผู้ประเมินก็ทราบดี และการที่เขายังไม่เห็นเป็นรูปเป็นร่างจริงจัง ก็ทำให้ต้องตั้งข้อสังเกต แต่ในแง่การทำงานเขาก็เข้าใจว่าต้องใช้เวลาและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณากฎหมาย ก็ทราบดีถึงความจำเป็นในการออกกฎหมาย

“ประโยชน์ของการประเมินครั้งนี้ จะทำให้นักลงทุนต่างประเทศได้รับทราบข้อมูลจากไอเอ็มเอฟ และเวิลด์แบงก์ที่เขาดูระบบ ว่ามีความเห็นอย่างไร เพื่อนำไปประเมินก่อนการลงทุน โดยเปรียบเทียบกับมาตรฐานสากล ทำให้ตลาดรับทราบเป็นกิจจะลักษณะ  และในส่วนของแบงก์ชาติเองก็จะได้รับประโยชน์ว่าเขามองระบบการเงินเราเป็นอย่างไร เพื่อนำไปปรับปรุงด้านการกำกับดูแล” ดร.บัณฑิตกล่าว