|
||||||||||||||
|
เชียร์ล้ม
"บาร์เตอร์เทรด"
คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น วุฒิ สรา wutsara2000@yahoo.com มติชนรายวัน วันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10456 ย้อนไปเมื่อกลางปี 2548 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีพูดในหลายวาระที่จะผลักดันการค้าแบบแลกเปลี่ยนสินค้า หรือบาร์เตอร์เทรด (Barter Trade) ต่อมามีการออกร่างประกาศคณะกรรมการการค้าแบบแลกเปลี่ยน เรื่องแนวทางการดำเนินการการค้าแบบแลกเปลี่ยน พ.ศ.2548 โดยมีสาระสำคัญ 3 ประเด็น คือ 1.ลักษณะโครงการที่จะต้องดำเนินการค้าแบบแลกเปลี่ยน จะเป็นโครงการของส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ ที่มีการจัดซื้อหรือจัดจ้าง ซึ่งสินค้าหรือบริการจากต่างประเทศ ที่ได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจแล้ว และมีการกำหนดโครงการไว้ในแผนยุทธศาสตร์ของส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจนั้นๆ 2.การกำหนดมูลค่าและกลุ่มสินค้าที่จะแลกเปลี่ยน คณะกรรมการการค้าแบบแลกเปลี่ยนจะกำหนดมูลค่ารวมของสินค้าจะซื้อและ/หรือค่าจ้าง และจะกำหนดกลุ่มรายการสินค้าที่จะใช้ในการแลกเปลี่ยนในแต่ละโครงการ 3.การยกเว้น กรณีที่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจเจ้าของโครงการไม่สามารถดำเนินการค้าแบบแลกเปลี่ยนได้บางส่วน หรือทั้งหมด ให้ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจเจ้าของโครงการเสนอคณะกรรมการ พิจารณา ทั้งนี้ มีการตั้งเป้าว่าจะนำมาใช้กับเมกะโปรเจ็คต์ของรัฐบาล อาทิ โครงการรถไฟฟ้าใต้ดิน การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ โดยจะนำเอาข้าว ยาง ไก่ และสินค้าเกษตรต่างๆ ของไทยไปแลก ยังจำได้ว่าเคยเขียนทักท้วงถึงการทำบาร์เตอร์เทรดว่า เป็นไปได้ยาก เพราะเป็นระบบการค้าย้อนยุค และยุ่งยากซับซ้อน ที่สำคัญคือจะทำให้ต้นทุนโครงการต่างๆ สูงขึ้น และยังเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริตได้ โดยเฉพาะบริษัทด้านการเกษตร ที่จะวิ่งเต้นนักการเมือง และบริษัทเอกชนที่ชนะประมูลโครงการต่างๆ เพื่อให้นำสินค้าของตัวเองไปแลก ขณะนั้นก็ยังแปลกใจ ไม่คิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณที่ได้ชื่อว่าเป็นอัศวินคลื่นลูกที่สาม จะหันกลับมาใช้วิธีการค้าแบบโบราณ แต่รัฐบาลขณะนั้นไม่สนใจ เพราะเมื่อผู้นำพูดแล้วลูกสมุนก็จะต้องดันทุรังทำให้ได้ ตอนนั้นก็รอดูว่าจะไปได้สักกี่น้ำ ต่อมาก็เริ่มเห็นแววว่าคงไปไม่รอดจริงๆ เพราะหลายโครงการ ทั้งรถไฟฟ้าใต้ดิน ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) การจัดซื้อเหรียญตัวเปล่าและเหรียญกษาปณ์สำเร็จรูป ของกรมธนารักษ์ การจัดซื้อใบยาสูบพันธุ์เบอร์เลย์ ประจำปี 2550 ของโรงงานยาสูบ และโครงการระบบสายส่ง ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ต่างก็ทำเรื่องขอยกเว้นการทำบาร์เตอร์เทรดกันเป็นแถว เหตุผลหลักของหน่วยงานต่างๆ ที่ขอยกเว้นทำบาร์เตอร์เทรดก็คือ ต้นทุนสูง ไม่ก่อให้เกิดการแข่งขัน เพราะจำกัดการเข้าร่วมของผู้ประมูล นอกจากบาร์เตอร์เทรดที่ควรยกเลิกแล้ว การค้าต่างตอบแทนหรือเคาน์เตอร์เทรด (Counter Trade) ที่มีดีกรีน้อยกว่าบาร์เตอร์เทรด คือหน่วยงานรัฐและวิสาหกิจที่ซื้อสินค้าต่างประเทศมูลค่าเกิน 300 ล้านบาท จะต้องให้เอกชนที่ชนะการประมูลซื้อสินค้าของไทยตอบแทนบางส่วนนั้น ก็ควรทบทวนใหม่ เพราะทำให้ต้นทุนสูง ยุ่งยาก และเป็นช่องทางการทุจริตเช่นกัน เมื่อครั้ง "เกริกไกร จีระแพทย์" เป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์เคยเสนอให้ "ศุภชัย พานิชภักดิ์" อดีต รมว.พาณิชย์ทบทวนการทำเคาน์เตอร์เทรด (ตอนนั้นยังไม่มีบาร์เตอร์เทรด) แต่ "ศุภชัย" กลัวถูกโจมตีเลยไม่กล้าแตะ เมื่อ "เกริกไกร" กลับมานั่งเป็น รมว.พาณิชย์ ก็เลยผลักดันให้ทบทวนเคาน์เตอร์เทรดใหม่ที่อาจทำเป็นกรณีๆ ไป ส่วนบาร์เตอร์เทรดนั้นก็คงต้องยกเลิกไป แต่ถึงไม่ยกเลิก มันก็แท้งอยู่แล้ว หน้า 20
|