หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
อินเดียดูสดใสแต่มีเมฆบัง

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  มติชนรายวัน  วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10554

หนังสือยอดฮิตของโลกในปัจจุบัน "The World is Flat" โดย Thomas Friedman ระบุว่า ขณะนี้อินเดีย ก้าวล้ำหลายประเทศในโลก หลายอย่างดูสดใสไม่ว่าในด้านเศรษฐกิจหรือความสามารถในด้านเทคโนโลยี อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาให้ครบถ้วนแล้ว ก็จะเห็นว่าความสดสวยนั้นยังมีปัญหาอยู่มาก

โลกตื่นเต้นกับความสามารถในการรับงาน outsourcing หรือการจ้างไปผลิตบางส่วนของสินค้า หรือการจ้างเหมางานบริการ ของอินเดีย ในเฉพาะในด้าน IT ที่เมืองบังกะลอร์ นอกจากวิศวกรอินเดียรับจ้างเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ชั้นดีในราคาถูกแล้ว ยังมีบริษัทใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ไปตั้งเคียงข้างบริษัทท้องถิ่นที่คนอินเดียร่วมทุนกับต่างประเทศ และมีบริษัทของคนท้องถิ่น เป็นเจ้าของเองอยู่มากราย รับจ้างงานด้านบริการเกี่ยวกับ IT

ในประชากร 1,000 ล้านคน มีคนจบมหาวิทยาลัยปีละ 2.5 ล้านคน (ในจำนวนนี้จบวิศวกรรมศาสตร์ 350,000 คน จบ MBA 90,000 คน) วิศวกรชั้นยอดที่อยู่เมืองนี้ส่วนใหญ่จบจาก India Institute of Technology (สถาบันที่สอบเข้ายากที่สุดในโลก เพราะมีคนจบมัธยมปลายนับล้านคนต่อปี ที่ต้องการเข้าไปเรียนในสถาบันการศึกษาแห่งนี้ ที่มีที่นั่งจำกัดนับไม่กี่พันคนเท่านั้น)

คนอินเดีย 300,000 ล้านคน มีรายได้งดงามจากการทำหน้าที่พนักงาน ของ call center ที่รับคำบ่น ให้คำปรึกษา ตอบคำถามเกี่ยวกับการใช้สินค้า เสนอขายของ ติดตามการชำระเงิน จองร้านอาหาร ฯลฯ ตลอด 24 ชั่วโมง โดยคนอเมริกันที่โทรศัพท์เข้าไปส่วนใหญ่ไม่ตระหนักว่า คนต่างชาติที่รับโทรศัพท์และพยายามพูดอังกฤษสำเนียงอเมริกันนั้น อยู่ในอินเดีย

เศรษฐกิจของอินเดียขยายตัวอย่างรวดเร็วในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาอย่างน่าอัศจรรย์ใจ (ฝรั่งช่างขอดค่อนเคยเขียนว่า เมื่อก่อนหน้านี้คนอินเดียเลื่อมใส ในความเท่าเทียมกันมาก จนทนไม่ได้ที่เห็นบางคนรวย จึงพร้อมใจกันจน) หลังจากรัฐบาลปรับเปลี่ยนนโยบายเดิม ที่เน้น India for Indians มาเป็นเปิดกว้างทำการค้ากับต่างประเทศมากขึ้น และรับการลงทุนจากต่างประเทศ เศรษฐกิจอินเดียไปได้ดีมากจนหลายคนเชื่อว่ามีอนาคตสดใส และจะเป็นคู่แฝดสำคัญกับจีน ในการเป็นตัวผลักดันเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม ฝันที่ว่าคนอินเดียจะมีสภาพชีวิตที่ดีขึ้นมลายไป เมื่อพิจารณาข้อมูลบางตัวของอินเดีย จากรายงานของธนาคารโลกเมื่อเร็วๆ นี้

ถึงแม้เศรษฐกิจอินเดียดูจะก้าวหน้าไปมาก แต่ความยากจนของประชาชนก็ยังคงตอกหลักปักฐานอย่างมั่นคง ดังเช่นที่เป็นมานับพันปี ประชาชน 260 ล้านคน มีชีวิตอยู่รอดด้วยรายได้ต่ำกว่าวันละ 1 เหรียญสหรัฐต่อวัน เกือบครึ่งหนึ่งของเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ได้รับอาหารอย่างไม่เพียงพอ กว่าครึ่งหนึ่งของหญิงอินเดีย อ่านออกเขียนไม่ได้ ครึ่งหนึ่งของบ้านในอินเดียไม่มีไฟฟ้าใช้ ในรัฐหนึ่งที่ยากจนคือ Chhattisgarh ประชาชนกว่าร้อยละ 82 ไม่มีถนน ที่สามารถใช้เดินทางติดต่อถึงกันได้

รัฐบาลอินเดียไม่มีเงินที่จะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน งบประมาณของประเทศระหว่าง ค.ศ.2000 ถึง 2004 มีรายจ่าย มากกว่ารายรับ หรือขาดดุลโดยเฉลี่ยต่อปีสูงมาก ในประเทศกำลังพัฒนา จะมีก็แต่ตุรกีเท่านั้นที่มีตัวเลขขาดดุลสูงกว่า ที่สำคัญก็คือถึงแม้บางครั้งที่รัฐบาลพอมีเงินเจียดไปลงทุนบ้าง เงินเหล่านั้นก็หายหกตกหล่นไประหว่างทาง เป็นไอติมที่ถูกดูดไปมาก โดยพนักงานของรัฐ

เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ให้บริการภาคสาธารณะ เป็นปัญหาหนักอกของอินเดีย และดูจะเลวร้ายลงเป็นลำดับ จนมีความจำเป็นต้องยกเครื่อง ระบบการจัดสรรเงินงบประมาณให้แก่งานบริการ พร้อมทั้งปรับปรุงประสิทธิภาพ ในการให้บริการแก่ประชาชนครั้งใหญ่

อินเดียจัดสรรงบประมาณให้แก่ด้านสาธารณสุข เพียงร้อยละ 21 ของงบประมาณ ซึ่งถือได้ว่าต่ำมาก ในมาตรฐานของประเทศกำลังพัฒนา และจำนวนนี้ยังรั่วไหลเพราะคอร์รัปชั่นอีก จนทำให้สิ่งซึ่งเป็นพื้นฐานมากๆ เช่น การฉีดวัคซีนป้องกันโรคอย่างครบถ้วนให้แก่เด็กในช่วงปี 1999-2003 มีอัตราลดลงจากร้อยละ 52 เป็น 45

ในโรงเรียนของรัฐ การสำรวจครั้งหนึ่งพบว่าการไปตรวจเยี่ยมการสอนโดยไม่บอกล่วงหน้า พบครูที่รับเงินเดือนของรัฐ กำลังทำหน้าที่อยู่ในโรงเรียนต่ำกว่าร้อยละ 50 ส่วนบริการสาธารณูปโภค เช่น น้ำประปา ในเมืองใหญ่หลายเมือง น้ำก็ไหลเพียงวันละไม่กี่ชั่วโมง จนทำให้คนจนต้องไปเข้าคิวรองน้ำที่ปั๊มสาธารณะนับเป็นชั่วโมง (คนรวยมีปั๊มน้ำและถังเก็บน้ำสำรองแบบบ้านเรา)

ในรัฐที่ยากจน บริการสาธารณะยิ่งมีมาตรฐานต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับรัฐอื่นๆ ที่ได้ยกระดับคุณภาพของบริการไปบ้างตั้งแต่ปี 1999 ความสามารถในการให้บริการระหว่างรัฐแตกต่างเพิ่มมากขึ้นทุกที จนมีความหวาดหวั่นว่า อาจเป็นปัญหาสังคม และทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมมากยิ่งขึ้น

ถึงแม้ว่าการกระจายรายได้ของอินเดีย โดยเปรียบเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นจะมีระดับของความไม่ทัดเทียมที่ไม่สูงนัก แต่อินเดียมีความไม่เท่าเทียมกันที่สูงยิ่งในทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องอคติที่มีต่อลูกเพศหญิง

ในบริเวณพื้นที่ๆ มีคนฐานะดีอยู่มาก การเลือกเพศของลูกโดยใช้เทคโนโลยีช่วยไม่ว่าก่อนเกิดหรือโดยการทำแท้ง ทำให้สัดส่วนของเพศหญิงที่เกิดมา ต่ำกว่าเพศชายอย่างผิดธรรมชาติ (หญิงเป็นฝ่ายจ่ายสินสอดทองหมั้นเพื่อเลือกชาย พ่อแม่ลูกผู้หญิงที่ไม่อาจหาสามีให้ลูกสาวได้จะเสียหน้า นอกจากนี้ยังต้องการลูกชายไว้สืบสกุล) นอกจากนี้มีการพบว่า หญิงที่เกิดในต้นทศวรรษ 1990 มีความเป็นไปได้ที่จะเสียชีวิตระหว่างอายุ 1 ถึง 5 ปี สูงกว่าเพศชายถึงร้อยละ 40

ช่วงห่างของคนอินเดียนั้นกว้างมหาศาล ในขณะที่วิศวกรชั้นยอดของอินเดียอยู่ในระดับมาตรฐานโลก แต่เด็กจบชั้นประถมศึกษาจำนวนมากมาย ไม่สามารถบวกลบเลขได้

ไม่มีใครปฏิเสธความยิ่งใหญ่เศรษฐกิจอินเดียในอนาคต อินเดียจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างชัดมากขึ้นทุกที อย่างไรก็ดี กว่าที่เศรษฐกิจอินเดียที่ว่าสดใสนั้นจะก่อให้เกิดผลดีต่อประชาชนอย่างได้แท้จริงนั้น ต้องใช้ความจริงใจของผู้บริหาร เวลาและทรัพยากรอีกมากมายมหาศาล

อินเดียนั้นเป็นทั้ง Best of the World และ Worst of the World ในเวลาเดียวกันและช่วงห่างระหว่าง Best กับ Worst นั้นยิ่งมากขึ้นทุกที

การมองสิ่งหนึ่งในภาพรวมแต่เพียงมิติเดียวโดยไม่ได้พิจารณาลงไปถึงความจริงในรายละเอียดอาจทำให้เข้าใจบางอย่างผิดพลาดไปได้ ดังเช่นกรณีของอินเดีย

หน้า 6