|
||||||||||||||
|
ความโปร่งใสของการลงทุน
"บาร์เตอร์เทรด"?
ภูมิคุ้มกันคอร์รัปชัน : สังศิต พิริยะรังสรรค์ ศูนย์วิจัยธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ในช่วงเป็นรัฐบาลรักษาการ รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีมติให้โครงการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานราชการ และรัฐวิสาหกิจที่มีมูลค่าตั้งแต่ 300 ล้านบาทขึ้นไป ที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศจะต้องใช้ระบบการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกัน เรียกว่า ระบบบาร์เตอร์เทรด (Barter Trade) ต่อมาในวันที่ 17 สิงหาคม 2549 คณะกรรมการการแลกเปลี่ยนสินค้า ซึ่งมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์เป็นประธานได้อนุมัติโครงการจัดซื้อจัดจ้างที่อยู่ในเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น 8 โครงการ คือ : 1.โครงการก่อสร้างโรงงานยาสูบแห่งใหม่ที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นโครงการแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรหรือบาร์เตอร์เทรด กับประเทศจีนมีมูลค่าประมาณ 17,000-20,000 ล้านบาท 2. โครงการรถไฟรางคู่สายชายฝั่งทะเลตะวันออก แลกเปลี่ยนสินค้ากับประเทศจีนมูลค่า 5,235 ล้านบาท 3. โครงการจัดซื้อรถจักรดีเซลไฟฟ้าและตู้สินค้า แลกเปลี่ยนลำไยอบแห้งหรือข้าวกับประเทศจีน มูลค่า 3,898 ล้านบาท 4. โครงการจัดซื้อเครื่องบินฝนหลวง แลกเปลี่ยนสินค้ากับประเทศอินโดนีเซียมูลค่า 4,000 ล้านบาท 5. โครงการพัฒนาประมงน้ำจืดจัดตั้งกองเรืออวนล้อมจับปลาทูน่า แลกเปลี่ยนกับประเทศจีนมูลค่า 2,500 ล้านบาท 6. โครงการจัดหาเครื่องเอกซ์เรย์ ตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้า แลกเปลี่ยนกับประเทศจีนมูลค่า 1,200 ล้านบาท 7.โครงการจัดหาเรือขนส่งสินค้าของพาณิชยนาวี 8. โครงการจัดหารถเอ็นจีวีขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพหรือ ขสมก. พิจารณาจากโครงการที่มีรายละเอียด 6 โครงการ พบว่า รัฐบาลไทยเลือกประเทศจีนเป็นประเทศคู่เจรจา แลกเปลี่ยนสินค้ากับไทยมากที่สุด ซึ่งมีมูลค่าโดยประมาณ 26,000 ล้านบาท ขณะที่ยอดเงินลงทุนเป็นเงินงบประมาณทั้งสิ้นกว่า 30,000 ล้านบาท ส่วนอีกสองโครงการ คือ โครงการที่ 7 และที่ 8 รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณยังไม่ได้กำหนดรายละเอียด แต่คาดว่าน่าจะมีมูลค่าเป็นเงินหลายพันล้านบาท การดำเนินโครงการดังกล่าวหากพิจารณาอย่างผิวเผินดูเหมือนว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ แต่หากในรายละเอียดแล้ว พบว่า โครงการเหล่านั้นมีกระบวนการดำเนินงานที่ขาดความโปร่งใสอยู่ค่อนข้างมาก สำหรับกรณีโครงการก่อสร้างโรงงานยาสูบแห่งใหม่ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีบริษัท Chaina Yunan Corporation for International Techno-Economic Cooperation หรือ CYC เป็นผู้ได้รับสัมปทานโครงการที่มีมูลค่ามหาศาลเกือบสองหมื่นล้านบาทนั้น มีข้อที่น่าสังเกตในหลายๆ ประเด็นดังต่อไปนี้ คือ : ประการแรก บริษัท CYC ซึ่งเป็นผู้ได้รับสัมปทาน ยังไม่เคยมีประสบการณ์ในงานลักษณะนี้มาก่อน เป็นไปได้มากว่าอาจจะเป็นบริษัทที่เพิ่งตั้งขึ้นมาเพื่อรับทำโครงการนี้โดยเฉพาะ เช่นเดียวกับหลายๆ โครงการที่เกิดขึ้นในช่วงของรัฐบาลทักษิณ ประการที่สอง บริษัท CYC อาจจะเป็นบริษัทนอมินีข้ามชาติ เนื่องจากมี Lobbyist ซึ่งเป็นคนสองสัญชาติ ไทย-จีน เป็นผู้ประสานประโยชน์และก็มีฐานธุรกิจสำคัญของเขาอยู่ในเมืองคุนหมิง มณฑลยูนาน และยังมีธุรกิจบางส่วนอยู่ในไทย ที่สำคัญเป็นบุคคลที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับระดับแกนนำของรัฐบาลทักษิณ ประการที่สาม มูลค่าของโครงการสูงเกินความเป็นจริงมาก เมื่อเปรียบเทียบกับโครงการลงทุนในรูปแบบเดียวกันในหลายๆ ประเทศ ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนอยู่ระหว่าง 9,000 - 13,000 ล้านบาทเท่านั้น ในขณะที่มูลค่าของโครงการนี้ในประเทศไทยเป็นเงินสูงเกือบ 20,000 ล้านบาท ประการที่สี่ มีการผลักดันโครงการนี้อย่างเป็นระบบ ทั้งจากแกนนำรัฐบาล นักการเมือง กลุ่มธุรกิจและข้าราชการระดับสูง ทั้งๆ ที่ทราบดีว่า รูปแบบการลงทุนดังกล่าวจะทำให้ประเทศสูญเสียผลประโยชน์ และจะทำให้คนกลุ่มนี้ได้รับผลประโยชน์ ไปเป็นจำนวนเงินมหาศาลหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ ประการที่ห้า มีกระบวนการการเจรจาต่อรองที่ยืดเยื้อเป็นเวลายาวนานเกินกว่าสองปีแล้ว ทั้งๆ ที่มติคณะรัฐมนตรีได้มีมติ อนุมัติโครงการโดยเลือกบริษัท CYC เป็นคู่สัญญาดำเนินการตามกรอบของ TOR ซึ่งบริษัท CYC ได้ยอมรับเงื่อนไขดังกล่าว มาตั้งแต่ต้น ต่อมาก็ได้มีการเจรจาต่อรองอีกหลายครั้ง เพื่อให้บริษัทได้ประโยชน์มากที่สุดโดยการช่วยเหลือจากฝ่ายการเมือง ไม่ว่าจะป็นการลดพื้นที่ ลดสเปคเครื่องจักร เปลี่ยนแปลงงวดการจ่ายเงิน และผลักภาระความเสี่ยงทางด้านการเงินให้แก่ฝ่ายไทยทั้งหมด ข้อเสนอเหล่านี้แทนที่จะทำให้มูลค่าของโครงการลดลง แต่กลับทำให้มูลค่าของโครงการกลับเพิ่มขึ้นอย่างน่าสงสัยจาก 17,000 ล้านบาท เป็น 20,000 ล้านบาท ประการที่หก ระบบแลกเปลี่ยนสินค้าจะเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาล และจะเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงการนี้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) กลุ่มเพรสซิเดนส์ อะโกร และอีกหลายๆ กลุ่ม ในขณะที่เกษตรกรทั่วไปซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศจะไม่ได้ผลประโยชน์ใดๆ จากโครงการนี้เลย ผู้เขียนใคร่ขอเสนอให้รัฐบาลชุดใหม่ยกเลิกระบบการแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตร หรือระบบบาร์เตอร์เทรด กับประเทศจีนในการก่อสร้างโรงงานยาสูบแห่งใหม่ที่จังหวัดเชียงใหม่นี้เสีย และควรจัดให้มีการประมูลใหม่ ในรูปแบบมาตรฐานสากล หรือInternational Bidding เพื่อคัดเลือกบริษัทที่มีประสบการณ์มีความชำนาญที่แท้จริง และสามารถปฏิบัติตามทีโออาร์ (TOR) ที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศได้ หรืออาจจะพิจารณาแนวทางอื่นๆ ที่มีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ โดยสรุป ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศควรให้ความสนใจ และพิจารณาอย่างละเอียดรอบครอบจากโครงการลงทุนต่างๆ ของรัฐบาลชุดก่อน เพราะ หลายๆ โครงการมีปัญหา มีกลุ่มคนได้ผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งมีทั้ง กลุ่มนักการเมือง กลุ่มนักธุรกิจ และกลุ่มข้าราชการระดับสูงบางคนซึ่งมีส่วนได้เสียจากโครงการนี้
|