หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
บทเรียนจากปิคนิค

คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น  เศรษฐ์ สันติ  มติชนรายวัน  วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10448

ในที่สุดสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้กล่าวโทษร้องทุกข์อดีตผู้บริหารบริษัทปิคนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด กับพวกต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอเพิ่มอีกคดีหนึ่ง เมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา หลังจากที่เคยกล่าวโทษไปก่อนหน้านี้เมื่อกลางปี 2548 ในคดีทุจริตเงินกู้ 85 ล้านบาท และตกแต่งบัญชี

คดีที่ ก.ล.ต.กล่าวโทษในครั้งหลังนี้ มูลค่าความเสียหายสูงถึง 2,000 ล้านบาท เป็นกรณีที่บริษัทปิคนิคได้ทำสัญญาว่า ซื้อถังแก๊สขนาดเล็กจากบริษัทแสงทองไทยผลิตถังช่วงปลายปี 2547 ต้นปี 2548 มูลค่า 1,321 ล้านบาท (ต่อมาทำสัญญาจ้างเพิ่มเป็น 2,166 ล้านบาท) และซื้อถังแก๊สขนาดใหญ่จากบริษัทแห่งหนึ่งมูลค่า 852 ล้านบาท โดยจ่ายเงินล่วงหน้าให้แก่บริษัทผู้ผลิตถังแก๊สทั้งสองแห่ง

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบของผู้ตรวจสอบบัญชีไม่พบว่า มีปริมาณถังแก๊สขนาดเล็กตามที่ปิคนิคอ้างว่า ซื้อจากบริษัทแสงทองไทยฯ และไม่มีการส่งมอบถังแก๊สขนาดใหญ่ให้แก่ปิคนิค ทางปิคนิคจึงยอมตัดมูลค่าถังแก๊สออกจากบัญชี 1,000 ล้านบาท และยังไม่สามารถยืนยันได้ด้วยว่า ถังแก๊สที่อ้างว่าซื้อมาอีก 1,000 ล้านบาท มีอยู่จริงหรือไม่

ขณะเดียวกัน มีการยกเลิกสัญญาซื้อถังแก๊สขนาดใหญ่ด้วย โดยบริษัทผู้ผลิตยอมคืนเงินให้เพียงครึ่งเดียว แต่ยังไม่ได้เงินคืนถึง 454 ล้านบาท

เมื่อ ก.ล.ต.ตรวจสอบกรณีดังกล่าวอย่างละเอียดจึงพบหลักฐานน่าเชื่อว่า สัญญาซื้อขายถังแก๊สทั้งหมดเป็นรายการที่จัดทำขึ้น เพื่อเป็นเหตุในการจ่ายเงินออกจาก ปิคนิค เพื่อประโยชน์ของอดีตผู้บริหารของบริษัท และบุคคลอื่น

หรือพูดง่ายๆ เป็นการผ่องถ่ายหรือไซ่ฟ่อนเงินออกจากบริษัทเข้ากระเป๋าอดีตผู้บริหารและบุคคลอื่นในเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้น ถังแก๊สขนาดเล็กที่อ้างว่า มีมูลค่าสูงถึง 2,000 ล้านบาท อย่างน้อยประมาณ 1,000 ล้านบาท (ถูกตัดออกจากบัญชีแล้ว) จึงน่าจะเป็นเพียง "ถังลม" ไม่มีการผลิตหรือการซื้อขายกันจริง

จากข้อเท็จจริงดังกล่าว น่าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรีบดำเนินการอย่างเร่งด่วน ก่อนที่จะเกิดคาามเสียหายอย่างใหญ่หลวง จากกรณีปิคนิคดังนี้

หนึ่ง เงินประมาณ 2,000 ล้านบาท ที่ทาง ก.ล.ต.มีหลักฐานทำให้เชื่อว่า มีการผ่องถ่ายออกจากบริษัทในที่สุดแล้ว ไปตกอยู่ในกระเป๋าใคร

ตามข้อมูลที่ได้รับพบว่า มีการถอนเป็นเงินสดๆ ถึงวันละ 20-30 ล้านบาท เกือบทุกวัน และครั้งหนึ่งถอนเป็นเงินสดถึง 300 ล้านบาท ซึ่งธุรกรรมเหล่านี้ธนาคารต้องรายงานให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ทราบถึงความผิดปกติ

คำถามคือ ธนาคารพาณิชย์ได้ทำหน้าที่ครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่เช่นเดียวกับ ปปง.ที่มีความตื่นตัวเพียงพอ ที่จะประสานความร่วมมือในการตรวจสอบกรณีดังกล่าวกับหน่วยงานต่างๆ

การที่ระบบธนาคารพาณิชย์ยอมให้มีการถอนเงินสดๆ ถึง 300 ล้านบาท โดยไม่มีการตรวจสอบอย่างจริงจัง เป็นอันตรายอย่างมาก เพราะเป็นช่องทำในการนำเงินไปใช้อย่างผิดกฎหมาย หรือนำเงินผิดกฎหมายไปฟอกได้อย่างง่ายดาย

สอง เมื่อผลการตรวจสอบพบว่า ไม่น่าจะมีการซื้อขายถังแก๊สกันจริงมูลค่า 2,000 ล้านบาท จึงมีปัญหาว่า ใบกำกับภาษีที่บริษัทแสงทองไทยฯ ออกให้แก่ปิคนิค เป็นใบกำกับภาษีปลอมหรือไม่ ถ้าใช่ก็มีโทษในทางอาญา (ประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4) มีโทษจำคุก 3 เดือน ถึง 7 ปี ปรับตั้งแต่ 2,000-200,000 บาท

และที่ต้องตรวจสอบคือมีการนำใบกำกับภาษีเหล่านี้ไปขอคืนภาษีแล้วหรือยัง

ไม่รู้ว่ากรณีหลังนี้ผู้บริหารระดับสูงของกรมสรรพากร ลืมตาตื่นขึ้นมาทำหน้าที่หรือยัง หรือมัวแต่จ้องรีดขนห่านรายย่อย ที่ไม่มีทางสู้สบายกว่า

หน้า 20