|
||||||||||||||
|
"ทฤษฎีเกมกับปัญหาของประชาธิปไตย
(ก)"
คอลัมน์ "มองซ้าย มองขวา" โดย ภาวิน ศิริประภานุกูล ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3838 (3038) เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน ผมจึงขอนำเสนอแบบจำลองในทฤษฎีเกมง่ายๆ ที่ถูกเขียนขึ้นโดย Barry Weingast ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ แห่ง มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ในบทความเรื่อง The constitutional dilemma of economic liberty ที่ลงตีพิมพ์ใน Journal of Economic Perspectives ประจำหน้าร้อนปี ค.ศ. 2005 ที่ผ่านมา โดยขออนุญาตสอดแทรกความเห็นส่วนตัวบางส่วนลงไปด้วย แบบจำลองชิ้นนี้ถูกนำมาใช้อธิบายสิ่งที่ผู้คน ทั่วโลกรับรู้ร่วมกันว่าระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย (ก) ไม่ประสบความสำเร็จในประเทศที่มีพื้นเพวัฒนธรรมแตกต่างไปจากสังคมตะวันตก แม้ว่าประเทศเหล่านั้น จะเคยเป็นอาณานิคมของประเทศตะวันตกมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นประเทศในแถบเอเชีย แอฟริกา และละติน อเมริกา และพยายามมองหาปัจจัยที่ทำให้การปกครองแบบประชาธิปไตย (ก) ทำงานได้ดี เหมือนกับที่เกิดขึ้นในประเทศตะวันตกส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ผมใช้คำว่า "ประชาธิปไตย (ก)" ในบทความนี้ เพราะ ต้องการแยกระบอบการปกครองนี้ออกจากระบอบ "ประชาธิปไตย" เนื่องด้วยในความเข้าใจของผมระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยมันกินความหมายกว้าง ครอบคลุมทุกระบอบการปกครองย่อยๆ ที่ให้สิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ แก่ผู้ที่อยู่ภายใต้ระบอบดังกล่าว ... และบางทีมันครอบคลุมไปถึงระบอบอื่นๆ เสียด้วยซ้ำ แต่ประชาธิปไตย (ก) ของผมมันมีนิยามที่แคบกว่านั้น เพราะมันเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยในรูปแบบเดียวกัน กับที่ถูกบังคับใช้อยู่ในประเทศตะวันตก มันมีแนวคิดทางวิชาการสนับสนุนที่เข้มแข็ง และมีนิยามตายตัวให้กับระบบระเบียบต่างๆ รวมทั้งสถาบันภายในและภายนอกระบอบประชาธิปไตย (ก) ... ภายใต้ระบอบนี้ทุกคนมีอำนาจตัดสินใจทางการเมืองที่เท่ากัน แบบจำลองของ Weingast ประกอบไปด้วยผู้เล่นสามส่วน ซึ่งได้แก่ ผู้ปกครอง ชาวบ้าน (ก) และชาวบ้าน (ข) โดย "ผู้ปกครอง" เป็นส่วนหนึ่งในสังคมแต่มีอำนาจในการบังคับใช้นโยบายต่างๆ กับทุกคนในสังคม ส่วน "ชาวบ้าน (ก)" และ "ชาวบ้าน (ข)" มีสถานะเท่าเทียมกัน "ผู้ปกครอง" สามารถเลือกใช้นโยบายที่จะ "ลิดรอนผลประโยชน์" ของชาวบ้านคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนได้ โดยนโยบายดังกล่าวจะทำให้ผู้ปกครองได้รับผลประโยชน์เพิ่มเติม จากการนำเอาผลประโยชน์ดังกล่าวมาเป็นของตน นอกจากนั้นผู้ปกครองอาจเลือกที่จะใช้นโยบาย "เอื้อประโยชน์" แก่ชาวบ้านคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนได้ โดยนโยบายดังกล่าวทำให้ผู้ปกครองได้รับผลประโยชน์ที่ลดลงบางส่วน ชาวบ้านทั้งสองส่วนสามารถเลือกได้แค่ "ยอมตาม" หรือ "ท้าทาย" อำนาจของผู้ปกครอง โดยถ้าหากชาวบ้านคนใดเลือกที่จะท้าทายอำนาจของผู้ปกครอง ชาวบ้านคนนั้นจะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายบางส่วน ซึ่งทำให้ผลประโยชน์ของตนเองลดลง ถ้าหากชาวบ้านคนใดคนหนึ่งยอมตามอำนาจของผู้ปกครอง นโยบายของผู้ปกครองจะถูกนำมาใช้ในสังคมได้ และตัวผู้ปกครองก็ยังคงสถานะของตนเองได้ แต่ถ้าหากชาวบ้านทั้งสองเลือกที่จะท้าทายอำนาจ นโยบายดังกล่าวจะไม่ถูกนำมาใช้และผู้ปกครองต้องเสียประโยชน์โดยการเสียอำนาจที่ตนเองครอบครองอยู่ ในหนึ่งช่วงเวลาแบบจำลองนี้เริ่มด้วยการกำหนดนโยบายของผู้ปกครอง จากนั้นชาวบ้านทั้งสอง จะเลือกการกระทำของตนพร้อมๆ กัน ... แบบจำลองดำเนินไปหลายช่วงเวลาโดยไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุดตายตัว โดยในทุกๆ ช่วงเวลาแบบจำลองจะคงอยู่ในลักษณะเดิม ผมคิดว่าเราสามารถมองแบบจำลองดังกล่าวว่าเป็นการจำลองระบอบประชาธิปไตย (ก) ได้ โดยถือว่าผู้ปกครองก็เป็นประชาชนส่วนหนึ่งในสังคม ซึ่งถ้าหากชาวบ้านคนใดคนหนึ่งยอมตามอำนาจ ผู้ปกครองก็สามารถคุมคะแนนเสียงส่วนใหญ่ของสังคมเอาไว้ได้ ภายใต้แบบจำลองดังกล่าว เกิดผลลัพธ์ดุลยภาพในหลากหลายรูปแบบมาก โดยรูปแบบที่น่าสนใจสองขั้วตรงข้าม น่าจะอยู่ที่รูปแบบที่ผมขออนุญาตเรียกว่า "ประชาธิปไตย (ก2) (Asymmetric)" และ "ประชาธิปไตย (ก1) (Self-enforcing liberty)" "ประชาธิปไตย (ก1)" เป็นระบอบการปกครองที่พึงปรารถนา โดยชาวบ้านทั้งสองจะเลือกท้าทายอำนาจของผู้ปกครองทุกครั้ง ที่ผู้ปกครองมีนโยบายลิดรอนผลประโยชน์ของชาวบ้านคนใดคนหนึ่ง ผลลัพธ์ในลักษณะนี้อาจเกิดจากการให้คุณค่าของชาวบ้าน แก่การปกป้องสิทธิ และเสรีภาพของผู้คนในสังคม หรืออาจเกิดจากการคำนึงถึงผลประโยชน์ต่างตอบแทน ในลักษณะที่ชาวบ้านคนหนึ่งเลือกช่วยชาวบ้านอีกคนหนึ่งที่กำลังถูกลิดรอนประโยชน์ ด้วยความหวังว่าตนเองจะได้รับความช่วยเหลือในลักษณะเดียวกัน เมื่อผู้ปกครองเลือกที่จะลิดรอนประโยชน์ของตนใน วันหน้า ส่วน "ประชาธิปไตย (ก2)" เกิดขึ้นเมื่อผู้ปกครองเลือกที่จะใช้นโยบายเอื้อประโยชน์ให้กับชาวบ้านคนใดคนหนึ่ง และลิดรอนผลประโยชน์ของชาวบ้านอีกคนหนึ่ง และชาวบ้านที่ได้รับนโยบายเอื้อประโยชน์ เลือกที่จะยอมตามอำนาจของผู้ปกครอง ส่วนชาวบ้านที่ถูกลิดรอนผลประโยชน์ ก็จำเป็นที่จะต้องยอมตามอำนาจดังกล่าว เนื่องจากไม่มีประโยชน์ที่ตนเองจะดำเนินการ ท้าทายอำนาจของผู้ปกครอง ที่รังแต่จะทำให้ตนเองต้องเสียค่าใช้จ่ายบางส่วนเพิ่มขึ้นไปอีก Weingast กล่าวถึงผลลัพธ์แบบ "ประชาธิปไตย (ก2)" ในบทความดังกล่าวว่าเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับประเทศในแอฟริกา และละตินอเมริกา รวมทั้งอดีตของประเทศตะวันตกหลายๆ ประเทศ และผมคิดว่ามันรวมทุกประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าไปด้วย สรุปแล้วผลลัพธ์แบบประชาธิปไตย (ก2) เป็นผลลัพธ์จากการใช้ระบอบการปกครองแบบ "ประชาธิปไตย (ก)" ที่ผู้คนจะมีสิทธิและได้รับผลประโยชน์จากสังคมก็ต่อเมื่อผู้คนเหล่านั้นเป็นฝ่ายเดียวกันกับผู้ปกครอง ส่วนผู้คนอีกฝ่ายหนึ่งไม่มีสิทธิที่จะได้รับสิทธิ และผลประโยชน์ในสังคม ... และอย่าลืมว่าเราก็เรียกระบอบการปกครองแบบนี้ว่า "ประชาธิปไตย" เช่นเดียวกัน ผมขออนุญาตแปลความเพิ่มเติมว่าระบอบประชาธิปไตยในรูปแบบนี้ หมายถึง การหวงแหนไว้ซึ่ง "สิทธิทางการเมือง" ที่เท่าเทียมกันให้กับผู้คนทุกคนในสังคม โดยไม่ใส่ใจคำนึงถึง "สิทธิเสรีภาพ" ในด้านอื่นๆ ที่ทุกคนพึงมี ที่น่าหนักใจมากกว่านั้นคือในแบบจำลองง่ายๆ นี้ผลลัพธ์แบบประชาธิปไตย (ก2) เป็นผลลัพธ์ที่มีเสถียรภาพในระยะยาว มันสามารถดำรงอยู่ได้ต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ... พูดอีกแบบหนึ่งคือในแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ง่ายๆ นี้ antithesis ไม่เกิด Weingast เสนอว่า "ประชาธิปไตย (ก1)" เกิดขึ้นได้ถ้าหากเราสามารถสร้างความร่วมมือระหว่างชาวบ้าน (ก) และชาวบ้าน (ข) ได้ โดยความร่วมมือเกิดขึ้นได้หลายทาง ในความเห็นของผมเรื่องต่างๆ ที่เรากำลังพูดถึงกัน ยกตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนวิธีการให้คุณค่าของผู้คน หรือแม้แต่การกระจายรายได้และการเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับผู้คนทั่วประเทศ ก็ถือเป็นวิธีที่นำไปสู่การสร้างความร่วมมือระหว่างชาวบ้าน (ก) และชาวบ้าน (ข) ทั้งสิ้น มันก็จะไม่มีปัญหาเกิดขึ้นถ้าหากเราสามารถฝังการให้คุณค่ากับการต่อสู้เพื่อสิทธิและเสรีภาพของผู้คนทั้งประเทศได้ ซึ่งจะทำให้ผลลัพธ์แบบประชาธิปไตย (ก1) เกิด ซึ่งเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา ... แต่ผมว่าเราจะมีปัญหาพอสมควร กับคนในประเทศที่เอาคมมีดหันให้คนอื่นเวลาปอกเปลือกผลไม้ และคุณธรรมในเรื่องกตัญญูกตเวที มีคุณค่าสูงเกินกว่าการใช้เหตุผล และในทางเลือกนี้เราควรจะระวังให้ดีในทางปฏิบัติว่ามันอาจจะเป็นการลบเอาวัฒนธรรม และระบบการให้คุณค่าที่เป็นเอกลักษณ์ออกไปหมด ... คงไว้แต่การละเล่นสนุกสนาน เช่น ลอยกระทง สงกรานต์ ให้พอเรียกได้ว่าเป็นประเทศที่มีเอกลักษณ์ประเทศหนึ่ง เพื่อให้เราภูมิใจว่าสามารถใช้ประชาธิปไตย (ก) และได้รับผลลัพธ์เป็นประชาธิปไตย (ก1) เหมือนในประเทศตะวันตก ? ในอีกทางเลือกหนึ่งเราอาจเลือกที่จะกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการเปิดพื้นที่ทางการเมือง ... เมื่อผู้คนมีรายได้มากขึ้นในระดับหนึ่งพวกเขาก็อาจจะมีทรัพยากรเหลือพอที่จะมาใช้ในการติดตามเหตุการณ์บ้านเมือง และเมื่อพวกเขามีพื้นที่ทางการเมืองพวกเขาก็จะยิ่งให้ความสำคัญกับการเมืองมากขึ้นไปอีก มองอีกทางหนึ่งนี่คือการปรับเปลี่ยนสถานะและวิธีการให้คุณค่าของชาวบ้านทั้งสองให้ใกล้เคียงกัน และทำให้พวกเขามองผลกระทบ ของนโยบายของผู้ปกครองในลักษณะที่ใกล้เคียงกัน ... แต่เราก็ควรระวังที่จะไม่ทำให้วิธีนี้ กลายเป็นการเปลี่ยนผู้คนให้เป็นชาวบ้าน (ก) ให้หมด ซึ่งก็หมายถึงการที่เราบังคับให้ทุกคนต้องเหมือนกัน จำกัดสิทธิของความแตกต่าง เพื่อจะได้ติดป้ายหน้าบ้านว่าเราเป็นประชาธิปไตย (ก1) แต่ถ้าหากบังเอิญเราตกลงไปอยู่ในสถานะของประชาธิปไตย (ก2) แล้ว เราจะมีทางเปลี่ยนผลลัพธ์ ให้กลับไปอยู่ในรูปแบบประชาธิปไตย (ก1) หรือไม่ ? ... Weingast ยกตัวอย่างอดีตของประเทศตะวันตกหลายๆ ประเทศในบทความ และเสนอว่าการสร้างความร่วมมือระหว่างชาวบ้าน (ก) และชาวบ้าน (ข) มักเกิดขึ้นภายหลังจากวิกฤตการณ์ใหญ่ต่างๆ อาทิ สงครามกลางเมือง การปฏิวัติใหญ่ วิกฤตเศรษฐกิจ หรือการพ่ายแพ้ในสงครามโลก ... สิ่งเหล่านี้จะสั่นคลอนผลลัพธ์แบบประชาธิปไตย (ก2) ซึ่งทำให้ชาวบ้าน (ก) และชาวบ้าน (ข) กลับมาหันหน้าเจรจากันถึงความร่วมมืออีกครั้งหนึ่ง ให้นิยามของสิทธิเสรีภาพร่วมกัน และเจรจากันในเรื่องการให้คุณค่า วิกฤตการณ์ใหญ่อาจเป็นสิ่งที่หลายคนเฝ้ารอ และหวังว่ามันจะทำให้เรามุ่งไปสู่ผลลัพธ์แบบประชาธิปไตย (ก1) ... พูดอีกอย่างคือพวกเขาหวังว่าผู้คนที่มีส่วนรับรู้ในความเจ็บปวดของวิกฤตการณ์ใหญ่จะร่วมกันต่อสู้ และมุ่งไปสู่ผลลัพธ์แบบประชาธิปไตย (ก1) ... แต่ผมคิดว่าวิกฤตเศรษฐกิจครั้งที่ผ่านมาไม่ได้นำเราไปสู่ประชาธิปไตย (ก1) และอีกอย่างพวกเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่เกิดกรณีเดียวกันกับคนเดือนตุลาบางคนขึ้นมาอีก ในส่วนตัวของผมก็กำลังสับสน ถ้าผู้คนส่วนใหญ่รับได้กับองค์ประกอบนอกประชาธิปไตย (ก) แล้วนี่มันไม่ใช่ประชาธิปไตยหรือ ในเมื่อมันเป็นเสียงของคนส่วนใหญ่ของสังคม ... และมันเป็นไปได้ไหมที่เราจะมีระบอบ "ประชาธิปไตย (ข)" ที่มันรวมเอาสถาบันนอกระบอบประชาธิปไตย (ก) เข้าไปเป็นองค์ประกอบหนึ่งด้วย แต่มันทำงานได้ดีระดับหนึ่ง ภายใต้สังคมที่มีเอกลักษณ์แบบหนึ่ง และมันยังคงอยู่ในระบอบประชาธิปไตย ... ในเมื่อผลลัพธ์ของประชาธิปไตย (ก) มันมีหลากหลาย ผมเลยรู้สึกว่าเรากำลังปิดตาเดินอยู่ในป่า และผมก็สับสนกับคำว่า "เดินหน้า" "ย่ำอยู่กับที่" หรือ "ถอยหลัง" และกับการที่บางคนกำลังพูดว่าเดินหน้าต่อไปเหอะ เดี๋ยวดีเอง หน้า 45
|