|
||||||||||||||
|
ชนชั้นกลางกับการเมืองไทย
(1)
คนแคระบนบ่ายักษ์ แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1366 ในหนังสือชื่อ "ฝรั่งเศส" หน้า 38 ของ รอย ซี แมคริดิซ กล่าวถึงชนชั้นกลางฝรั่งเศสไว้ว่า "ความแตกต่างกัน ในความคิดเห็นเรื่องการเมืองนี้ ทำให้ชนชั้นกลางอ่อนกำลัง และเป็นอุปสรรคในการวางโครงการ อันจะส่งเสริมผลประโยชน์ของชนชั้นนี้...อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้ว ชนชั้นกลางสนับสนุนระบบสาธารณรัฐ ในฐานะที่เป็นลู่ทางที่ส่งเสริมผลประโยชน์ของตนมากที่สุด ชนชั้นนี้ได้ช่วยพิทักษ์ระบบสาธารณรัฐไว้ ไม่ให้แตกสลายได้หลายครั้งหลายหน แต่ในภาวะคับขัน พวกนี้ก็กลายเป็นผู้ทำลายระบบสาธารณรัฐ ในด้านการเมืองพวกนี้ไม่เดินสายกลาง และผ่อนปรนดังที่อริสโตเติล และต่อมา จอห์น สจ๊วต มิลล์ ได้อ้างถึงพวกนี้" (ฝรั่งเศส รอย ซี แมคริดิซ, แปลโดย ศาสตราจารย์พงศ์เพ็ญ ศกุนตาภัย และ มณีมัย รัตนมณี) คำบรรยายถึงลักษณะของชนชั้นกลางในฝรั่งเศส จะสามารถนำมาใช้อธิบายพฤติกรรมทางการเมือง ของชนชั้นกลางไทยได้หรือไม่ และมากน้อยเพียงไร? นี่คือประเด็นที่ผู้เขียนจะกล่าวถึงในข้อเขียนนี้ อย่างที่เคยกล่าวไปบ้างแล้วว่า อริสโตเติลนักปรัชญาการเมืองกรีกโบราณ วิเคราะห์ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ในยุคของเขาว่า ประชาธิปไตยหรือ democracy คือการปกครองที่อำนาจอยู่ในมือของ demos และ demos ในความคิดความเข้าใจของอริสโตเติลหมายถึงชาวบ้าน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคม และคนส่วนใหญ่ของทุกสังคมในประสบการณ์ของเขานั้นมักจะมีฐานะยากจน ดังนั้น demos จึงหมายถึง คนส่วนใหญ่ที่ยากจนมากกว่าที่จะหมายถึงประชาชนทุกคนอย่างที่เรามักจะได้ยินว่า ประชาธิปไตยคือระบอบการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ซึ่งเป็นข้อความที่ประธานาธิบดีลินคอล์น กล่าวถึงระบอบการปกครองตนเองภายใต้ระบบตัวแทน ลินคอล์นมิได้หมายถึงประชาธิปไตยที่เอเธนส์ และที่สำคัญเขามิได้หมายถึงระบอบประชาธิปไตยที่ไหน แต่เขาหมายถึงระบอบการปกครองแบบตัวแทนที่สหรัฐอเมริกาใช้อยู่ เมื่อ demos เป็นคนส่วนใหญ่ที่ยากจน อริสโตเติลจึงกล่าวต่อไปว่า ยามที่อำนาจทางการเมืองอยู่ในมือของ demos มหาชนคนส่วนใหญ่เหล่านี้ก็จะมุ่งแต่ผลประโยชน์ของพวกตน และก็มักจะเป็นผลประโยชน์เฉพาะหน้า เพราะคนเหล่านี้อยู่ในสภาวะที่ยากไร้ หิวโหย จึงไม่สามารถที่จะมีวิสัยทัศน์หรือมุ่งผลประโยชน์ในระยะยาวได้ มหาชนคนส่วนใหญ่เหล่านี้จะใช้เสียงข้างมากเป็นเครื่องมืออันชอบธรรม ในการกำหนดกฎเกณฑ์กิจการสาธารณะ ให้เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของพวกตนเท่านั้น และโดยมากก็ยากที่จะคิดถึงผลประโยชน์ส่วนรวมเท่ากับผลประโยชน์ของพวกตน เพราะในความคิดของพวกเขา ผลประโยชน์ส่วนรวมก็คือผลประโยชน์ของเสียงข้างมากนั่นเอง ดังนั้น ประชาธิปไตยหรือ democracy จึงเป็นระบอบการปกครองที่ไม่ดีและไม่เที่ยงธรรมในสายตาของอริสโตเติล จะว่าไปแล้ว ในความคิดของเขา รูปแบบการปกครองใดจะดีหรือเลว มิได้อยู่ที่ว่าอำนาจในการปกครองอยู่ในมือของมหาชน หรืออยู่ในมือของคนกลุ่มน้อย การปกครองที่อำนาจอยู่ในมือของคนกลุ่มน้อยก็ใช่ว่าจะต้องเลวเสมอไป ขณะเดียวกัน มหาชนมีอำนาจในการปกครองก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป เพราะการปกครองใดจะดีหรือเลวอยู่ที่ว่า ผู้มีอำนาจทางการเมืองนั้นมีจุดมุ่งหมายที่จะใช้อำนาจของตนไปเพื่อผลประโยชน์ของใคร ถ้าเน้นที่ผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจเท่านั้น การปกครองนั้นย่อมเลว แต่ถ้าปกครองเพื่อผลประโยชน์ของผู้ใต้ปกครอง การปกครองนั้นย่อมดี การปกครองที่อำนาจอยู่ในมือของมหาชนใช่ว่าจะดี อริสโตเติลวิเคราะห์ไว้ว่า ประชาธิปไตยเน้นว่า ความยุติธรรม คือ ความเท่าเทียมกันในการที่พลเมืองทุกคนมีส่วนในการบริหารรัฐ ความเท่าเทียมกันกำหนดจากสถานะกำเนิดของเสรีชน ในที่นี้หมายถึงผู้ที่เป็นพลเมือง ซึ่งหมายความว่า ในระบอบนี้กำหนดให้ทุกคนเท่าเทียมกันในทุกๆ ด้านได้โดยนับจากความเหมือนกันในด้านเดียว ในแง่นี้ อริสโตเติลไม่เห็นด้วยกับการที่หลักการที่ให้ "หนึ่งคนมีหนึ่งเสียงเท่ากัน" เพราะความเท่าเทียม หรือความเสมอภาคในระบอบประชาธิปไตย มิได้มีเกณฑ์ที่ดีอะไรนอกจาก "คนเราเกิดมาเป็นสมาชิกของรัฐ ก็มีสิทธิทางการเมืองเท่าเทียมกัน" ขณะเดียวกัน การปกครองที่อำนาจอยู่ในมือของกลุ่มคนหรือที่อริสโตเติลเรียกว่า คณาธิปไตย (Oligarchy) เขาก็ชี้ให้เห็นว่า วิถีคิดของคนที่นิยมในระบอบนี้มองว่า ความยุติธรรมที่แท้ จะต้องไม่มีความเท่าเทียมกัน และเชื่อว่า ถ้าให้เกิดความเท่าเทียมกัน ความยุติธรรมที่แท้จะหายไป เพราะคนมีคุณสมบัติและความสามารถต่างกัน จะให้มีสิทธิเท่าเทียมกันไม่ได้ ระบอบนี้เห็นว่า คนแตกต่างกันในด้านเดียว แต่ความแตกต่างในด้านเดียวที่ว่านี้สำคัญมากถึงกับมีผลให้คนทุกคนแตกต่างกันในทุกๆ เรื่อง และความแตกต่างสำคัญที่ว่านี้คือ ความแตกตางทางเศรษฐกิจ ซึ่งความแตกต่างทางเศรษฐกิจ จะนำมาซึ่งความแตกต่างทางการศึกษาและทัศนคติ และคนที่มีฐานะดี มีการศึกษาย่อมจะไม่หิวโหย ไม่ละโมบ ไม่มุ่งแต่ผลประโยชน์เฉพาะหน้า และไม่แก่งแย่งกัน กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ อริสโตเติลไม่เห็นด้วยกับหลักการแบบคณาธิปไตยที่เชื่อว่า คนรวยมีการศึกษาจะมีวิจารณญาณและมีจริยธรรมมากกว่าคนจน สําหรับอาริสโตเติล ความยุติธรรมแบบประชาธิปไตยและแบบคณาธิปไตยนี้ยังห่างไกลจากความยุติธรรมที่สมบูรณ์ เพราะทั้งสองมองข้ามความยุติธรรมในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างความยุติธรรมกับตัวบุคคล ความยุติธรรมนั้นต้องเป็นในลักษณะอัตราส่วน นั่นคือ ตามความเหมาะสมของคุณภาพความสามารถของแต่ละบุคคล อริสโตเติลได้กล่าวต่อไปอีกว่า สังคมส่วนใหญ่มีคนรวยน้อยและมีคนจนมาก หากอำนาจทางการเมือง อยู่ในมือของคนรวยหรือคนจน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สังคมนั้นก็จะมีปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนรวยกับคนจนอยู่เสมอ คนรวยมักจะดูถูกคนจน ส่วนคนจนก็มักจะรังเกียจและริษยาความมั่งคั่งของคนรวย กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ คนรวยและคนจน ต่างฝ่ายต่างเป็นปฏิปักษ์ขัดแย้งและหวาดระแวงกันและกันอยู่ตลอดเวลา ข้อเสนอประการหนึ่งเกี่ยวกับรูปแบบการปกครองที่ดีของอริสโตเติลก็คือ รูปแบบการปกครองที่เรียกว่า polity ซึ่งเป็นรูปแบบการปกครองที่คนส่วนใหญ่ในสังคมเป็นคนชั้นกลาง หรืออำนาจทางการเมืองอยู่ในมือของชนชั้นกลาง ในความเข้าใจของอริสโตเติล ชนชั้นกลางคือคนที่อยู่ระหว่างคนรวยและคนจน ไม่มีวิถีชีวิตที่สุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง และการที่ชนชั้นกลางอยู่ระหว่างคนรวยและคนจน ทำให้ช่องว่างระหว่างพวกเขากับคนรวยและคนจนไม่ห่างกันมากเกินไป เหมือนอย่างที่คนรวยและคนจนมีต่อกันและกัน คนรวยมิได้หวาดระแวงกลัวคนชั้นกลางเหมือนอย่างที่พวกเขารู้สึกต่อคนจน ขณะเดียวกัน คนจนก็รู้สึกไว้วางใจและไม่ริษยาชนชั้นกลางมากเท่ากับคนรวย ความไม่สุดโต่งของชนชั้นกลางในความคิดของอริสโตเติลนี่เองที่เป็นหัวใจสำคัญของรูปแบบการปกครองที่เรียกว่า polity ที่อริสโตเติลเชื่อว่า มีความเป็นธรรมมากกว่ารูปแบบการปกครองที่อำนาจอยู่เฉพาะในมือของคนรวยหรือคนจน อีกทั้งอริสโตเติลยังเชื่ออีกด้วยว่า รูปแบบการปกครองที่อำนาจอยู่ในมือของชนชั้นกลางนี้ มีเสถียรภาพกว่าการปกครองของคนรวยหรือประชาธิปไตยของคนจน แต่กระนั้น ในประสบการณ์ของ รอย ซี แมคริดิซ ที่มีต่อชนชั้นกลางฝรั่งเศสตั้งแต่ศตวรรษที่สิบแปดเป็นต้นมา ก็หาได้เป็นไปตามที่อริสโตเติลได้กล่าวไว้ในช่วงสามร้อยปีก่อนคริสตกาลไม่ เพราะ "...ในภาวะคับขัน พวกนี้ก็กลายเป็นผู้ทำลายระบบสาธารณรัฐ ในด้านการเมืองพวกนี้ไม่เดินสายกลาง และผ่อนปรนดังที่อริสโตเติล...ได้อ้างถึงพวกนี้" หน้า 76 ชนชั้นกลางกับการเมืองไทย (๒) คนแคระบนบ่ายักษ์ แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1369 อริสโตเติลมีทัศนะที่ดีต่อชนชั้นกลาง เขาฝากความหวังไว้กับชนชั้นกลางในฐานะที่เป็นพลังสำคัญ ในการสร้างดุลที่เหมาะสมทางการเมือง ไม่สุดโต่งเกินไปเหมือนกับพวกชนชั้นสูง หรือมหาชนที่ยากจน ถ้าสังคมใดมีคนส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลาง และมีอำนาจทางการเมือง ระบอบการปกครองของสังคมนั้นจะดีกว่า ระบอบการปกครองของสังคมที่คนส่วนใหญ่ยากจนมีอำนาจทางการเมือง แต่สำหรับ รอย ซี แมคริดิซ กล่าวถึงชนชั้นกลางในฝรั่งเศสไว้ว่า "ความแตกต่างกันในความคิดเห็นเรื่องการเมืองนี้ ทำให้ชนชั้นกลางอ่อนกำลัง และเป็นอุปสรรคในการวางโครงการ อันจะส่งเสริมผลประโยชน์ของชนชั้นนี้...อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้ว ชนชั้นกลางสนับสนุนระบบสาธารณรัฐในฐานะที่เป็นลู่ทางที่ส่งเสริมผลประโยชน์ของตนมากที่สุด ชนชั้นนี้ได้ช่วยพิทักษ์ระบบสาธารณรัฐไว้ไม่ให้แตกสลายได้หลายครั้งหลายหน แต่ในภาวะคับขัน พวกนี้ก็กลายเป็นผู้ทำลายระบบสาธารณรัฐ ในด้านการเมืองพวกนี้ไม่เดินสายกลาง และผ่อนปรนดังที่อริสโตเติล...ได้อ้างถึงพวกนี้" อริสโตเติลคงไม่ได้คาดว่า ชนชั้นกลางจะมีความแตกต่างกันในความคิดเห็น เรื่องการเมืองอย่างที่แมคริดิซ ได้ทำการศึกษาจากประวัติศาสตร์ทางการเมืองของฝรั่งเศสตั้งแต่ศตวรรษที่สิบแปดเรื่อยมา เป็นไปได้ว่า ชนชั้นกลางของอริสโตเติลเป็นชนชั้นกลางในสมัยกรีกโบราณ ในขณะที่ ชนชั้นกลางฝรั่งเศสนั้นเป็นชนชั้นกลาง ภายใต้สังคมสมัยใหม่ที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองแบบเสรีนิยม และทุนนิยมเป็นบริบทสำคัญ นอกจากนี้ ชนชั้นกลางเองเป็นพลังสำคัญ ที่ต่อสู้กับระบอบกษัตริย์ และเป็นฐานกำลังสำคัญในการทำให้อุดมการณ์เสรีนิยมงอกงาม ภายใต้อุดมการณ์เสรีนิยมนี้เองที่ทำให้ชนชั้นกลางมีอิสรเสรีภาพ แต่อิสรเสรีภาพที่ว่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ชนชั้นกลางคิดเห็นแตกต่างกันในทางการเมืองหรือ? ทำไมชนชั้นกลางไม่มีผลประโยชน์ หรือจิตสำนึกทางการเมือง ที่เป็นปึกแผ่นร่วมกัน แต่กลับแตกต่างกันจนเป็นอุปสรรคในการวางโครงการ อันจะส่งเสริมผลประโยชน์ของชนชั้นของตน! ทีนี้ เราลองหันกลับมาดูการเมืองไทย เพื่อตรวจสอบดูว่า คำอธิบายชนชั้นกลางของใครถูกต้องกว่ากัน ระหว่างของแมคริดิซและอริสโตเติล เราปฏิเสธไม่ได้ว่า การปฏิวัติสยาม 2475 นั้นเกิดขึ้นจากกลุ่มของชนชั้นกลางเป็นสำคัญ แต่ต่อมาเราก็พบว่า กลุ่มชนชั้นกลางดังกล่าวก็กลับมีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกแยกกันจนกล่าวได้ว่า เป็นอุปสรรคมากกว่าจะเป็นแรงเกื้อหนุน ในการวางโครงการอันจะส่งเสริมผลประโยชน์ของชนชั้นกลางเอง โดยเฉพาะเมื่อการเมืองไทย กลับพัฒนาไปบนเส้นทางที่ส่งเสริมให้อำนาจเก่า กลับเข้มแข็งขึ้น เราไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ กลับมีความเข้มแข็ง จนกลายเป็นเสาหลักสำคัญของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยของไทย นับตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ก็ดูเหมือนจะสะท้อนถึงการกลับมาของพลังชนชั้นกลางอีกครั้งหนึ่ง เหมือนอย่างที่แมคริดิซได้กล่าวไว้ว่า "ชนชั้นกลางสนับสนุนระบบสาธารณรัฐในฐานะที่เป็นลู่ทาง ที่ส่งเสริมผลประโยชน์ของตนมากที่สุด" สภาพการณ์การเมืองก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลานั้นถูกผูกขาดโดยกลุ่มเผด็จการทหารเป็นเวลาถึง 14 ปี และสภาพการณ์ดังกล่าว ก็ไม่เอื้อให้เกิดความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ต่อการแสวงหาผลประโยชน์ของชนชั้นกลางโดยทั่วไป แต่กระนั้น เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ชนชั้นกลางเองก็ดูจะกลายเป็นผู้ทำลายระบบสาธารณรัฐเสียเองเมื่อเกิดภาวะวิกฤตคับขัน ไม่เดินสายกลางและผ่อนปรนในทางการเมืองอย่างที่อริสโตเติลเข้าใจ ชนชั้นกลางกลับกลายเป็นพวกปฏิกิริยา หันไปสนับสนุนอำนาจดั้งเดิมที่ตนเคยปฏิเสธมาก่อนหน้านี้ แต่อย่างไรก็ตาม ระบอบอำนาจเก่าก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้นาน ก็ต้องกลับมาผ่อนปรนคลี่คลายทีละเล็กทีละน้อย จากเผด็จการมาสู่ประชาธิปไตยครึ่งใบ และในที่สุดก็เกิดการเรียกร้องประชาธิปไตยเต็มใบ หลังจากที่การเมืองไทยอยู่ในสภาพประชาธิปไตยครึ่งใบ เป็นเวลานานนับเกือบ 10 ปี ประชาธิปไตยเต็มใบแบบไทยๆ ปรากฏเป็นรูปธรรมเมื่อเราได้รัฐบาลที่นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง นั่นคือ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติไทยในขณะนั้น โดยพรรคชาติไทยเป็นพรรคที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุด แต่ก็แปลกอีกนั่นแหละ เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (รสช.) ทำการรัฐประหารยึดอำนาจในปี พ.ศ.2534 ชนชั้นกลางจำนวนไม่น้อยที่ไม่ปฏิเสธการทำรัฐประหารครั้งนั้น นักวิชาการที่มีชื่อเสียงบางคนถึงกับออกมาชื่นชมเสียด้วยซ้ำ แต่หลังจากที่มีการเลือกตั้งในปี พ.ศ.2535 พรรคที่ได้คะแนนเสียงข้างมากคือพรรคสามัคคีธรรม แต่หัวหน้าพรรคไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เนื่องจากชื่อของตนอยู่ในบัญชีดำของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ในฐานะที่เป็นบุคคลไม่พึงปรารถนา (persona non grata) ด้วยเหตุที่ว่ามีประวัติข้องเกี่ยวกับการค้ายาเสพติด ในที่สุด พรรคสามัคคีธรรมและกลุ่มการเมืองอื่นๆ ได้เชิญให้ พลเอกสุจินดา คราประยูร ผู้บัญชาการทหารบก และแกนนำคนสำคัญของคณะรัฐประหารเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งว่าไปแล้ว ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ได้ห้ามบุคคลที่ไม่ได้รับการเลือกตั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อ พลเอกสุจินดา คราประยูร ตอบรับที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ทำให้เป็นชนวนสำคัญของการชุมนุมประท้วง ด้วยเหตุที่ว่า ในการทำรัฐประหารในปี พ.ศ.2534 พลเอกสุจินดาเคยยืนยันให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งหมายความว่า การสืบสานอำนาจของกลุ่มทหารที่ทำการรัฐประหารจะไม่บังเกิดขึ้นในการเมืองไทย เมื่อมากลับคำเช่นนั้น ก็หมายความว่า พลเอกสุจินดากลับคำพูด และย่อมหมายถึงการสืบสานอำนาจ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะสืบสานกันนานไปอีกแค่ไหน กล่าวได้ว่า ประชาชนผู้เข้าร่วมการชุมนุมประท้วงการสืบสานอำนาจครั้งนั้นเป็นชนชั้นกลางเสียส่วนใหญ่ ดังที่ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ นักรัฐศาสตร์รุ่นใหม่มือดีของไทยในขณะนั้นเรียกกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงพลเอกสุจินดาว่าเป็น "ม็อบมือถือ" ผู้สังเกตการณ์หลายคนก็ยืนยันว่า ประชาชนที่เข้าร่วมการชุมนุมเป็น "พวกใส่เสื้อเชิ้ตผูกเน็คไท" ซึ่งจะว่าไปแล้ว ก็คือพวกชนชั้นกลางนั่นเอง และเมื่อมีการจับกุม พลตรีจำลอง ศรีเมือง เกิดขึ้น กระแสการต่อต้านรัฐบาล พลเอกสุจินดา คราประยูร ก็ยิ่งแผ่ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง ซึ่งหมายความว่า นอกจากกระแสการต่อต้านการสืบสานอำนาจแล้ว ยังมีกระแสการต่อต้านการจับกุม พลตรีจำลอง ศรีเมือง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของคนเคร่งศาสนา ถ้าพิจารณาให้ดี จะพบว่า เราไม่สามารถแน่ใจได้ว่า กระแสการต่อต้านพลเอกสุจินดานั้น เป็นกระแสการต่อต้านการสืบสานอำนาจ หรือเป็นกระแสการต่อต้านคนตระบัดสัตย์ และเช่นกัน เราไม่สามารถแน่ใจได้ว่า กระแสการต่อต้านการจับกุมพลตรีจำลองนั้น เป็นกระแสต่อต้านการใช้อำนาจจับกุมประชาชนผู้ประท้วงอย่างสันติ หรือเป็นกระแสการต่อต้านการจับกุม "คนดีที่เคร่งศาสนา" ถ้ากระแสต่อต้านพลเอกสุจินดาเป็นกระแสที่ไม่ยอมรับ "คนตระบัดสัตย์" และไม่ยอมรับการจับกุม "คนดีที่เคร่งศาสนา" เราก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่า กระแสการต่อต้านนั้นเป็นกระแสเรียกร้องประชาธิปไตย แต่กลับเป็นกระแสเรียกร้องจริยธรรมคุณธรรมเสียมากกว่า มีนักคิดบางท่านกล่าวถึงชนชั้นกลางว่า ชนชั้นนี้มักจะอ่อนไหวกับประเด็นทางจริยธรรมคุณธรรมเสียยิ่งกว่า ประเด็นประชาธิปไตย เพราะจริยธรรมคุณธรรมนั้น เป็นคุณค่านามธรรมเดียวที่ชนชั้นกลางยึดถือ เป็นเอกลักษณ์ของชนชั้นตน เพราะนอกจากนี้แล้ว ชนชั้นกลางก็ไม่สามารถมีอะไรที่จับต้องได้พอที่จะสร้างเอกลักษณ์ความเป็นตัวตนของชนชั้นตนขึ้นมาได้ ชนชั้นกลาง ไม่มีทรัพย์โดดเด่นมากพอที่จะเป็นเอกลักษณ์ของตนได้เท่ากับชนชั้นสูง ขณะเดียวกัน ชนชั้นกลางก็ไม่ปรารถนาที่จะให้เกิดความเท่าเทียมกันอย่างจริงจังเหมือนกับชนชั้นล่าง และเมื่อกล่าวถึงจริยธรรมคุณธรรม มันก็เป็นอะไรที่แสนจะนามธรรม และไม่ชัดเจน สามารถโต้แย้งกันได้ไม่สิ้นสุด อย่างไรก็ตาม การต่อต้านประท้วงรัฐบาลพลเอกสุจินดาในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ก็ดำเนินไปภายใต้หลักการที่ว่า "ต้องการนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง" และหลังจากได้ชัยชนะ พลเอกสุจินดายอมลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สิ่งที่ผู้ชุมนุมประท้วงได้รับและพากันยอมรับก็คือ การได้คุณอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี โดยที่คุณอานันท์ก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แถมยังเคยเป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว ตามภายใต้การกำกับดูแลของคณะรัฐประหาร รสช. เหตุผลสำคัญที่ชนชั้นกลางยอมรับคุณอานันท์ก็เป็นเพียงเพราะคุณอานันท์เป็น "คนดี" ทั้งนี้ไม่ต้องไปถามชนชั้นล่าง เพราะมหาชนคนส่วนใหญ่ไม่รู้หรอกว่า ที่ว่าคุณอานันท์ "ดี" นั้น "ดี" อย่างไร! หน้า 76 ชนชั้นกลางกับการเมืองไทย (3) คนแคระบนบ่ายักษ์ แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1370 ในหนังสือชื่อ "ฝรั่งเศส" หน้า 38 ของ รอย ซี แมคริดิซ กล่าวถึงชนชั้นกลางฝรั่งเศสไว้ว่า "ความแตกต่างกันในความคิดเห็น เรื่องการเมืองนี้ทำให้ชนชั้นกลางอ่อนกำลัง และเป็นอุปสรรคในการวางโครงการ อันจะส่งเสริมผลประโยชน์ของชนชั้นนี้... อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้ว ชนชั้นกลางสนับสนุนระบบสาธารณรัฐในฐานะที่เป็นลู่ทางที่ส่งเสริมผลประโยชน์ของตนมากที่สุด ชนชั้นนี้ได้ช่วยพิทักษ์ระบบสาธารณรัฐไว้ ไม่ให้แตกสลายได้หลายครั้งหลายหน แต่ในภาวะคับขัน พวกนี้ก็กลายเป็นผู้ทำลายระบบสาธารณรัฐ ในด้านการเมืองพวกนี้ไม่เดินสายกลางและผ่อนปรนดังที่อริสโตเติล และต่อมา จอห์น สจ๊วต มิลล์ ได้อ้างถึงพวกนี้" (ฝรั่งเศส รอย ซี แมคริดิซ, แปลโดย ศาสตราจารย์พงศ์เพ็ญ ศกุนตาภัย และ มณีมัย รัตนมณี) คำบรรยายถึงลักษณะของชนชั้นกลางในฝรั่งเศส จะสามารถนำมาใช้อธิบายพฤติกรรมทางการเมืองของชนชั้นกลางไทยได้หรือไม่ และมากน้อยเพียงไร? นี่คือประเด็นที่ผู้เขียนจะกล่าวถึงในข้อเขียนนี้เป็นตอนที่สามในครั้งนี้ ไม่ว่าชนชั้นกลางจะไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจรัฐประหารของเหล่าทหารด้วยเหตุผลที่เป็นประชาธิปไตยหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม โดยส่วนใหญ่แล้ว ที่ผ่านมา ชนชั้นกลางไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร เพราะการทำรัฐประหาร นำมาซึ่งการผูกขาดอำนาจโดยทหารกลุ่มหนึ่ง โดยมีนายทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือส่วนใหญ่สนับสนุน ซึ่งก็เท่ากับว่า อำนาจทางเศรษฐกิจก็ถูกผูกขาดหรือได้รับการปกป้องโดยนายทุนกลุ่มที่สนับสนุนคณะรัฐประหารนั้นๆ ด้วยเหตุนี้เอง ชนชั้นกลางจึงไม่ยอมรับการทำรัฐประหาร เพราะอย่างที่ รอย ซี แมคริดิซ ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า "อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้ว ชนชั้นกลางสนับสนุนระบบสาธารณรัฐในฐานะที่เป็นลู่ทางที่ส่งเสริมผลประโยชน์ของตนมากที่สุด" แต่ระบอบที่ปกครองโดยทหารและนายทุนกลุ่มหนึ่งนั้นย่อมสวนทางกับระบบสาธารณรัฐ และไม่เอื้อให้ชนชั้นกลางได้รับผลประโยชน์ของตนมากที่สุดแต่อย่างใด ยกเว้นเสียแต่ว่า ชนชั้นกลางจะไม่มีจิตสำนึก รับรู้ถึงผลประโยชน์ที่แท้จริงของชนชั้นตน หรือสับสนเข้าใจผิดในสิ่งที่เป็นหรือไม่เป็นผลประโยชน์ที่แท้จริงของชนชั้นตน อย่างไรก็ตาม ในกรณีการทำรัฐประหารโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในปี พ.ศ.2500 และรัฐประหารโดยคณะ รสช. ในปี พ.ศ.2534 คนส่วนใหญ่กลับไม่ปฏิเสธ คนส่วนใหญ่ที่ว่านี้ อาจจะไม่ "ใหญ่" จริง เพราะมหาชนพี่น้องชาวไทยในชนบทต่างจังหวัด ไม่ได้แสดงออกชัดเจนแต่อย่างไรในการอยู่หรือไปของรัฐบาล ดังนั้น คำว่า คนส่วนใหญ่ ในที่นี้ ก็เป็นอื่นใดไปไม่ได้นอกจากคนในเมือง-ชนชั้นกลางนั่นเอง ในปี พ.ศ.2500 นิสิตนักศึกษาเป็นกลุ่มนำประท้วงการเลือกตั้งที่มีการทุจริตมากที่สุดครั้งหนึ่งที่กระทำโดยกลุ่ม จอมพล ป. พิบูลสงคราม และเมื่อจอมพลสฤษดิ์เข็นรถถังออกมาโค่นรัฐบาล จอมพล ป. รัฐประหารครั้งดังกล่าวก็ได้เสียงตอบรับจากกลุ่มนิสิตนักศึกษา และแน่นอนว่า รวมถึงครอบครัวเครือญาติของพวกเขาด้วย แต่จอมพลสฤษดิ์ก็มิได้อยู่ในอำนาจจนวันที่ส่วนใหญ่ของชนชั้นกลางเหล่านั้นไม่พอใจ เช่นเดียวกัน ในการทำรัฐประหารโดยคณะ รสช. ก็ได้รับการยอมรับจากส่วนใหญ่ของชนชั้นกลางไม่น้อย เพราะก่อนหน้านี้ ก็มีการประท้วงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งนับเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่มาจากการเลือกตั้ง หลังจากไม่มีมาเป็นเวลากว่าสิบปี ส่วนหนึ่งของการประท้วงรุนแรงถึงขนาดมีนักศึกษาคนหนึ่งเผาตัวเอง คงไม่เป็นการเกินเลยไปที่จะกล่าวว่า ส่วนใหญ่ของชนชั้นกลางไม่ปฏิเสธรัฐประหารของคณะ รสช. ทั้งๆ ที่จะว่าไปแล้ว คนจำนวนไม่น้อยในชนชั้นกลางได้ประโยชน์จากนโยบาย "เปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า" ของรัฐบาลพลเอกชาติชาย อีกทั้งคนเล่นหุ้น ซึ่งส่วนใหญ่ย่อมไม่ใช่พี่น้องส่วนใหญ่ของสังคมไทย ก็ร่ำรวยกันจากการซื้อขายหุ้นเป็นว่าเล่น ราคาที่ดินก็ขึ้นสูง เศรษฐีใหม่เกิดขึ้นจากการขายที่ดินที่เก็บไว้มาหลายสิบปี แต่กระนั้นก็แปลกที่พวกเขาเหล่านั้น กลับมิได้ออกมาประท้วงคณะรัฐประหารเหมือนกัน ในขณะที่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยคณะ คปค. กลับมีชนชั้นกลางออกมาประท้วงแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างเสรี และชนชั้นกลางส่วนใหญ่ที่ออกมาประท้วงรัฐประหารของ คปค. ก็เป็นปัญญาชน นักวิชาการ อาจารย์และนิสิตนักศึกษาเสียส่วนใหญ่ ที่เป็นส่วนน้อยที่กล้าแสดงตัวออกมาก็คือ ลุงแท็กซี่ที่ขับรถชนรถถังจนบาดเจ็บสาหัส แต่ก็ไม่เห็นมีใครจะยกย่องคนเหล่านี้ว่าเป็นผู้กล้าและยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตยแต่อย่างไร ทั้งๆ ที่มาตรา 65 ก็บ่งไว้ชัดเจนว่า "บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้" ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องแปลกสำหรับชนชั้นกลางไทยอีก ในการรัฐประหาร รสช. ในปี พ.ศ.2534 ผู้เขียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษ และได้จัดประชุมหารือ เพื่อทำการประท้วงการทำรัฐประหาร เพราะผู้เขียนไม่เห็นว่า "รัฐบาลพลเอกชาติชายจะเลวร้ายขนาดที่ต้องออกมายึดอำนาจกัน" ซึ่งก็คงไม่ต่างจากนักวิชาการจำนวนหนึ่งในขณะนี้ที่เห็นว่า "รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้เลวร้ายขนาดต้องที่ต้องใช้วิธีการที่มิได้เป็นตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ" คนไทยส่วนใหญ่ที่ประเทศอังกฤษต่างพากันยอมรับรัฐประหาร รสช. โดยเฉพาะบรรดานิสิตนักศึกษา ซึ่งแน่นอนว่า ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวชนชั้นกลางจนถึงชนชั้นสูง แต่คนไทยที่มาร่วมประท้วงกับผู้เขียน นอกจาก ใจ อึ๊งภากรณ์ แล้ว (ซึ่งเป็นคนที่น่านับถือในความแน่วแน่และเสมอต้นเสมอปลายในหลักการเป็นอย่างยิ่ง) ก็เป็นพี่น้องชาวไทยที่หาเช้ากินค่ำ เป็นผู้ที่มาขายแรงงานในประเทศอังกฤษ คนเหล่านั้นให้เหตุผลในการเข้าร่วมการประท้วงว่า เขารู้สึกการเมืองที่อำนาจอยู่บนฐานประชาชน ทำให้เขารู้สึกมีความเท่าเทียมกัน ทำให้เขารู้สึกว่า เขามีส่วนในการกำหนดชะตาชีวิตของเขาด้วยตัวของเขาเอง การเลือกตั้งเป็นสิ่งสำคัญเป็นกลไกที่ทำให้ทุกคนเสมอหน้าในทางการเมือง ชีวิตของพวกเขาในสังคมอังกฤษ แม้ว่าจะเป็นผู้ขายแรงงาน แต่เขาก็ไม่จำเป็นต้องก้มหัวให้ใคร หรือเกรงกลัวผู้มีอำนาจบารมีที่ไหน กฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างหากที่คุ้มครองสิทธิต่างๆ ของเขา ไม่ให้ใครมาริดรอน เอาเปรียบละเมิดได้ เขาไม่จำเป็นจะต้องรู้จัก หรือมีเส้นสายในการร้องเรียนหรือแจ้งความ ด้วยเหตุนี้เขาอยากให้บ้านเมืองของเขามีบรรยากาศเช่นนั้น การทำรัฐประหารทำให้กลุ่มทหารกลุ่มหนึ่งมีอำนาจล้นฟ้า และกลุ่มคนวงในที่ใกล้ชิดกับทหารเหล่านั้นเท่านั้น ถึงจะได้ประโยชน์และได้รับการคุ้มครองความมั่นคงปลอดภัยของชีวิต แม้ว่าจะมีคนไทยในอังกฤษจำนวนไม่น้อยที่พยายามโน้มน้าวผู้เขียนว่า หลังจากรัฐประหารโดยคณะ รสช. แล้ว ประเทศไทยจะได้ประชาธิปไตยกลับคืนมาอย่างแน่นอน เราจะได้รัฐธรรมนูญที่ดีกว่าและได้การเลือกตั้งกลับคืนมา แต่ผู้เขียนก็ยืนยันว่า ผู้เขียนไม่เชื่อว่า มันจะเป็นเช่นนั้น เพราะการยึดอำนาจจะนำมาซึ่งเผด็จการทหาร และยากที่จะผันแปรเป็นอย่างอื่นได้ ผู้เขียนไม่เชื่อว่า "ลิงจะให้กำเนิดคน" ได้ ลิงก็คือลิง และคนก็คือคน วิถีแบบลิงก็ต้องให้ผลออกมาเป็นลิงเท่านั้น ผู้เขียนจับตาดูและดำเนินการประท้วงต่อเนื่อง มากบ้างน้อยบ้าง จนกระทั่งมาถึงช่วงเวลาประมาณสองสัปดาห์ ก่อนเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ซึ่งผู้เขียนก็แสดงความวิตกกังวลว่า จะมีการนองเลือดเกิดขึ้น และขอให้คนไทย โดยเฉพาะเหล่านักเรียนนักศึกษาเข้าร่วมกันประท้วงไม่ยอมรับรัฐบาลที่ พลเอกสุจินดา คราประยูร เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะนั่นคือการสืบสานอำนาจอีกรูปแบบหนึ่งของกลุ่มเผด็จการทหาร แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังไม่สนใจ จนกระทั่งมีการจับตัว พลตรีจำลอง ศรีเมือง เท่านั้น กระแสการต่อต้านจึงปะทุขึ้น ทั้งในประเทศไทยเองและที่อังกฤษ และอย่างที่กล่าวไปตอนที่แล้วว่า ผู้เขียนไม่มั่นใจว่า กระแสที่ปะทุขึ้นนั้นเป็นกระแสที่ต้องการปกป้องประชาธิปไตย หรือต้องการปกป้อง พลตรีจำลอง ศรีเมือง และหลังจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬสิ้นสุดลง นายกรัฐมนตรีคนใหม่ก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ประชาชนคนชั้นกลางส่วนใหญ่ก็ต่างพากันปิติยินดีในการกลับมาของ "ผู้ดีรัตนโกสินทร์" ของ คุณอานันท์ ปันยารชุน ซึ่งผู้เขียนก็ไม่เข้าใจวิธีคิดของพี่น้องร่วมชนชั้นกับผู้เขียนเท่าไรนัก เพราะทุกคนต่างออกมาต่อสู้เสียเลือดเนื้อแทบเป็นแทบตาย ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่ต้องการนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ความสับสนแตกต่างทางความคิด ของชนชั้นกลางไทยประจักษ์ชัด เมื่อพวกเขาสามารถยอมรับนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งได้อยู่ดี หลังจากเหตุการณ์สงบ และได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ฝรั่งชาวอังกฤษคนหนึ่งในรถใต้ดินได้พูดคุยกับเพื่อนในภาษาของตน ถึงเหตุการณ์การเมืองไทยว่า เขาไม่เข้าใจคนไทยเลย มีการต่อสู้นองเลือดขนาดนั้น อยู่ดีๆ ก็สงบลงไปได้เฉยๆ แถมยังยอมรับนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งได้อีก คนไทยที่เป็นเช่นนี้ ไม่รู้ว่าสมองทำด้วยอะไร! อย่างไรก็ตาม ฝรั่งชาวอังกฤษผู้นี้ก็คงลืมประวัติศาสตร์การเมืองของเขาเองไปเหมือนกัน เขาคงจำไม่ได้ว่า หลังจาก นายพลโอลิเวอร์ ครอมเวล ทำการปฏิวัติล้มล้างระบอบกษัตริย์ ตัดหัวพระเจ้าแผ่นดินของเขา พระเจ้าชาร์ลส์ที่หนึ่ง ไปในปี ค.ศ.1649 พาอังกฤษเข้าสู่ระบอบสาธารณรัฐ แต่ต่อมา ในปี ค.ศ.1660 ก็กลับเชิญให้พระเจ้าชาร์ลส์ที่สอง กลับมาเป็นกษัตริย์อังกฤษอีก และฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญขึ้นมา ปรากฏการณ์การกลับมาของอำนาจของกษัตริย์ในการเมืองอังกฤษนี้เป็นที่รู้จักกันดีในนามของ "the Restoration" ชนชั้นกลางอังกฤษก็คงจะสับสนไม่น้อยไปกว่าชนชั้นกลางฝรั่งเศสหรือไทยเท่าไรนักหรอก หน้า 33 ชนชั้นกลางกับการเมืองไทย (4) คนแคระบนบ่ายักษ์ แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1372 "ชนชั้นนี้ได้ช่วยพิทักษ์ระบบสาธารณรัฐไว้ไม่ให้แตกสลายได้หลายครั้งหลายหน แต่ในภาวะคับขัน พวกนี้ก็กลายเป็นผู้ทำลายระบบสาธารณรัฐ ในด้านการเมือง พวกนี้ไม่เดินสายกลางและผ่อนปรน..." (รอย ซี แมคริดิซ, ฝรั่งเศส, แปลโดย ศาสตราจารย์พงศ์เพ็ญ ศกุนตาภัย และ มณีมัย รัตนมณี) น่าคิดว่า ในทางการเมือง ชนชั้นกลางไทยมีลักษณะสุดโต่ง และไม่ผ่อนปรนอย่างที่แมคริดิซ กล่าวถึงชนชั้นกลางฝรั่งเศสหรือไม่? ในกรณีการประท้วงอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ผ่านมา กล่าวได้ว่า คนที่เข้าร่วมการประท้วง ที่สามารถรวมเรียกว่าเป็นพวก "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางเสียส่วนใหญ่ก็ว่าได้ โดยเฉพาะส่วนที่มาจากกรุงเทพมหานคร การประท้วงค่อยๆ ทวีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จนกล่าวได้ว่านับเป็นจำนวนแสนขึ้นไปในบางครั้ง ขณะเดียวกัน การประท้วงก็ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุดในประวัติศาตร์การเมืองไทยก็ว่าได้ เพราะเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516, 6 ตุลาคม 2519 และเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ก็กินเวลาไม่นานเป็นหลายเดือนเช่นที่เพิ่งผ่านมา นับเป็นปรากฏการณ์การประท้วงที่น่าสนใจศึกษาอย่างยิ่ง เพราะแม้ว่าจะมีผู้คนเข้าร่วมมากกว่า และติดต่อกันยาวนานกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ก็ไม่สามารถกดดันให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยอมออกจากอำนาจได้ ที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะยังไม่มีการนองเลือดนั่นเอง สังเกตดูได้ว่า ในกรณี 14 ตุลาและพฤษภาทมิฬ เกิดการนองเลือดขึ้นจากการที่ฝ่ายรัฐบาลใช้อำนาจเข้าปราบปรามผู้เข้าชุมนุม และในที่สุดก็ทำให้รัฐบาลต้องมีอันล้มไป เพราะสภาวะสุดท้ายแห่งความชอบธรรมได้หมดสิ้นลงไปจากการใช้กำลังเข้าจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงอย่างสันติ ขณะเดียวกัน ก็ไม่ใช่ผู้นำทางการเมืองทุกรัฐบาลที่จะต้องรอให้เกิดการนองเลือดเสียก่อนถึงจะยอมออกจากอำนาจ อย่างในกรณีของ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี พ.ศ.2523 พลเอกเกรียงศักดิ์ ยอมลาออกจากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี หลังจากที่รัฐบาลตัดสินใจขึ้นราคาน้ำมัน ซึ่งส่งผลให้ให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน จากค่าครองชีพที่สูงขึ้น มีการชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนนโยบาย และบรรดา ส.ส.ฝ่ายค้านได้ร่วมกันลงชื่อขอเปิดประชุมเพื่อชี้แจงปัญหาต่อสภา พลเอกเกรียงศักดิ์ก็ประกาศกลางสภา "ขอลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี" อย่างมีเกียรติ และศักดิ์ศรี ตามครรลองของการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ทั้งๆ ที่พลเอกเกรียงศักดิ์ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากการทำรัฐประหารรัฐบาลของ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร แน่นอนว่า นอกจากพลังกดดันจากผู้ชุมนุมประท้วงนอกสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านในสภาแล้ว พลเอกเกรียงศักดิ์ ยังถูกกดดันจากพลังของกลุ่มทหารที่เรียกว่า "กลุ่มยังเติร์ก" อีกด้วย ที่ต้องการหนุน พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 16 อย่างไรก็ตาม อย่างที่กล่าวไปแล้ว ปรากฏการณ์ดังกล่าวถือเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่น่าสนใจอย่างยิ่งที่ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ยอมลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งๆ ที่ท่านก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และก็ไม่ต้องรอให้เกิดสถานการณ์อันล่อแหลมต่อการใช้กำลังความรุนแรง ทั้งนี้ ไม่ต้องนับนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ที่ยอมลงจากตำแหน่งเมื่อเจอมรสุมทางการเมืองเข้าถาโถม แน่นอนว่า เมื่อเกิดกระแสความไม่พอใจรัฐบาล และรัฐบาลไม่สามารถสลายการชุมนุมประท้วงได้ การชุมนุมประท้วงย่อมต้องดำเนินยืดเยื้อต่อไปเรื่อยๆ และถ้ากระแสยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่าการซื้อเวลา ด้วยความหวังที่ว่า เมื่อเวลาผ่านพ้นเนิ่นนานไป กระแสก็น่าจะอ่อนแรงโรยราไปเองในที่สุด แต่ถ้ากระแสกลับไม่อ่อนตัวลง อย่างเช่น ในกรณีของการชุมนุมประท้วงของเหล่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ผนึกกำลังกันขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างต่อเนื่อง เราจะตีความสภาวการณ์ดังกล่าวว่า เป็นพฤติกรรมทางการเมืองของชนชั้นกลางไทยที่สุดโต่ง และไม่ผ่อนปรนได้หรือไม่? ถ้าสมมุติว่า ใช่ ก็หมายความว่า พฤติกรรมทางการเมืองที่ไม่สุดโต่งและผ่อนปรนก็คือ ชนชั้นกลางไทย หรือเหล่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่ควรจะที่เข้าร่วมชุมนุมกัน "มากเกินไป" และ "ยืดเยื้อเกินไป" จนอาจจะทำให้เป็นสาเหตุหรือเป็นโอกาสที่จะเกิดการใช้กำลังความรุนแรงจนเกิดการนองเลือดขึ้น! แต่การกล่าวเช่นนี้ ก็ดูจะกลายเป็นเรื่องตลกเสียมากกว่าที่ใครจะคิดว่า ความไม่สุดโต่งและความผ่อนปรนทางการเมือง โดยเฉพาะการชุมนุมประท้วง คือ การไม่มาชุมนุมมากเกินไป และไม่ยืดเยื้อเกินไป เพราะการชุมนุมประท้วงทางการเมือง ย่อมต้องการที่จะบรรลุเป้าหมาย และหากเป้าหมายคือ การเปลี่ยนรัฐบาล และหากรัฐบาลไม่สามารถหาวิธีการในการสลายความไม่พอใจ และเคลือบแคลงของประชาชนเหล่านั้นได้ การชุมนุมย่อมจะต้องมากขึ้นเรื่อยๆ และดำเนินต่อไปจนถึงที่สุด การชุมนุมโดยไม่ให้มีปริมาณมากเกินไป และไม่ต่อเนื่องจนเกินไปย่อมเป็นเรื่องพิลึกกึกกือที่สุด ดังนั้น การไม่สุดโต่งและผ่อนปรนในการชุมนุมประท้วงย่อมไม่น่าจะใช่เรื่องปริมาณและระยะเวลาที่มากเกินไป แต่การชุมนุมที่ไม่สุดโต่งและมีลักษณะผ่อนปรนคือ การไม่ปลุกระดมให้มีการใช้ความรุนแรง หรือยั่วยุให้เกิดการใช้ความรุนแรงต่างหาก หรือเกิดการทำลายข้าวของทรัพย์สิน และรวมทั้งการทำร้ายตัวเองด้วย ในแง่นี้ ชนชั้นกลางที่รวมตัวกันในนามของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงไม่เข้าข่าย "สุดโต่งและไม่ผ่อนปรน" เพราะสังเกตได้ว่า เขาเหล่านั้นกลับอยู่ในระเบียบวินัยของการชุมนุมโดยสันติ เพราะประสบการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา ย่อมทำให้พวกเขาตระหนักถึงความหายนะและความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นต่อชีวิตผู้คน และรวมทั้งต่อบ้านเมืองโดยรวมด้วย และเมื่อผนวกรวมกับปรากฏการณ์ของกระแสชนชั้นกลางทั่วไปที่ไม่ออกมาต่อต้านการทำรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา ก็ทำให้กล่าวได้ว่า ชนชั้นกลางไทยจำนวนไม่น้อย "มีความผ่อนปรนและไม่สุดโต่ง" ในทางการเมืองเหมือนอย่างชนชั้นกลางฝรั่งเศสของ รอย ซี แมคริดิซ ซึ่งทำให้เราต้องกลับมาขบคิดสงสัยกับปรากฏการณ์ทางการเมืองในกรณีเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 เพราะจาก "ชนชั้นกลางกับการเมืองไทยตอนที่ 2" ผู้เขียนได้ลองกล่าวเสนอไปว่า เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ชนชั้นกลางไทย มีพฤติกรรมทางการเมืองตามที่แมคริดิซว่าไว้ นั่นคือ พวกเขา "สนับสนุนระบบสาธารณรัฐ ในฐานะที่เป็นลู่ทาง ที่ส่งเสริมผลประโยชน์ของตนมากที่สุด...แต่เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ชนชั้นกลางไทย ก็ดูจะกลายเป็นผู้ทำลายระบบสาธารณรัฐเสียเอง เมื่อเกิดภาวะวิกฤตคับขัน ไม่เดินสายกลางและผ่อนปรนในทางการเมือง" เป็นไปได้หรือไม่ว่า เราไม่สามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำนักว่า นอกจากเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว ส่วนใหญ่ของประชาชน ที่เข้าร่วมขบวนการใช้กำลังความรุนแรง เข้าประหัตประหารกลุ่มนิสิตนักศึกษาอย่างหฤโหด ที่บริเวณท้องสนามหลวง และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นคือ "ชนชั้นกลางไทย"! และคนที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีว่า "เขาเหล่านั้น" เป็น "ชนชั้นกลาง" หรือไม่นั้นก็น่าจะได้แก่ บรรดาผู้นำนิสิตนักศึกษาในสมัยนั้นนั่นเอง หน้า 41
|