หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
จดหมายถึงมิสเตอร์ลี

โลกทรรศน์  อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1366

ระหว่างการประชุมสภาบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เอเชีย-ยุโรป ที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา ท่านนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ลี เซียน ลุง ได้กล่าวในที่ประชุมแห่งนั้นเกี่ยวกับเมืองไทยอย่างน่าสนใจ

ท่านนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์กล่าวว่า ไทยไม่มีสถาบันประชาธิปไตยและการปกครองโดยพลเรือนที่มั่นคง แต่แทนที่จะรอให้ผู้มีสิทธิออกเสียง เป็นผู้ตัดสิน ตามการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน กองทัพกลับตัดสินใจที่จะปลด พ.ต.ท.ทักษิณผ่านการทำรัฐประหาร (กรุงเทพธุรกิจ 7 ตุลาคม 2549 หน้า 4)

คำกล่าวถึงการเมืองไทยข้างต้น ท่านไม่ได้กล่าวกับบรรณาธิการอาวุโสเครือเนชั่นสองต่อสอง แต่ท่านได้ใช้โอกาสครั้งนั้นกล่าวสุนทรพจน์ เรื่องระบบการเมืองเอเชีย ในเวทีประชุมบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เอเชีย-ยุโรปเลยทีเดียว

นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์กล่าวต่อที่ประชุมว่า

"...เรื่องนี้ถือเป็นการก้าวถอยหลังของไทย ประเทศกำลังพยายามจัดตั้งระบบประชาธิปไตย หลังจากที่มีการปฏิวัติมายาวนานถึง 17 ครั้ง นับตั้งแต่ปี 2475..." (กรุงเทพธุรกิจ 7 ตุลาคม 2549 หน้า 4)

จากสุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์มีข้อน่าสังเกตหลายประการที่อยากจะนำเสนอที่นี้

ในฐานะนักรัฐศาสตร์ ผมไม่ค่อยอยากพูดถึงมารยาททางการทูต ผมคิดว่าคำว่ามารยาททางการทูตเป็นมายา และจริตของนักการเมือง-นักการทูตที่นับวันจะล้าสมัยเต็มทีแล้ว นักการเมือง-นักการทูตไม่ว่าชาติไหนชอบเลี่ยงคำว่า "ผลประโยชน์แห่งชาติ" (National Interest) ด้วยภาษาทางการทูตที่แสนจะไพเราะ เพราะประกอบด้วยแต่คำคุณศัพท์ที่โถมใส่แต่คำป้อยอจนเลี่ยน

ดังนั้น น่าตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลสิงคโปร์ทำผิดอะไรแค่ไหนกับคำว่ากิจการภายในของประเทศเพื่อนบ้าน หรือการวิจารณ์การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประเทศอื่นนั้นผิดธรรมเนียมทางการทูตหรือไม่ ผมคิดว่า คำวิจารณ์ว่าประชาธิปไตยไทยถอยหลังเข้าคลองนั้นแสดงถึง "ผลประโยชน์แห่งชาติของสิงคโปร์" อยู่ในตัวอย่างชัดแจ้ง

แปลกแต่จริง การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทำให้ประชาธิปไตยไทยถอยหลังเข้าคลองแต่ส่งผลกระทบต่อ ผลประโยชน์แห่งชาติของสิงคโปร์ไปพร้อมกันด้วย

ท่านนายกรัฐมนตรีลีพูดเองว่า สิงคโปร์เป็นประเทศแรกในสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่ส่งจดหมายแสดงความยินดี ไปยัง พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย (กรุงเทพธุรกิจ 7 ตุลาคม 2549 หน้า 4) อีกทั้งในระหว่างพัก ท่านนายกรัฐมนตรีลียังกล่าวต่อ บรรณาธิการอาวุโสเครือเนชั่นว่า ท่านนายกรัฐมนตรี ลีเคยได้พบกับท่าน พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เมื่อนานมาแล้ว พร้อมทั้งแสดงความมั่นใจว่า นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทยมีความรับผิดชอบมากต่อภาระหน้าที่ของตัวเอง

คำกล่าวของท่านเป็นวาทศิลป์ที่แสดงถึง ผลประโยชน์แห่งชาติของสิงคโปร์ กล่าวคือ ปากก็ตะโกนออกสู่สาธารณะ ให้บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ทั่วประเทศเอเชีย และยุโรปทราบว่า ท่านนายกฯ ลีรีบติดต่อส่งจดหมาย แสดงความยินดีในการเข้ารับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีของพลเอกสุรยุทธ์เป็นประเทศแรกในอาเซียน ท่านอ้างถึงความสัมพันธ์ส่วนตัว และย้อนอดีตให้เห็นว่า เรารู้จักกันมาก่อน ท่านลีและพลเอกสุรยุทธ์

แต่นายกฯ ลีได้แสดงความหวั่นไหวว่า การรัฐประหารในประเทศไทยจะกระทบผลประโยชน์แห่งชาติของสิงคโปร์โดยตรง

การรัฐประหาร 19 กันยายนที่ผ่านมา กระทบกระเทือนโครงสร้างความสัมพันธ์ทั้งระดับประเทศ และบุคคลของสิงคโปร์และไทยที่สลับซับซ้อน ลุ่มลึกและเปราะบาง รัฐบาลสิงคโปร์และรัฐบาลไทยชุดที่แล้ว ได้ช่วยกันสร้างโครงสร้างความสัมพันธ์ที่เรียกว่า Strategic partner คือเป็น หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง-การทหารเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมาได้ก้าวเข้าสู่ยุคของการปรากฏตัวและความรุ่งโรจน์ของจีนหรือ เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า The Rise of China

สิงคโปร์ซึ่งเป็นชาติเล็กๆ ที่อยู่ภายใต้ร่มเงาทางเศรษฐกิจ และการเมืองของมหาอำนาจสหรัฐอเมริกาได้เร่งผลักดัน ปะทะประสาน ท้าทายพลังอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมืองและการทหารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในบริเวณภาคพื้นหรือ main land Southeast Asia โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Great Mekong Sub-Region-GMS) ซึ่งประกอบด้วย ไทย พม่า กัมพูชา ลาวและเวียดนาม

สิงคโปร์ซึ่งขยายพลังทางเศรษฐกิจในแง่การค้า การลงทุน ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ พลังทางการเมือง และการทหารเข้าสู่อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศไทยเมื่อ 5 ปีกว่าที่ผ่านมา รัฐบาลสิงคโปร์พบว่า "ทักษิโณมิก" (Thaksinomic) เป็นพลังขับเคลื่อนที่จะผนึกรวมเอาความสามารถ และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การเมืองและการทหารระหว่างสิงคโปร์และไทยได้มากกว่าพลังของสิงคโปร์เพียงลำพัง

การรัฐประหาร 19 กันยายน ในประเทศไทย ไม่มากก็น้อยไม่เพียงทำให้โครงสร้างความสัมพันธ์สิงคโปร์-ไทย เชิงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์สะดุด แต่อาจจะมากถึงการปรับรื้อโครงสร้างความสัมพันธ์ดังกล่าวก็ได้

กล่าวอีกนัยหนึ่ง การรัฐประหาร 19 กันยายนในประเทศไทย ทำให้ประชาธิปไตยในประเทศไทยการถอยหลังเข้าคลอง แต่ได้ทำให้ "ผลประโยชน์แห่งชาติของสิงคโปร์" ตกคลองป่นปี้ไปเลย

นี่ยังไม่นับ กรณีเทมาเส็ก-ชินคอร์ป แสดงตัวตนในฐานะผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างผลประโยชน์สาธารณะ และผลประโยชน์ส่วนบุคคลอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม คำกล่าวของท่านนายกรัฐมนตรี ลี เซียน ลุง ที่บอกว่า การลงทุนของเทมาเส็กในการเข้าซื้อกิจการบริษัทชินคอร์ป เป็นเหตุผลทางธุรกิจล้วนๆ อันเป็นคำกล่าวครั้งที่สองหลังจากการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปโดยเทมาเส็กเมื่อเดือนมกราคม 2549

แต่เมื่อเกิดการรัฐประหารในประเทศไทย กระบวนการยุติธรรมทั้งหมด ในประเทศไทย อาจจะทำให้กรณีเทมาเส็ก-ชินคอร์ป เป็น " ดีลแห่งประวัติศาสตร์" จริงๆ แต่ไม่ใช่ในแง่ของมูลค่าการซื้อขาย

ดีลแห่งประวัติศาสตร์นี้กำลังพิจารณ์กระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย เพื่อบอกแก่ประชาคมโลกว่า กรณีเทมาเส็ก-ชินคอร์ป เป็นผลประโยชน์ทับซ้อนแห่งผลประโยชน์ครอบครัวเพียง 2 ครอบครัว ระหว่างครอบครัวลีแห่งสิงคโปร์และครอบครัวชินวัตร-ดามาพงศ์ของไทย

กรณีเทมาเส็ก-ชินคอร์ปกำลังเผยตัวออกมาให้เห็น ผลประโยชน์ของครอบครัวผู้นำทางการเมือง ที่ใช้ผลประโยชน์สาธารณะ การละเมิดกฎหมาย การฟอกเงินในเกาะสวาทหาดสวรรณปลอดภาษีทั้งหลาย การแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม สิ่งเหล่านี้ เทมาเส็กกำลังทำในออสเตรเลีย อินโดนีเซีย แคนนาดา อินเดีย เกาหลีใต้และไทย

แต่ที่ประเทศไทย อาจะเป็นจุดเริ่มต้นของการกระฉากหน้ากากประเทศที่ได้ชื่อว่าคอร์รัปชั่นน้อยอย่างสิงคโปร์ก็ได้

นี่อาจจะเป็นความกังวลใจของท่านนายกฯ ลีที่จดหมายถึงมิสเตอร์ลีเขียนถึง

โชคดีจดหมายนี้น่าจะถูกแปลโดยเจ้าหน้าที่สถานทูตสิงคโปร์ประจำไทย และมีเสียงตวาดกลับมายังผลเช่นที่เคยเกิดมาแล้ว

ผมโปร่งใสครับ No problem!

หน้า 16