หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
Yunus ผู้รับรางวัลโนเบลสันติภาพ

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  มติชนรายวัน  วันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10456

เมื่อเร็วๆ นี้ Dr.Muhammad Yunus นักเศรษฐศาสตร์ อายุ 66 ปี ได้รับรางวัลโนเบลประจำปี 2006 สาขาสันติภาพหลังจากมีผู้เสนอหลายคนให้เขาได้รับรางวัลมาเป็นเวลายาวนาน หนึ่งในผู้สนับสนุนสำคัญคนหนึ่งเคยกล่าวไว้เมื่อ 4 ปีก่อนว่าเขาควรได้รับรางวัลโนเบิลมานานแล้ว บุคคลผู้นั้นก็คืออดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน

Yunus เป็นชาวบังคลาเทศ (หลังจากอินเดียได้รับเอกราชในปี 1947 ภาคตะวันออกของแคว้นเบงกอล ถูกรวมไว้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศปากีสถาน โดยเรียกว่าเขตปากีสถานตะวันออก และต่อมาในปี 1971 ก็ประกาศเอกราชเป็นประเทศบังคลาเทศ) ประเทศที่ยากจนสุดสุดแห่งหนึ่งในโลก ปัจจุบันมีประชากรประมาณ 141 ล้านคน มีพื้นที่ประมาณเกือบ 1 ใน 3 ของประเทศไทย

พ่อของ Yunus ทำธุรกิจเพชรพลอย เขาเติบโตในเมืองจิตตะกอง ซึ่งอยู่ในดินแดนของบังคลาเทศแต่ดั้งเดิม เมื่อจบปริญญาตรีและโทเศรษฐศาสตร์จาก Dhaka University แล้วก็ทำงานสอนหนังสือ ต่อมาได้รับทุนฟุลไบรท์ ไปเรียนที่มหาวิทยาลัย Vanderbilt จนจบปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์ และสอนหนังสือในสหรัฐอเมริกาที่ Middle Tennessee State University เป็นเวลา 3 ปีก่อนกลับไปสอนหนังสือที่ Chittagong University ในบังคลาเทศปี 1972

ในปี 1974 เกิดการขาดแคลนอาหารอย่างร้ายแรงในบังคลาเทศ Yunus พบว่าเงินแค่ 27 เหรียญสหรัฐที่เขาให้แม่บ้านในหมู่บ้านใกล้มหาวิทยาลัยยืมไปนั้นมีผลกระทบอย่างมากต่อชีวิตและความอยู่รอดของคนยากจน

Yunus เห็นว่ามันเป็นเรื่องน่าประหลาดที่คนยากจนที่สุด ต้องการเงินทุนมากที่สุดเพื่อไปประกอบอาชีพกลับไม่ได้รับเงินกู้ เพราะไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือไม่อาจกู้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำได้ ในทางตรงกันข้ามคนที่มีเงินอยู่แล้ว สามารถกู้เงินได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ และหาเงินกู้ได้อย่างไม่ยากเย็น

หลังจากศึกษาเรื่องเงินกู้และชีวิตของคนยากจน เขาก็ตั้ง "ธนาคารหมู่บ้าน" หรือ Grameen Bank ขึ้นในปี 1976 เพื่อให้เงินกู้แก่คนยากจนที่สุด หลักสำคัญของธนาคารคือให้กู้ทีละน้อยๆ เพื่อให้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์และทยอยใช้คืน เพื่อจะได้สามารถพึ่งตนเองในเวลาต่อไปได้ Yunus เกลียดชังการกู้ยืมขนาดใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแจกฟรี เพราะเขาเชื่อว่าเป็นการทำลายคน หลักการสำคัญของ Grameen Bank ก็คือการเคารพศักยภาพของคน และเชื่อว่าคนจนทุกคนมีความสามารถที่จะหลุดพ้นจากความยากจนได้ทั้งนั้นถ้าได้รับโอกาส

สิ่งที่ Yunus พูดให้ชาวบ้านฟังอยู่เสมอก็คือความยากจนในโลกมิใช่สมบัติของมนุษยชาติ ความยากจนไม่ใช่เรื่องของธรรมชาติ หากเป็นสิ่งที่ถูกปรุงแต่งสร้างขึ้นมาโดยมนุษย์อย่างตั้งใจหรือไม่ก็ตามที ดังนั้น มันจึงสามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้สถาบัน และนโยบายที่เหมาะสม โลกที่ปราศจากความยากจนนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ถ้าทุกคนช่วยกัน และต้องเข้าใจว่าความยากจนไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

Yunus บอกว่า คนยากจนเปลี่ยนอนาคตของตนเองได้ถ้าได้รับการสนับสนุน เชิงสถาบันอย่างถูกต้อง ความยากจนไม่ได้แก้ไขด้วยการกุศล เพราะการกุศลไม่ใช่ทางออกของความยากจน

Grameen Bank ในยุคแรกได้รับความช่วยเหลือในเรื่องเงินทุน และนำมาแตกเป็น Microcredit หรือสินเชื่อขนาดเล็กให้แก่คนยากจน ภายใต้ระบบ "Solidarity Group" กล่าวคือเมื่อขอกู้ต้องมีกลุ่มคน (5-6 คน) ร่วมขอกู้ยืมพร้อมกัน ต่างค้ำประกันให้กันและกัน และช่วยสนับสนุนซึ่งกันและกัน เพื่อให้สามารถใช้เงินคืนได้ เพื่อจะได้ถึงโอกาสกู้ยืมของคนอื่นในกลุ่มต่อไป

เพื่อนที่ค้ำประกันไม่ต้องรับผิดชอบใช้เงินกู้หากเพื่อนที่กู้ไปไม่จ่าย Grameen Bank ไม่มีการบังคับให้ใช้หนี้ตามกฎหมาย มีแต่จะส่งคนไปช่วยเหลือเมื่อมีปัญหาเพื่อเลื่อนการชำระเงินออกไปโดยไม่ให้รู้สึกว่าได้ทำอะไรผิด การจ่ายเงินคืนก็จ่ายทีละน้อย ครั้งละเท่าๆ กันเป็นรายอาทิตย์เพื่อความสะดวกในการจำ โดยเจ้าหน้าที่ธนาคารเป็นผู้เดินเข้าไปให้บริการ

การกู้ยืมนั้นใช้ดอกเบี้ยอัตราต่ำ โดยมีหลักเกณฑ์ว่าไม่ว่าจะใช้เงินคืนไม่ได้นานเท่าใดก็ตามที ดอกเบี้ยจะไม่มีวันเกินกว่า ยอดเงินที่กู้ไปเป็นอันขาด หากผู้กู้เสียชีวิต เงินที่เป็นหนี้ก็จบสิ้นลง ไม่มีใครในครอบครัวต้องรับภาระต่อ (ในกรณีนี้ Grameen Bank ก็ไม่สูญเงินเพราะมีระบบประกันเงินกู้อยู่)

Grameen Bank เป็นของประชาชน ปัจจุบันร้อยละ 94 ของเงินทุนของ Grameen Bank เป็นของประชาชนผู้กู้ ส่วนทุนอีกร้อยละ 6 เป็นของรัฐบาล ธนาคารยึดถือหลักว่าต้องเดินไปหาคนยากจนเพราะคนยากจนเป็นเจ้าของ ดังนั้นการทำงานชนิดถึงตัวจึงทำให้มีสาขารวม 2,226 แห่ง ใน 70,000 กว่าหมู่บ้าน และมีคนทำงานเกือบ 20,000 คน

สิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจก็คือ ร้อยละ 97 ของผู้กู้คือผู้หญิง และอัตราการได้เงินกู้คืนคือร้อยละ 98.85 Yunus พบว่าผู้หญิงเป็นเพศที่น่าเชื่อถือที่สุดในการกู้ยืม มีความรับผิดชอบสูง ทำงานหนักและใช้เงินคืนเสมอตามสัญญาสังคม ยกเว้นแต่กรณีที่มีปัญหาเกิดขึ้นในครอบครัวจริงๆ

ปัจจุบัน Grameen Bank รับเงินฝากได้มากจากผู้เคยกู้ไปและพ้นจากความยากจน จนสามารถปล่อยเงินกู้ได้ทั้งหมด จากเงินฝากของธนาคารตนเอง ผลงานของ Grameen Bank น่าประทับใจมาก นับตั้งแต่ตั้งมาจนถึงปัจจุบันปล่อยกู้ไปแล้ว 5.72 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงปี 2005 ธนาคารปล่อยเงินกู้เป็นเงิน 706 ล้านเหรียญสหรัฐและนับตั้งแต่ปี 1995 เป็นต้นมาธนาคารเลิกรับเงินบริจาค หรือกู้เงินจากองค์กรใด เพราะอยู่บนขาตนเองได้และแถมได้กำไรทุกปี ยกเว้น 3 ปีตั้งแต่ตั้งธนาคารมา (ทุกปีจะมีการตรวจสอบบัญชี โดยบริษัทบัญชีใหญ่ระดับโลกเพื่อยืนยันว่า ไม่มีการรั่วไหลและเงินกู้ถึงมือคนยากจนจริงๆ) เชื่อว่าได้ช่วยให้คนยากจนสุดสุด ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของผู้กู้ทั้งหมดหลุดพ้นจากความยากจน

ผลงานที่ทำให้คนยากจนสุดสุด 2-3 ล้านคนในบังคลาเทศมีฐานะดีขึ้นนั้นสำคัญ แต่ยังไม่สำคัญเท่ากับว่า Grameen Bank ได้กลายเป็นรูปแบบของการช่วยเหลือคนยากจนในอีก 23 ประเทศในปัจจุบัน และเป็นกำลังใจให้แก่ผู้คนจำนวนมากในโลก ที่กำลังต่อสู้กับความยากจน Yunus ได้ "สร้างการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมจากข้างล่าง สันติภาพที่คงทนจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากประชาชนกลุ่มใหญ่ไม่พบหนทางที่จะทำให้หลุดพ้นจากความยากจน และ Micro-credit คือหนทางหนึ่ง" (คำประกาศการได้รับรางวัลโนเบลของ Yunus)

Yunus ไม่ได้หยุดแค่การกู้ยืมแบบดั้งเดิมเท่านั้น Grameen Bank มีกิจกรรมลูกเพื่อพัฒนาสังคมเกิดขึ้นอีกมากมาย เช่น (ก) โครงการช่วยเหลือขอทาน (ให้กู้ไม่คิดดอกเบี้ย ไม่บังคับให้เลิกขอทาน แต่ขอให้เอาของไปขายด้วย จนในที่สุดหลายคนเลิกเป็นขอทาน)

(ข) โทรศัพท์มือถือหมู่บ้าน (ปล่อยกู้เพื่อให้สามารถหารายได้จากเพื่อนบ้านที่ต้องการใช้โทรศัพท์) (ค) รณรงค์ใส่เสื้อแบบ "พอเพียง" โดยใช้ผ้าทอในประเทศ ที่เรียกว่าแบบ Grameen Check ปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยมอยู่ในบังคลาเทศ (ง) ส่งเสริมการเลี้ยงปลาและเพาะพันธุ์

(จ) กู้เพื่อการศึกษา (ฉ) ตั้งบริษัทโทรศัพท์มือถือ โทรคมนาคม ทรัสต์ ซอฟท์แวร์ เสื้อผ้า IT ฯลฯ ถึง 17 บริษัท โดยใช้เงินกู้จาก Grameen Bank เพื่อเป็นเครื่องมือในการช่วยคนยากจนและเป็นรายได้ของ Grameen Bank

NGO"s ไทย และเจ้าหน้าที่ของไทยคุ้นเคยกับ Grameen Bank และ Yunus ดีตลอดกว่า 10-20 ปีที่ผ่านมา ได้ไปดูงานกันมากมาย และหลายโครงการในระดับหมู่บ้านของเราก็มีการดำเนินงานตามไอเดียของ Yunus อย่างได้ผล แต่การดำเนินงานในระดับชาติตามรอย Yunus เท่าที่ทราบนั้นยังไม่มี (ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเราซาบซึ้ง Macro-credit มากกว่า Micro-credit หรืออย่างไร)

ในการให้รางวัลโนเบลครั้งนี้ Grameen Bank ก็ได้รับรางวัลร่วมด้วยโดยได้รับเงินฝ่ายละ 25 ล้านบาท Yunus ประกาศว่าเขาจะไม่ขอรับเงินเป็นส่วนตัวเลย ส่วนหนึ่งเขาจะเอาไปตั้งบริษัทผลิตอาหารราคาถูกสำหรับคนยากจน ที่เหลือจะเอาไปสร้างโรงพยาบาลรักษาโรคตาให้คนจนในบังคลาเทศ

นับตั้งแต่ปี 1901 ที่เริ่มให้รางวัลโนเบลจนถึงเดือนตุลาคม 2006 มีผู้ได้รับรางวัลไปรวมทั้งสิ้น 781 ราย (763 คน และ 18 องค์การ) ในจำนวนนี้หากจะนับกันจริงๆ แล้ว มีคนบังคลาเทศถึง 2 คน อีกคนก็คือ Amartya Sen ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ในปี 1998 เขาเกิดบ้านเดียวกับกวีรางวัลโนเบลผู้ยิ่งใหญ่ของอินเดียคือ Rabindranath Tagore (ว่ากันว่าเขาเป็นคนตั้งชื่อ Amartya หรือ "อมตะ" ตอนเกิด) คือเมือง Wari หรือเมือง Dhaka ของบังคลาเทศในปัจจุบัน ครอบครัวของ Amartya Sen อพยพไปอยู่อินเดียหลังจากพื้นที่ ส่วนนี้ถูกนำไปรวมไว้กับปากีสถานในปี 1947

อะไรที่ทำให้คน คนหนึ่งซึ่งสามารถอยู่อย่างสุขสบายได้โดยเป็นศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยในอเมริกา แต่ตัดสินใจกลับมาต่อสู้เพื่อความยากจนในบ้านเกิดภายใต้สภาพแวดล้อมที่แสนจะหดหู่?

น่าดีใจที่ Yunus ได้รับรางวัลโนเบล ซึ่งจะทำให้เขายิ่งมี "พลัง" และ "บารมี" มากยิ่งขึ้นในการต่อสู้เพื่อคนยากจน ซึ่งทุกคนล้วนมีศักยภาพอยู่ในตนแต่ถูกบดบังด้วยสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเอง

หน้า 6