|
||||||||||||||
|
การพึ่งพาต่างประเทศกับเศรษฐกิจพอเพียง
มองมุมบ้านสามย่าน : ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 1. มิติของการพึ่งพาต่างประเทศ นับตั้งแต่ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ต่อต้านคอมมิวนิสต์ ของมหาอำนาจสหรัฐอเมริกา เศรษฐกิจและการเมืองไทย ก็ถูกกำหนดให้ก้าวไปบนวิถีของสองยุทธศาสตร์หลัก คือยุทธศาสตร์การใช้อำนาจเผด็จการต่อต้านคอมมิวนิสต์ และยุทธศาสตร์การสร้างป้อมปราการทุนนิยม เพื่อสกัดกั้น "สังคมนิยม" ยุทธศาสตร์การใช้อำนาจเผด็จการต่อต้านคอมมิวนิสต์ ปรากฏชัดเจนในประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2501) ที่ประกาศว่า "...ลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นภัยยิ่งใหญ่ เป็นที่ประจักษ์แจ้งอยู่ทั่วไปในเรื่องความแทรกซึมของลัทธิคอมมิวนิสต์..." แล้วจอมพลสฤษดิ์ก็ใช้อำนาจเผด็จการและกฎอัยการศึกจัดการกับทุกผู้ทุกนาม ทุกกลุ่มบุคคล ที่ถูกรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ตั้งข้อหาคอมมิวนิสต์ สมประสงค์และเจตจำนงของมหาอำนาจสหรัฐอเมริกา ที่สนับสนุนรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์อย่างเต็มที่ และด้วยประการฉะนี้ สหรัฐอเมริกาก็ได้สร้างอิทธิพลครอบงำประเทศไทยในทุกมิติ ในฐานะแกนนำของโลกในการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่ลำพังการใช้อำนาจเผด็จการยังไม่เพียงพอ ยังจะต้องใช้ ยุทธศาสตร์ป้อมปราการทุนนิยมสกัดกั้นคอมมิวนิสต์ ด้วย โดยการเร่งรัดระบบทุนนิยมและปลูกฝังความคิด ผลประโยชน์เชิงทุนนิยมให้แผ่ซ่านอยู่ในความรู้สึกของประชาชนชาวไทย ให้ยึดมั่นในผลประโยชน์เชิงวัตถุ กำไร และความเติบใหญ่ทางธุรกิจ และจิตสำนึกบริโภคนิยม ผ่านระบบการศึกษา การบริหารราชการ และการลงทุนทางธุรกิจ โดยจะเห็นได้ชัดเจนจากคำประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2504-2509) ที่ว่า "การเพิ่มผลผลิตในประเทศไทย จะทำได้อย่างมีผลดีก็โดยความพยายามของฝ่ายเอกชน ทั้งนี้โดยฝ่ายรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุน และส่งเสริม แทนที่ฝ่ายรัฐบาลจะเป็นฝ่ายทำเสียเอง ... การส่งเสริมให้มีความเจริญเติบโตภาคเอกชน โดยรัฐบาลทุ่มเททรัพยากรของรัฐบาลเข้าไปในโครงการ..." แล้วก็สร้างความสับสนในระบบประชาธิปไตย โดยประกาศในประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ว่า "...นำเอาหลักนิยมในระบอบประชาธิปไตย มาปรับปรุงให้เหมาะสมกับความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทย..." พร้อมๆ กับการประกาศยกเลิก "สหภาพแรงงาน" ควบคุมมิให้คนงานต่อรองกับนายจ้าง นี่คือหลักนิยมในระบอบประชาธิปไตยของสฤษดิ์ ที่ประชาชนถูกจำกัดสิทธิและเสรีภาพ ภายใต้อำนาจเผด็จการ เพื่อการต่อต้านคอมมิวนิสต์ และเพื่อใช้อำนาจเผด็จการสะสมทุนให้แก่ธุรกิจเอกชน จากนั้นเป็นต้นมา เป็นการเปิดทางให้ทั้งทุนต่างด้าวและทุนไทยเจริญงอกงาม ภายใต้กระถางเผด็จการ ที่รัฐบาลเผด็จการคอยรดน้ำใส่ปุ๋ย จากนั้นกระถางก็เล็กเกินไป ไม่สามารถรองรับความเติบใหญ่ของมันได้ "ทุน" มันจึงเรียกร้องความเสรี อยากออกนอกกระถาง เพื่อจะได้เติบโตบนแผ่นดินไทยที่กว้างใหญ่ เมื่อลงสู่แผ่นดินอย่างเสรี มันก็ได้หยั่งรากฝังลึก แตกกิ่งก้านสาขา ใหญ่โตมโหฬาร ครอบคลุมแผ่นดินไทย แต่ "ทุน" ที่เติบใหญ่ในแผ่นดินไทยนั้น มีลักษณะเฉพาะสองประการ ประการแรก ทุนใหญ่ๆ มักจะเป็นทุนต่างด้าว หรือเป็นทุนที่ร่วมมือกับต่างด้าว ประการที่สอง ทุนใหญ่ๆ ทุกประเภท มักจะต้องอาศัยน้ำและปุ๋ยจากต่างประเทศ ในรูปของการพึ่งการนำเข้า พึ่งการส่งออก ดังนั้น เฉพาะมูลค่าการนำเข้า-การส่งออกในระบบเศรษฐกิจไทยก็สูงพอๆ กับมูลค่า GDP สินค้าส่งออกหลักของประเทศอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย ที่ส่วนใหญ่พึ่งพาตลาดส่งออกนอกประเทศ ยังต้องพึ่งการนำเข้าถึงร้อยละ 90 ส่งออก 100 บาท ได้มูลค่าเป็นของไทยจริงๆ แค่ 10 บาทเท่านั้น นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยก็ยังต้องพึ่งการลงทุนจากต่างชาติ พึ่งการท่องเที่ยวจากต่างชาติ พึ่งเงินกู้ต่างชาติ พึ่งเทคโนโลยีต่างชาติ พึ่งยี่ห้อต่างชาติ พึ่งที่ปรึกษาต่างชาติ พึ่งล็อบบี้ยิสต์ต่างชาติ อยู่ภายใต้อิทธิพลของต่างชาติ เพราะฉะนั้น เมื่อต่างชาติโวยวายกดดันอะไร พวกพึ่งต่างชาติในไทยก็จะโวยวายตาม จะเป็นจะตายเอาให้ได้ โดยบางครั้งก็ไม่ได้คำนึงว่า คนไทยส่วนใหญ่จะได้จะเสียอย่างไร ผลประโยชน์ของต่างชาติสอดคล้องกับผลประโยชน์ของคนไทยส่วนใหญ่หรือไม่ ลองพิจารณาดู นี่มันเป็นการ "มากเกินไปหรือเปล่า?" 2. มิติของเศรษฐกิจพอเพียง ความพอเพียงตามทฤษฎีคือ ความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล และการมีภูมิคุ้มกันตนเอง พึ่งตนเองได้ แต่สามประการนี้จะเกิดผลเป็นจริงได้ ต้องมีความรู้และคุณธรรมเป็นสิ่งกำกับ จากคำถามข้างบนที่ว่า "มันมากเกินไปหรือเปล่า?" ซึ่งหมายถึงว่า ประเทศไทยพึ่งพาต่างประเทศมากเกินไปหรือเปล่า การมากเกินไปก็แปลว่า เกินพอประมาณ ไม่มีมัตตัญฺญุตา ไม่รู้ว่าความพอประมาณอยู่ตรงไหน และถ้ามันมากเกินไปก็แปลว่า เมื่อใดก็ตามไม่ได้พึ่งต่างชาติ เราก็อยู่ไม่ได้ ถ้าต่างชาติโวยวาย สร้างอิทธิพลกดดัน เราก็ต้องคล้อยตามเขาไป ยอมเขาไป โดยไม่สามารถรักษาประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ไว้ได้ ต้องทำไปตามผลประโยชน์ของคนส่วนน้อยแต่มีอิทธิพลมาก คนกลุ่มนี้ก็คือ ต่างชาติและผู้ที่ร่วมมือและได้ประโยชน์จากต่างชาติ ถ้าเป็นเช่นนี้ก็แปลว่า สังคมไทยส่วนใหญ่และเศรษฐกิจไทยโดยรวมไม่มีภูมิคุ้มกันตัวเอง พึ่งตนเองไม่ได้ ขาดความรู้ที่จะอยู่รอดด้วยตนเอง ขาดเหตุขาดผลที่จะพิทักษ์รักษาแผ่นดินและผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ มีแต่การสร้างเหตุสร้างผลที่รองรับทุนต่างชาติ รองรับอิทธิพลของทุนต่างชาติมากเกินไป ด้วยวาทกรรมเรื่องการลงทุนเสรี เรื่องกระแสโลกาภิวัตน์ เรื่องข้อตกลง WTO เรื่องมหามิตร ลืมคิดไปว่า มหามิตรของเราทุกคนคือคนในแผ่นดินสยาม "เสรี" คือ เสรีภาพทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ของคนในแผ่นดินสยามต้องมาก่อน "ทุนเสรี" ที่ลืมคนในแผ่นดินคือทุนสามานย์ โลกาภิวัตน์ที่ลืมผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในแผ่นดินคือโลกาภิวัตน์ที่สามานย์ มหามิตรประเทศที่ไม่สนใจความทุกข์ยากของคนในแผ่นดิน ไม่ใช่มิตร เป็นแต่พวกทุนธุรกิจที่คิดแต่จะเอากำไร มีหัวใจเป็นทุนสามานย์ ดังนั้น เรายอมรับการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ของทุนต่างประเทศ แต่ต้องไม่พึ่งพามากเกินไป พึ่งพาแต่พอเพียง แต่พอประมาณ อย่าให้ทุนสามานย์ โลกาภิวัตน์สามานย์ มาครอบงำบงการเรา เรา คนไทย ประเทศไทย มีประชากร 63 ล้านคน มีทรัพยากรธรรมชาติ กำลังแรงงาน บุคลากร ความรู้ ภูมิปัญญา ประสบการณ์ และความสามารถ ที่เพียงพอที่จะสร้างสรรค์ จัดสรร แบ่งปัน ให้ทุกคนอยู่รอดปลอดภัย มีภูมิคุ้มกันตัวเองได้ พึ่งพาตนเองได้ ถ้าเรามี ผู้ครองอำนาจที่มีคุณธรรมและความรู้ จงมั่นใจในตัวเราเอง อย่ากลัวเกรงต่างชาติให้มากเกินไป
|