|
||||||||||||||
|
FTA ไทย-สหรัฐ :
มีแต่เสียกับเสีย (1)
คอลัมน์ เดินคนละฟาก โดย กมล กมลตระกูล ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3867 (3067) เมื่อวันที่ 17-18 มกราคม 2550 ที่ผ่านมา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ได้ร่วมกันจัดสัมมนาในหัวข้อ "ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-สหรัฐ ผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน" ที่ โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ นักวิชาการ เช่น ดร.จักรกฤษณ์ ควรพจน์ ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ ดร.สุริชัย หวันแก้ว นายจอน อึ๊งภากรณ์ นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ และ ดร.ลาวัณย์ ถนัดศิลปกุล ที่มานำเสนอหัวข้อผลกระทบในด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมา ซึ่งจะมีผลผูกมัดประเทศ ผูกมัดประชาชนไปอีกชั่วนาตาปี และนำประเทศไปสู่การเป็นเมืองขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ โดยที่อธิปไตยและความเป็นเอกราชของชาติมีเหลืออยู่เพียงแค่เปลือกหรือชื่อเท่านั้น เอฟทีเอ หรือข้อตกลงเขตการค้าเสรีนั้นก็คือ การที่สองประเทศหรือมากกว่านั้น หรือทั้งภูมิภาคตกลงจัดตั้ง "เขตการค้า" เพื่อส่งเสริมการเปิดเสรีทางการค้า และการลงทุนระหว่างกัน โดยการลดภาษี หรือมาตรการที่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัว ของการค้า และการลงทุนระหว่างกัน ส่งเสริมให้เอกชนเข้ามามีบทบาทในวิสาหกิจต่างๆ มากขึ้น ลดบทบาทภาครัฐในการดำเนิน กิจการต่างๆ ลง แล้วเปิดกว้างให้ภาคธุรกิจเอกชนขนาดใหญ่เข้ามาแทนที่ พร้อมทั้งปรับปรุง ยกเลิกกฎหมาย กฎเกณฑ์ต่างๆ ตลอดจนปัจจัยอื่นๆ ที่เห็นว่าเป็นอุปสรรค ขัดขวางการค้า การลงทุนของต่างชาติให้ลดลง หรือขจัดให้หมดไป เอฟทีเอที่ลงนามกันระหว่างประเทศที่มีอำนาจต่อรองใกล้เคียงกันและมีเป้าหมายเพื่อก่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกัน และตอบแทนกันก็เป็นเรื่องที่ดี เอฟทีเอในระดับภูมิภาคเพื่อสร้างอำนาจต่อรองร่วมกันกับประเทศมหาอำนาจ ก็เป็นเรื่องที่ดีและควรจะทำ ในกรณีการทำข้อตกลง FTA ไทย-สหรัฐ สหรัฐได้ตั้งเงื่อนไขแกมบังคับว่า ต้องเจรจาครบทั้ง 23 หัวข้อ ไทยจะเลือกหรือขอยกเว้นไม่เจรจาบางหัวข้อที่เราไม่พร้อมไม่ได้ เช่น หัวข้อเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่สหรัฐยืนยัน การที่สหรัฐอเมริกาให้ความสำคัญและกระตือรือร้นมากในการทำเอฟทีเอเช่นนี้ ดร.จักรกฤษณ์ ควรพจน์ แห่งสาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชได้อธิบายว่า "เพราะสหรัฐอเมริกานั้นตระหนักดีว่าการเจรจาในเวทีองค์การการค้าโลกไม่มีความแน่นอน หลายประเด็นในการเจรจาได้แบ่งแยกประเทศสมาชิกออกเป็นฝักฝ่าย ยากที่จะหาทางประนีประนอมให้ได้ผลยุติ อีกทั้งประเด็นการเจรจาส่วนใหญ่ก็มิได้ตอบสนองต่อผลประโยชน์ของสหรัฐ ในทางตรงกันข้าม หากมีการเจรจาสำเร็จในหลายประเด็นกลับจะทำให้สหรัฐ เสียประโยชน์มากกว่า เช่น เรื่องการลดการอุดหนุนและเลิกทุ่มตลาดสินค้าเกษตร เรื่องมาตรการบังคับใช้สิทธิบัตรยา และการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เป็นต้น" ดังนั้นการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีทั้งในแบบทวิภาคี คือตัวต่อตัวหรือในแบบทั้งภูมิภาค จึงเป็นหนทางเดียว ที่สหรัฐจะสามารถใช้อิทธิพลผลักดันกติการะหว่างประเทศที่เอื้อต่อผลประโยชน์ของตัวเองได้ และยังได้ผลพวงที่สำคัญตามมาด้วย คือเป็นการสลายพลังของพันธมิตรกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ทั้งนี้ก็เพราะแต่ละประเทศต้องหันมาสนใจกับการเจรจาต่อรองตัวต่อตัวกับสหรัฐอเมริกาเป็นสำคัญ" ในการเจรจากับไทย สหรัฐยังตั้งเงื่อนไขไม่ให้เปิดเผยเอกสารข้อเรียกร้องของฝ่ายสหรัฐต่อสาธารณชน และให้กำหนดเรื่องการรักษาความลับในการเจรจาตามกฎหมายว่าด้วยการรักษาความลับของแต่ละฝ่าย ซึ่งคณะเจรจาของไทยได้พิจารณากำหนดเป็นชั้นลับตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณฯ จึงไม่สามารถเปิดเผยเอกสารข้อเรียกร้องของฝ่ายสหรัฐ ในขณะเดียวกันข้อตกลงในการเจรจานี้จะต้องผ่านการลงมติเห็นชอบโดยรัฐสภาอเมริกาก่อน จึงจะมีผลบังคับใช้ แต่ของไทยกลับเป็นตรงกันข้าม คือเมื่อลงนามแล้วมีผลบังคับเลย ทั้งๆ ที่ข้อตกลงหลายๆ หัวข้อ ไทยต้องแก้ไขกฎหมายให้สอด คล้อง หรือมีผลในการ "เปลี่ยนแปลงเขตอำนาจรัฐ" ซึ่งขัดกับมาตรา 224 ของรัฐธรรมนูญ 2540 สหรัฐเรียกร้องให้ใช้วิธีอนุญาโตตุลาการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับรัฐ และรัฐกับเอกชน คือเอกชนสหรัฐ สามารถฟ้องรัฐไทยได้ในศาลไทย หรือถ้าไม่พอใจ ก็สามารถเสนอให้อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศตัดสินแทน (ไทยเสียเขาพระวิหารไปก็เพราะไปยอมขึ้นศาลโลกซึ่งมีความลำเอียง) ไม่เพียงแค่นั้น สหรัฐต้องการให้ระบบนี้ใช้ในกรณีก่อนการเข้ามาลงทุนหรือเพียงแค่แสดงเจตนาว่าจะเข้ามาลงทุน แล้วหากอ้างว่าเกิดความเสียหาย หรือไม่ได้รับความสะดวก ก็อาจจะฟ้องอนญาโตตุลาการเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลไทยได้ สหรัฐเรียกร้องให้ไทยเปิดเสรีบัญชี 1 ใน พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ.2542 แต่สหรัฐกลับไม่เปิดเสรีให้แรงงานไทยไปทำงานในอเมริกา จึงเป็นการเรียกร้องที่เอาแต่ได้ และเป็นฝ่ายได้ข้างเดียว เพียงแค่ประเด็นเหล่านี้ ถ้ารัฐบาลไทยยอมลงนามก็เท่ากับการลงนามยอมรับการเป็นเมืองขึ้นของสหรัฐโดยปริยาย อันที่จริงประเทศไทยเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก ซึ่งต้องดำเนินนโยบายการค้าเสรี ตามกรอบกติกาขององค์การการค้าโลกอยู่แล้ว การทำข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศมหาอำนาจซึ่งมีอำนาจต่อรองสูงกว่านั้น มีแต่ประเทศไทยจะเสียเปรียบ สิ่งที่ได้มา เช่น เรื่องร้านอาหารไทย เรื่องนวดแผนโบราณ เรื่องสปา กับสิ่งที่จะต้องแลกนั้นไม่คุ้มค่าอย่างยิ่ง เสมือนกับการเอาทองคำไปแลกเกลือ เช่น ประเด็นข้างต้นในเรื่องการเปิดตลาดผลไม้ซึ่งมีมูลค่าจิ๊บจ๊อย เพื่อแลกกับสูญเสียอำนาจตุลาการ และการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐในเรื่องการคุ้มครองการลงทุน ประเด็นการคุ้มครองการลงทุน ในเรื่องการคุ้มครองการลงทุน ประเทศไทยควรจะศึกษาบทเรียนข้อตกลงนาฟต้า หรือข้อตกลงเขตการค้าเสรี ของทวีปอเมริกาเหนือ ระหว่างสหรัฐ เม็กซิโก และแคนาดา ซึ่งตีความการคุ้มครองการลงทุน หมายถึง การห้ามการยึดหรือริบกิจการโดยรัฐทั้งทางตรงและทางอ้อม การยึดหรือริบกิจการโดยรัฐทางตรงนั้นสูญพันธุ์ไปจากโลกนานแล้ว ประเด็นที่เหลืออยู่คือ การริบหรือยึดกิจการโดยรัฐทางอ้อม (indirect expropriation) ในสัญญานาฟต้าได้เปิดช่องให้ตีความได้อย่างกว้างขวาง เป็นการลิดรอนจำกัดอำนาจของรัฐไม่ให้ปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ของสาธารณะ เช่น การห้ามการลงทุนในพื้นที่อนุรักษ์ เขตป่าสงวน หรืออุทยานแห่งชาติ หรือในเขตที่ชุมชนคัดค้าน ก็อาจจะเข้าข่ายการริบหรือยึดกิจการโดยรัฐทางอ้อม การปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ของสาธารณะสามารถถูกตีความได้ว่า เป็นการริบหรือยึดกิจการโดยรัฐทางอ้อม ซึ่งเอกชนสามารถฟ้องร้องอนุญาโตตุลาการเพื่อเรียกร้องความเสียหายได้อย่างไม่จำกัดจากรัฐได้ เช่น การประเมินความสูญเสียรายได้ในอนาคตข้างหน้า 50-100 ปี แล้วคิดเป็นมูลค่าความเสียหายที่รัฐต้องชดใช้ ประเทศไทยอาจจะถูกฟ้องล้มละลายเอาได้ง่ายๆ อย่าได้ประมาทเชียวล่ะ นอกจากนี้ในมาตรา 5.4 ของเอฟทีเอในด้านการลงทุนยังกำหนดว่า "ไทยต้องรับผิดชอบในความสูญหาย เสียหายใดๆ แม้ว่าจะเกิดขึ้นจากเหตุสุดวิสัย เช่น สงครามกลางเมือง การจลาจล รัฐบาลไทยก็ต้องรับผิดชอบโดยไม่มีข้อยกเว้น" นอกจากนี้แม้กระทั่งความตั้งใจ หรือการมีแผนจะเข้ามาลงทุน (pre-establishment) ก็ตีความว่า เป็นการลงทุนแล้ว ถ้าหากว่าถูกกีดกันก็สามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐได้ เช่นเดียวกัน ในเรื่องการเวนคืนเพื่อประโยชน์ของสาธารณะ มาตรา 6.2b ของการเจรจาก็ระบุว่า "การชดเชยต้องกระทำการโดยทันที ไม่ล่าช้า และก่อนการเวนคืนในวันนั้น ในราคาตลาดตามมูลค่าของทรัพย์ที่ถูกเวนคืนนั้น โดยห้ามเปลี่ยนแปลงมูลค่าใดๆ และการชดเชยต้องสามารถนำเงินส่งออกนอกประเทศได้โดยเสรี ต้องชดเชยพร้อมดอกกเบี้ยในอัตราที่เหมาะสม ด้านทรัพย์สินทางปัญญา ในด้านทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งนางบาร์บารา ไวเซล ผู้แทนเจรจาของสหรัฐ ยืนยันอย่างเด็ดขาดว่า ประเด็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาจะเอาออกจากการเจรจาไม่ได้นั้น ถ้าหากว่าประเทศไทยยอมรับ ไม่ยอมเอาประเด็นนี้ออกจากการเจรจา ผลเสียหายที่จะตามมาต่อผลประโยชน์ของประเทศ ต่อ เกษตรกร และผู้ป่วยจะมีอย่างมหาศาลและต้องกลายเป็นลูกไล่ตลอดกาล โดยที่สหรัฐเรียกร้องดังนี้ 1.ให้ขยายการคุ้มครองลิขสิทธิ์จากปัจจุบัน 50 ปี หลังจากเจ้าของผลงานเสียชีวิต เป็น 70 ปี 2.ให้ขยายการคุ้มครองสิทธิบัตรให้ครอบคลุมสิ่งมีชีวิตทุกประเภท ทั้งพืช สัตว์ และจุลินทรีย์ 3.ให้ประเทศคู่เจรจาเข้าภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV 1991) 4.การคุ้มครองเครื่องหมายการค้าให้รวมถึงสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น กลิ่น สี เสียง 5.ให้เข้าร่วมในสนธิสัญญาว่าด้วยความร่วมมือทางสิทธิบัตร (Patent Co-operation Treaty : PCT) ซึ่งกำหนดให้หน่วยงานสิทธิบัตรของประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นผู้รับคำขอจดสิทธิบัตร ตรวจสอบ และอนุมัติ โดยมีผลบังคับในประเทศที่กำลัง พัฒนาได้เลย ไม่ต้องมาขอจดใหม่อีกครั้งหนึ่ง รายละเอียดของข้อตกลงนี้ยังมีอีกมากมาย แต่เฉพาะ 5 ข้อนี้ ประเทศกำลังพัฒนาก็ต้องเป็นลูกไล่ จ่ายค่าหัวคิวไปแทบจะตลอดชาติแล้ว เพราะว่าร้อยละ 97 ของเจ้าของสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า และลิขสิทธิ์ ล้วนคือประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังมีข้อมัดมือชกในมาตรา 5 กำหนดให้ไทยต้องรับผิดชอบทุกประการ หากไม่คุ้มครอง หรือคุ้มครองบกพร่อง หรือไม่มีประสิทธิภาพในการใช้กฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และอาจจะต้องชดเชยเช่นเดียวกับเรื่องการเวนคืน หรือการยึดทรัพย์ ต่อไปรถแท็กซี่ที่นำมาบริการหากินหารายได้ก็ต้องจ่ายค่า "ลิขสิทธิ์" การออกแบบรถ และค่าสิทธิบัตรของเครื่องยนต์ เช่นเดียวกับซีดีเพลงและซอฟต์แวร์ที่อ้างว่าห้ามนำสินค้าไปทำให้เกิดรายได้ ต่อไปเอาเสื้อแบรนด์เนมให้น้องขอยืมใส่ ก็ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ เหมือนกับการก๊อบปี้ซอฟต์แวร์ใส่อีกเครื่องหนึ่งในบ้าน ปัญหาเรื่องทรัพย์สินทางปัญญามิใช่อยู่ที่จ่ายหรือไม่จ่าย คุ้มครองหรือไม่คุ้มครอง แต่ประเด็นที่แท้คือ "ความยุติธรรม และเงื่อนไขที่เหมาะสมเป็นธรรม ไม่ผูกขาดค้ากำไรเกินควร" ประเด็นการคุ้มครองลิขสิทธิ์จาก 50 ปีหลังเจ้าของผลงานเสียชีวิต ก็ถือว่านานเกินไปแล้ว แต่ยังขยายเป็น 70 ปีอีก ซึ่งเป็นการผูกขาดความรู้ กีดกันการถ่ายเทวิทยาการ และวัฒนธรรม ทำให้เกิดการผูกขาดการค้าและการค้ากำไรเกินควร ทำให้เกิดช่องว่างและความแตกต่างในโลก ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจ และสงครามในที่สุด หน้า 41 FTA ไทย-สหรัฐ : มีแต่เสียกับเสีย (จบ) คอลัมน์ เดินคนละฟาก โดย กมล กมลตระกูล ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 05 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3868 (3068) สหรัฐไม่ได้เปิดตลาดแรงงานแก่ไทย แต่คนอเมริกันเข้าไทยได้อย่างเสรี โดยเฉพาะเมื่อเข้ามาลงทุน การลงนาม FTA กับสหรัฐจึงเป็นการได้ประโยชน์ฝ่ายเดียว ในด้านการใช้กฎแหล่งกำเนิดสินค้า (rules of origin) ทำให้ไทยเสียเปรียบ เพราะสินค้าส่งออกของไทยที่ส่งไปสหรัฐ เช่น ปลาทูน่า กระป๋อง ปลาหมึกกระป๋อง สิ่งทอ ล้วนใช้วัตถดิบนำเข้า จึงไม่ได้ประโยชน์จากข้อตกลง FTA นี้ สหรัฐยังมีมาตรการอื่นๆ ในการปกป้องการค้าของตน เช่น มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tariff Barrier-NBTs) มาตรการบังคับข้างเดียว (Unilateral Measures) มาตรการสุขอนามัย (SPS) มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping Measures) ประเด็นเรื่องการใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี โดยเฉพาะในกรณีมาตรการด้านสุขอนามัย และสุขอนามัยพืช ซึ่งในรายงานการศึกษาของที่สัมมนา ได้ระบุถึงปัญหาการที่สินค้าส่งออก ผัก ผลไม้ และอาหารทะเลของไทย ถูกสหรัฐกักถึง 1,340 ครั้งในปี 2001 ทำให้ปัญหาความยากจนในภาคเกษตรอย่างรุนแรง จากการใช้มาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Sanitary and Phytosanitary Measures : SPS) เรื่องสิทธิบัตรยา สหรัฐเรียกร้องให้ไทยให้สิทธิบัตรวิธีการวินิจฉัยโรค การรักษาผู้ป่วย และการผ่าตัด ซึ่งประเด็นเหล่านี้ ไม่เคยมีประเทศไหนยอมให้มีการจดสิทธิบัตรนี้ แต่สหรัฐเห็นว่าประเทศไทยเป็น "ลูกไล่" และข้าราชการไทย ขาดจิตสำนึกรักชาติจึงได้บีบมา หากว่าไทยยอม นอกจากค่ายาจะแพงแล้วคนป่วยยังต้องมาจ่ายค่าวิธีการวินิจฉัยโรค ค่าเทคนิกการผ่าตัดอีก สหรัฐเรียกร้องไม่ให้มีการคัดค้านคำขอรับสิทธิบัตรก่อนการออกสิทธิบัตร นั่นคือ การไม่ยอมให้มีการตรวจสอบจากสาธารณะ ก่อนการออกสิทธิบัตร หากจดไม่ได้หรือมีการเพิกถอนทีหลัง ก็ได้ผูกขาดไปแล้วหลายปี และคนป่วยก็ต้องจ่ายค่ายาแพงไปล่วงหน้า จำกัดการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิผลิตยาเองในกรณีฉุกเฉิน ผูกขาดข้อมูลยาใหม่อีก 5 ปี ในเรื่องสิทธิบัตรยาก็ต้องการให้ขยายเวลาการคุ้มครองออกไปอีก 5 ปี จาก 20 ปีในกรณีที่การขอจดได้รับอนุมัติช้า นอกจากนี้ยังไม่มีบทลงโทษการนำสูตรยาเก่ามาผสมแล้วจดเป็นยาใหม่ โดยไม่ได้วิจัยค้นคว้าขึ้นใหม่ ก็จะได้รับการคุ้มครองต่ออีก 20 ปี ทำให้เกิดการผูกขาดยา และราคายาแพงไปตลอด และทำให้ประเทศกำลังพัฒนาไม่สามารถพึ่งตนเองได้ สหรัฐเรียกร้องให้มีมาตรการป้องกันมิให้มีการขึ้นทะเบียนตำรับยาที่มีการละเมิดสิทธิบัตร และต้องแจ้งให้เจ้าของสิทธิบัตร ทราบถึงการขึ้นทะเบียนตำรับยานั้น ผลของข้อเรียกร้องนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ต้องกลายมาทำหน้าที่เป็นตำรวจเฝ้ารักษาผลประโยชน์ของบริษัทยาของสหรัฐโดยใช้เงินเดือนจากภาษีอากรของประชาชนไทย เช่นเดียวกับบทบาทของกรมทรัพย์สินทางปัญญา (บางคนเปลี่ยนชื่อเป็นกรมขายชาติ) และตำรวจ หาก อย.ละเลยหรือปล่อยให้มีการหลงหูหลงตาปล่อยให้มีการจดทะเบียนซ้ำ ก็อาจจะถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ หากไทยลงนามในข้อตกลงนี้ รองศาสตรา จารย์ จิราพร ลิ้มปานานนท์ ระบุว่า ประเทศไทยต้องจ่ายค่ายาเพิ่มขึ้นปีละ 2 หมื่นล้านบาท (ครึ่งหนึ่งของรายได้การส่งออกข้าวในแต่ละปี) หรือ 4 แสนล้านบาทตลอดระยะเวลา 20 ปีข้างหน้า รองศาสตราจารย์ จิราพร ลิ้มปานานนท์ ระบุอีกว่า ร้อยละ 72.22 ของการจดสิทธิบัตรยาใหม่ เป็นการเอาสูตรตำรับยาเก่าที่หมดอายุสิทธิบัตรแล้ว มาผสมใหม่ เช่น การทำให้ยาแรงขึ้น หรือกินปริมาณน้อยลง มิใช่นวัตรกรรมใหม่ ดังนั้นจึงเป็นการขยายเวลาการผูกขาดขายยาราคาแพง และกีดกันมิให้มีการผลิตยา ที่หมดสิทธิบัตรในราคาถูก ออกมาช่วยชีวิตคน อันเป็นการละเมิดสิทธิผู้ป่วยและสิทธิมนุษยชน สหรัฐเรียกร้องให้คุ้มครองสิทธิบัตรให้ครอบคลุมสิ่งมีชีวิตทุกประเภท ทั้งพืช สัตว์ และจุลินทรีย์ โดยไม่ต้องมีการระบุถึงแหล่งที่มาของพันธุ์พืช และจุลินทรีย์ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในป่าเขตร้อนในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งประเทศเจ้าของแหล่งที่มาควรจะต้องได้รับส่วนแบ่งจากค่าสิทธิบัตรอย่างเท่าเทียมกับผู้จดสิทธิบัตรนั้นด้วยเสมอไป มิฉะนั้นก็จะเกิดการปล้น หรือขโมยพันธุกรรม หรือพันธุ์พืช เช่น กรณีข้าวหอมมะลิ เปล้าน้อย กวาวเครือ และจุลินทรีย์ อีกหลายพันชนิดที่ถูกขโมยไปแล้ว เนื่องจากประเทศที่พัฒนาแล้วมีอากาศหนาว จึงขาดแคลนความหลากหลายทางพันธุ์พืช จึงต้องการใช้พันธุ์พืชพื้นเมือง จากประเทศอื่นมาพัฒนาโดยไม่ต้องจ่ายเงิน จึงเขียนอนุสัญญาพันธุ์พืชใหม่ (UPOV 1991) ขึ้นมาและบีบบังคับให้ประเทศอื่นๆ ลงนามรับรอง หากประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV 1991) ก็จะต้องแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งคุ้มครองพันธุ์พืชพื้นเมืองของไทย และของชุมชน เพราะว่า UPOV 1991 คุ้มครองเฉพาะพันธุ์พืชใหม่ที่พัฒนาขึ้นมา แต่ไม่คุ้มครองพันธุ์พืชพื้นเมือง ถ้าตีความกันแบบชาวบ้านก็คือ การอนุญาตให้ปล้นหรือขโมยพันธุ์พื้นเมืองได้อย่างชอบธรรม อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ UPOV 1991 คืออนุญาตให้ "ปล้น" ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย หากประเทศไทยเดินหน้าก็ต้องแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการกำกับดูแล การเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์จากการใช้ความหลากหลายทางชีวภาพที่เรามีอยู่อย่างไม่เป็นธรรม ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิของเกษตรกร ซึ่งเป็นผู้ปรับปรุงพันธุ์ หรือค้นพบพันธุ์ เนื่องจากร่างข้อเรียกร้องของสหรัฐ ไม่มีข้อกำหนดพิจารณาถึงแหล่งที่มาของพันธุกรรมที่ใช้เป็นฐานในการปรับปรุงประดิษฐ์ ไม่มีเงื่อนไขในเรื่องการแบ่งปันกันใช้ประโยชน์หรือผลประโยชน์ระหว่างผู้ประดิษฐ์กับเกษตรกร ชุมชน หรือประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิด นอกจากนี้ยังมีข้อห้ามไม่ให้เกษตรกรเก็บพันธุ์พืชที่ได้รับการคุ้มครองไว้ใช้ในฤดูเพาะปลูกต่อไป รวมทั้งห้ามการแลกเปลี่ยนเพื่อการคัดเลือกปรับปรุงพันธุ์อันเป็นจารีตของท้องถิ่น การคุ้มครองเครื่องหมายการค้า ประเด็นการคุ้มครองเครื่องหมายการค้าให้รวมถึงสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น กลิ่น สี เสียง ซึ่งต่อไปการหายใจเอาออกซิเจน ก็ต้องจ่ายค่าสิทธิบัตรเพราะว่าฝรั่งเป็นผู้ค้นพบสูตร เอช 2 โอ ทุกวันนี้ซีดีเพลงต่างๆ ที่นำไปเปิดทางวิทยุ หรือ ตามตู้คาราโอเกะก็ต้องจ่ายเงิน ทั้งๆ ที่ค่าลิขสิทธิ์ก็ได้บวกอยู่ในแผ่นแล้ว เรื่องซอฟต์แวร์ ก็เช่นเดียวกัน กล่าวโดยสรุป การลงทุนของต่างประเทศ สิ่งที่ประเทศไทยได้คือแรงงาน "ขันนอต" แรงงาน "เชื่อมตะกั่ว" แรงงาน "เชือดและห่อไก่" และ แรงงาน "หนูถีบจักร" ที่รายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่ายในแต่ละเดือน ทำงานจบเดือน ก็ยังต้องกู้เงินมาเพื่อเสริมค่าใช้จ่ายที่ค่าแรงไม่พอใช้ การเปิดเสรีการลงทุนอย่างล่อนจ้อนๆ ห้ามไม่ให้มีเงื่อนไขควบคุมจะก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม และฐานทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ป่าชายเลนถูกทำลาย และกระทบถึงความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำและอาชีพประมง การเปิดเสรีการลงทุนอย่างล่อนจ้อนห้ามไม่ให้มีเงื่อนไขควบคุม จะทำให้สูญเสียพื้นที่ทางเกษตร ต่อการเข้ามาลงทุนของอุตสาหกรรม ซึ่งจะมีผลทบต่อความมั่นคงทางด้านอาหารของประเทศ เหมือนกับประเทศเม็กซิโก การเปิดเสรีการลงทุนอย่างล่อนจ้อนจ้อนห้ามไม่ให้มีเงื่อนไขในกรณีการทำเหมือง นั้นต้องเจาะทำลายภูเขาเป็นลูกๆ เพียงเพื่อสะกัดเอาแร่จำนวนเล็กน้อย ในกรณีของเหมืองทองคำต้องใช้ ไซยาไนต์อันเป็นสารพิษสกัด และไหลลงแม่น้ำลำคลอง เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์ โดยที่รัฐได้ค่าภาคหลวงเพียงร้อยละ 2 ของมูลค่าเท่านั้น การปล่อยให้มีการตั้งโรงงานกำจัดขยะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ก็จะทำให้พื้นดินอันอุดมสมบูรณ์ ถูกแปรเป็นผืนดินที่อุดมด้วยสารพิษไว้ให้ลูกหลานรับกรรมต่อ ประเด็นต่างๆ ที่ไม่เป็นธรรมข้างต้น ประเทศไทยไม่ได้ประโยชน์ หรือได้ไม่คุ้มเสีย แต่อาจจะมีกลุ่มธุรกิจบางกลุ่มจำนวนไม่กี่ราย ที่ได้ประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับสหรัฐที่กำลังเจรจากันอยู่ ความหวังที่จะให้คนไทยไปเปิดร้านอาหาร เปิดสปา เปิดนวดแผนไทย นั้นผลประโยชน์จิ๊บจ๊อยมาก และไม่มีข้อห้ามอยู่แล้ว แต่ในภาพรวมของผลประโยชน์ของชาติของแผ่นดิน ของประชาชนส่วนใหญ่แล้ว ได้ไม่คุ้มเสีย และไม่มีความจำเป็นต้องเจรจาต่อในขณะนี้ รัฐบาลควรจะยกเลิกการเจรจา หรือยืดกรอบเวลาออกไปก่อนสัก 10 ปีรอให้ประเทศไทยมีความพร้อมมากกว่านี้ ในขณะนี้เราเป็นสมาชิกองค์การค้าโลก และเปิดเสรีมากพอแล้ว ถ้าเปิดมากไปกว่านี้ ประเทศก็จะไม่มีอะไรเหลือ คนทั้งชาติต้องทำงานมาจ่าย "ส่วย" ที่ถูกต้องตามกฎกติกาของการค้าเสรีในรูปของ ค่าลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า แฟรนไชส์ ภาคประชาสังคมก็ต้องร่วมกันคัดค้านและกดดันไม่ให้มีการเจรจาเอฟทีเอกับสหรัฐต่อไป รวมทั้งเรียกร้องให้เปิดเผยรายละเอียดทุกข้อ และให้มีการลงประชามติ ก่อนจะลงนามเพื่อให้เกิดความยั่งยืนของประเทศ เพราะว่าประเทศไทยเป็นประเทศเอกราช มีศักดิ์ศรี ไม่ใช่เมืองขึ้นของสหรัฐอเมริกา หน้า 42 จดหมายชี้แจงจาก กรมทรัพย์สินทางปัญญา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3871 (3071) นายบุญนริศร์ สุวรรณพูล รองอธิบดีปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ทำหนังสือชี้แจงเกี่ยวกับบทความเรื่อง FTA ไทย-สหรัฐ : มีแต่เสียกับเสีย (จบ) ในคอลัมน์เดินคนละฟาก เขียนโดย นายกมล กมลตระกูล ออกตีพิมพ์เผยแพร่ ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับที่ 3868 วันที่ 5-7 เดือนกุมภาพันธ์ 2550 หน้าที่ 42 โดยกล่าวพาดพิงถึงกรมทรัพย์สินทางปัญญาด้วยถ้อยคำที่รุนแรงว่า "...เช่นเดียวกับบทบาทของกรมทรัพย์สินทางปัญญา (บางคนเปลี่ยนชื่อเป็นกรมขายชาติ)..." กรมทรัพย์สินทางปัญญาเห็นว่าการใช้ข้อความดังกล่าวไม่เหมาะสมในการนำออกเผยแพร่สู่สาธารณชน เพราะจะทำให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งเป็นหน่วยงานของทางราชการที่มีหน้าที่สร้างประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศชาติ ต้องถูกผู้อ่านบทความดังกล่าวเข้าใจผิดจนทำให้เสียภาพลักษณ์และตกเป็นจำเลยของสังคม อนึ่ง กรมทรัพย์สินทางปัญญาขอเรียนว่า เนื้อหาของบทความดังกล่าวยังขาดข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเกี่ยวกับ FTA และกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาอยู่เป็นอันมาก ทำให้เกิดความผิดพลาดคลาดเคลื่อนในข้อมูลที่ได้นำเสนอ และอาจทำให้สาธารณชนเข้าใจสับสนหลงผิด เพราะผู้เขียนยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว และเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงต่อสาธารณชน กรมทรัพย์สินทางปัญญามีความยินดีขอเรียนเชิญท่านผู้เขียน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าพบเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในเรื่องดังกล่าว ของกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อรับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง อันจะนำไปสู่การนำเสนอข้อมูลอย่างครบถ้วนถูกต้องและเป็นธรรมต่อไปนายบุญนริศร์ สุวรรณพูล รองอธิบดีปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ทำหนังสือชี้แจงเกี่ยวกับบทความเรื่อง FTA ไทย-สหรัฐ : มีแต่เสียกับเสีย (จบ) ในคอลัมน์เดินคนละฟาก เขียนโดย นายกมล กมลตระกูล ออกตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับที่ 3868 วันที่ 5-7 เดือนกุมภาพันธ์ 2550 หน้าที่ 42 โดยกล่าวพาดพิงถึงกรมทรัพย์สินทางปัญญาด้วยถ้อยคำที่รุนแรงว่า "...เช่นเดียวกับบทบาทของกรมทรัพย์สินทางปัญญา (บางคนเปลี่ยนชื่อเป็นกรมขายชาติ)..." กรมทรัพย์สินทางปัญญาเห็นว่าการใช้ข้อความดังกล่าวไม่เหมาะสมในการนำออกเผยแพร่สู่สาธารณชน เพราะจะทำให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งเป็นหน่วยงานของทางราชการที่มีหน้าที่สร้างประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศชาติ ต้องถูกผู้อ่านบทความดังกล่าวเข้าใจผิดจนทำให้เสียภาพลักษณ์และตกเป็นจำเลยของสังคม อนึ่ง กรมทรัพย์สินทางปัญญาขอเรียนว่า เนื้อหาของบทความดังกล่าวยังขาดข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเกี่ยวกับ FTA และกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาอยู่เป็นอันมาก ทำให้เกิดความผิดพลาดคลาดเคลื่อนในข้อมูลที่ได้นำเสนอ และอาจทำให้สาธารณชนเข้าใจสับสนหลงผิด เพราะผู้เขียนยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว และเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงต่อสาธารณชน กรมทรัพย์สินทางปัญญามีความยินดีขอเรียนเชิญท่านผู้เขียน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าพบเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในเรื่องดังกล่าว ของกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อรับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง อันจะนำไปสู่การนำเสนอข้อมูลอย่างครบถ้วนถูกต้องและเป็นธรรมต่อไป หน้า 50
|