หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ชำแหละโครงการเอื้อเครือข่าย "ทักษิณ"

แกะรอย : ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์  กรุงเทพธุรกิจ  วันอังคารที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2549

คนไทยเสพติด ซื้อหวยบนดิน 4 หมื่นล้าน(1) "หวยบนดิน" ซึ่งออกมาจำหน่ายตั้งแต่งวดวันที่ 1 ส.ค. 2546 เป็นต้นมา เป้าหมายเพื่อล้างหวยใต้ดิน และให้เป็นทางเลือกของประชาชน โดยไม่มุ่งแสวงหากำไรสูงสุด และมุ่งเน้นประโยชน์ กลับคืนสู่สังคม แต่ถึงวันนี้ ถือว่าประสบผลสำเร็จอย่างสูง เพราะสิ้นปี 2548 ยอดขายสลากเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว มีมูลค่าถึง 40,469 ล้านบาท

"หวยบนดิน" เป้าหมายล้างอิทธิพลท้องถิ่น

บทความนี้มาจากงานวิจัยเรื่อง "หวยใต้ดิน-หวยบนดิน : พฤติกรรมการบริโภคของคนไทย" โดยเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ และพยนต์ สุรินจำลอง ของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งได้ศึกษาพฤติกรรมการบริโภคหวยใต้ดิน และหวยบนดินของคนไทย โดยนอกจากจะศึกษาถึงลักษณะและพฤติกรรมการซื้อหวยแล้ว ยังต้องการหาคำตอบว่า หวยบนดิน สามารถทดแทนหวยใต้ดินได้หรือไม่ และผู้บริโภคมีลักษณะติดการพนันหรือไม่

"หวยใต้ดิน" เป็นการพนันที่คนไทยนิยมเล่นกันมากว่า 170 ปี เป็นธุรกิจผิดกฎหมายที่มีมูลค่ามหาศาล และเกี่ยวพันกับคนจำนวนมาก จากการศึกษาของสังศิต พิริยะรังสรรค์และคณะ ในปี 2544 พบว่ามีผู้เล่นหวยใต้ดินทั่วประเทศ ประมาณ 23.7 ล้านคน คิดเป็น 51% ของประชากรที่มีอายุมากกว่า 15 ปีขึ้นไป มีวงเงินที่เล่นหวยใต้ดินไม่ต่ำกว่า 542,000 ล้านบาท คิดเป็นยอดขายที่สูงกว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลถึง 15.7 เท่า โดยในวงเงินที่เล่นนี้ประมาณ 30% หรือประมาณ 162,000 ล้านบาท คิดเป็นกำไรของเจ้ามือ นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบมูลค่าการเล่นในช่วงปี 2536-2538 กับปี 2544 พบว่ามีมูลค่าการเล่นเพิ่มขึ้นถึง 67%

ผลจากการที่ธุรกิจหวยใต้ดินก่อให้เกิดธุรกรรมทางการเงินนอกระบบจำนวนมหาศาล และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสังคมโดยรวม โดยเฉพาะปัญหาด้านกระจายรายได้ ที่กำไรส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่กับเจ้ามือหวยใต้ดิน ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น และข้าราชการที่รับส่วย รัฐบาลที่ผ่านมา จึงมีนโยบายในการปราบปรามหวยใต้ดิน รวมทั้งแก้ปัญหาเงินนอกระบบ โดยให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล นำสลากแบบเลขท้าย 2 และ 3 ตัว หรือที่เรียกว่า "หวยบนดิน" ออกมาจำหน่ายตั้งแต่งวดวันที่ 1 สิงหาคม 2546 เป็นต้นมา จากรายงานประจำปี 2547 ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ระบุเป้าหมายของการดำเนินงานว่า "ได้จัดทำขึ้นเพื่อให้เป็นทางเลือกของประชาชน โดยให้ผู้ซื้อได้รับการคุ้มครองสิทธิถูกต้องตามกฎหมาย รัฐสามารถกำกับควบคุมดูแล ให้อยู่ในครรลองที่เหมาะสมได้ โดยไม่มุ่งแสวงหากำไรสูงสุด แต่มุ่งเน้นประโยชน์กลับคืนสู่สังคม โดยนำรายได้จากการจำหน่ายมาใช้เพื่อสนับสนุนการศึกษา ศาสนา และสาธารณประโยชน์"

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ระยะเวลาการจัดทำหวยบนดินจะผ่านมาถึง 2 ปีกว่าแล้วก็ตาม ยังขาดงานวิจัยในเชิงเศรษฐศาสตร์ ที่จะศึกษาพฤติกรรมการบริโภคหวยบนดินในแง่ต่างๆ อาทิเช่น ผู้บริโภคมีพฤติกรรมติดหวยบนดินหรือไม่ หวยบนดินสามารถทดแทนหวยใต้ดินได้จริงหรือไม่ มากน้อยเพียงใด และประเด็นอื่นๆ เกี่ยวกับลักษณะการบริโภค เปรียบเทียบระหว่างหวยบนดิน และหวยใต้ดิน

ก่อนที่จะวิเคราะห์ถึงลักษณะ และพฤติกรรมของการบริโภคหวยใต้ดินและหวยบนดินของคนไทย มีความจำเป็นที่จะต้องกล่าวถึงรายละเอียด ของหวยบนดิน เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับลักษณะของสินค้า เมื่อเทียบกับสินค้าเดิมที่มีอยู่ในตลาดคือ หวยใต้ดิน เสียก่อน

หวยบนดินหรือสลากแบบเลขท้าย 2 ตัวและ 3 ตัว ได้จัดทำขายในราคา 20 บาท 50 บาท และ 100 บาท มี 3 ประเภท คือ เลขท้าย 2 ตัว (ซึ่งมีทั้งแบบบนและล่าง) เลขท้าย 3 ตัว และเลขท้าย 3 ตัวโต๊ด เงื่อนไขการจ่ายรางวัลต่อสลากราคา 20 บาท คือ สลากเลขท้าย 2 ตัว ได้รับรางวัล 1,300 บาท 3 ตัวตรง ได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท และ 3 ตัวโต๊ด ได้รับเงินรางวัล 2,000 บาท

นอกจากนี้ ได้มีการเพิ่มรางวัลแจ๊คพอต (ตั้งแต่งวดวันที่ 16 เม.ย. 2547) ซึ่งสลากที่ถูกรางวัลแจ๊คพอตจะต้องมีเลขชุดของสลาก ที่ตรงกับเลขท้าย 2 ตัวล่าง และเลขที่สลาก 6 ตัวท้ายตรงกับเลขรางวัลที่ 1 โดยสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จะจัดสรรเงินรางวัลแจ๊คพอตงวดละ 20 ล้านบาท หากไม่มีผู้ถูกรางวัล หรือถูกรางวัลไม่เต็มจำนวน เงินรางวัลที่เหลือ จะถูกนำไปสมทบกับเงินรางวัลของงวดถัดไป และถ้างวดใดหากเงินรางวัลที่ยอดสมทบถึง 100 ล้านบาทขึ้นไป สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจะบังคับให้แจ๊คพอตแตกตามขั้นตอนและเงื่อนไขที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลกำหนด ในการจัดสรรรางวัลแจ๊คพอตผู้ที่ซื้อสลาก 20 บาท จะได้รับเงิน 25% สลาก 50 บาท จะได้รับเงิน 50% และสลาก 100 บาท จะได้รับเงิน 100% ของเงินรางวัลแจ๊คพอต

นับตั้งแต่เริ่มจำหน่ายจนถึงปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่าการดำเนินการจำหน่ายหวยบนดินของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ประสบผลสำเร็จในแง่ที่สามารถทำให้หวยบนดิน เป็นที่นิยมของประชาชนในฐานะทางเลือกใหม่ของสินค้าหวย จะเห็นได้จากยอดขายสลากเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว ในปี 2547 มีมูลค่าถึง 33,168 ล้านบาท และปี 2548 มีมูลค่า 40,469 ล้านบาท

เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับหวยใต้ดิน หวยใต้ดินจะมีการนำเสนอรางวัลหลายประเภทมากกว่า มีตั้งแต่ 2 ตัวบน-ล่าง 3 ตัวบน-ล่าง 3 ตัวโต๊ด และวิ่งบน เป็นต้น แต่โดยทั่วไป ผู้ซื้อส่วนมากชอบซื้อ 2 ตัวบน และ 3 ตัวล่าง ในด้านราคาผู้ซื้อหวยใต้ดินสามารถซื้อได้ด้วยจำนวนเงินเริ่มต้นที่ต่ำกว่า คือ ตั้งแต่ราคา 1 บาทขึ้นไป ในด้านเงินรางวัลสำหรับ 2 ตัวบน-ล่าง ถ้าถูกรางวัลหวยใต้ดินจะจ่ายประมาณ 60 เท่าของเงินที่แทง 3 ตัว จ่ายประมาณ 500 เท่า และ 3 ตัวโต๊ดจ่ายประมาณ 100 เท่า ซึ่งเป็นผลตอบแทนที่ใกล้เคียงหรืออาจต่ำกว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับหวยบนดิน

จากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าสัดส่วนจำนวนครัวเรือน ที่ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล หวยใต้ดิน และการพนันอื่นๆ โดยเฉลี่ยจากข้อมูลราย 2 ปีตั้งแต่ปี 2539-2547 อยู่ที่ประมาณ 43% แต่ในปี 2547 สัดส่วนครัวเรือนที่ใช้จ่ายในด้านนี้จะลดลงเหลือ 31.3% โดยใช้จ่ายในการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลเฉลี่ยเดือนละ 241 บาทต่อครัวเรือน คิดเป็น 1.5% ของรายได้ ซื้อหวยใต้ดินเฉลี่ยเดือนละ 81 บาทต่อครัวเรือน คิดเป็น 0.5% ของรายได้ จะสังเกตเห็นได้ว่า จากข้อมูลในอดีตที่ผ่านมาทุกปีครัวเรือนจะจ่ายเงินซื้อหวยใต้ดินเป็นจำนวนเงินที่สูงกว่าสลากกินแบ่งรัฐบาล (โดยเฉลี่ยจ่ายค่าซื้อหวยใต้ดินเป็น 1.4 เท่าของสลากกินแบ่ง) ยกเว้นในปี 2547 ซึ่งเป็นปีที่มีการนำหวยบนดิน ออกมาจำหน่ายแล้ว ยอดรายจ่ายซื้อหวยใต้ดินจะน้อยกว่าสลากกินแบ่งรัฐบาล

รายจ่าย และสัดส่วนของรายจ่ายในการซื้อสลากกินแบ่ง หวยใต้ดิน และการพนันอื่นๆ ของครัวเรือน
แยกรายภาค ในปี 2547

  ทั่วราชอาณาจักร กรุงเทพ และปริมณฑล กลาง เหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ ใต้
สัดส่วนครัวเรือนซื้อสลากกินแบ่ง หวยใต้ดิน และการพนันอื่นๆ (ร้อยละ) 31.3 44.9 35.1 38.8 24.4 22.2
รายจ่ายซื้อสลากกินแบ่ง หวยใต้ดิน และการพนันอื่นๆ (บาทต่อเดือน) ๑ 337
(2.10)
465
(1.46)
314
(1.83)
285
(2.19)
362
(2.64)
408
(2.51)
รายจ่ายซื้อสลากกินแบ่ง (บาทต่อเดือน) ๑ 241
(1.50)
329
(1.30)
250
(1.45)
233
(1.79)
225
(1.64)
193
(1.19)
รายจ่ายซื้อหวยใต้ดิน (บาทต่อเดือน) ๑ 81
(0.51)
116
(0.36)
60
(0.35)
49
(0.38)
103
(0.75)
165
(1.02)
หมายเหตุ : ๑ ตัวเลขในวงเล็บ เป็นสัดส่วนรายจ่ายต่อรายได้ (%)
ที่มา :  สำนักงานสถิติแห่งชาติ , ทำการล้างข้อมูล (Clean) โดยศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยชิคาโก-มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

จากตาราง ซึ่งแสดงจำนวนรายจ่ายของครัวเรือนและสัดส่วนรายจ่ายในการซื้อสลากกินแบ่ง หวยใต้ดิน และการพนันอื่นๆ เมื่อแยกพิจารณาเป็นรายภาคจะพบว่า ในปี 2547 สัดส่วนจำนวนครัวเรือนที่ใช้จ่ายด้านนี้มากที่สุด (44.9%) คือครัวเรือนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ขณะที่ภาคใต้มีสัดส่วนครัวเรือนที่ใช้จ่ายด้านนี้น้อยที่สุด (22.2%) แต่เมื่อพิจารณาจากรายจ่ายในการซื้อหวยใต้ดินกลับพบว่า ครัวเรือนในภาคใต้มีรายจ่ายซื้อหวยใต้ดินต่อเดือนสูงสุด เท่ากับ 165 บาท คิดเป็น 1.02% ของรายได้ สำหรับรายจ่ายในการซื้อฉลากกินแบ่งรัฐบาล (ซึ่งรวมซื้อหวยบนดิน) ครัวเรือนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีรายจ่ายสูงสุด เดือนละ 329 บาท คิดเป็น 1.03% ของรายได้

(ฉบับพรุ่งนี้มาค้นหาคำตอบกันต่อ ว่าหวยบนดิน สามารถเข้ามาทดแทนหวยใต้ดินได้หรือไม่)


2 ตัว 3 ตัวผงาด ยึดตลาด "หวยใต้ดิน" (จบ)

แกะรอย : ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2549

จากงานวิจัยชี้ให้เห็นว่าหวยบนดินสามารถเข้าทดแทนหวยใต้ดินได้ เหตุผลเพราะหวยใต้ดินไม่มีขาย หาซื้อได้ยาก กลัวผิดกฎหมาย ต้องการถูกรางวัลแจ๊คพอตจากหวยบนดิน ที่สำคัญ กลัวเจ้ามือเบี้ยวรางวัล ในแง่พฤติกรรมการซื้อหวยของกลุ่มตัวอย่างในภาพรวมจะพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 30.29% นิยมซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล 30.03% ซื้อหวยบนดินประเภทเลขท้าย 2 ตัว และ 15.51% ซื้อหวยใต้ดิน

พฤติกรรมการซื้อหวยของกลุ่มตัวอย่างในภาพรวม (จากตาราง - ดัดแปลงจากต้นฉบับ)
ความนิยมในการซื้อหวยต่างๆ แยกตามกลุ่มตัวอย่าง
สลากกินแบ่งรัฐบาล หวยบนดิน หวยใต้ดิน การเสี่ยงโชคอื่นๆ
>30,000 32.87 44.41 18.18 4.55
20,001-30,000 50.54 30.43 17.93 1.09
10,001-20,000 31.02 53.23 13.40 2.36
5,001-10,000 36.31 40.63 20.02 3.04
<=5,000 28.25 51.8 18.84 1.11
 
นักเรียน / นักศึกษา 29.47 48.68 15.89 5.96
รับจ้างทั่วไป / ผู้ใช้แรงงาน 28.12 52.28 18.69 0.91
พนักงานบริษัท 29.88 54.05 13.45 2.62
เจ้าของกิจการ / ค้าขาย 31.01 51.12 15.86 2.01
ข้าราชการ / รัฐวิสาหกิจ 34.07 51.25 13.02 1.66
 
50 ปีขึ้นไป 32.48 47.27 18.01 2.25
41-50 ปี 31.29 50.86 15.71 2.14
31-40 ปี 30.49 52.81 15.70 1.00
<= 30 ปี 28.54 53.40 14.05 4.01
 
สูงกว่าปริญญาตรี 44.34 46.23 9.43 -
ปริญญาตรี 33.40 50.74 12.23 3.62
มัธยม / อนุปริญญา / ปวช. / ปวส. 28.78 53.08 16.12 2.03
ไม่ได้ศึกษา / ประถม 27.00 52.20 19.38 1.42
 
หญิง 29.08 53.01 16.26 1.66
ชาย 32.03 50.32 14.47 3.18

 จะเห็นว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่นิยมซื้อหวยบนดินมากกว่าหวยประเภทอื่นๆ ยกเว้นกลุ่มที่มีรายได้ระหว่าง 20,001-30,000 บาทต่อเดือน ที่นิยมซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลมากกว่า กลุ่มที่นิยมซื้อหวยใต้ดินมากกว่ากลุ่มอื่น คือกลุ่มที่มีรายได้น้อย (5,001-10,000 บาทต่อเดือน) มีอาชีพใช้แรงงานหรือรับจ้างทั่วไป อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป และมีการศึกษาระดับประถมศึกษาหรือไม่ได้รับการศึกษาอย่างเป็นทางการ ส่วนกลุ่มที่มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ไม่นิยมเล่นหวยใต้ดิน

เมื่อพิจารณาสัดส่วนรายจ่ายในการซื้อหวยต่อรายได้ จะเห็นว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีอาชีพรับจ้างทั่วไป หรือผู้ใช้แรงงาน อายุ 50 ปีขึ้นไป การศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรี มีสัดส่วนรายจ่ายในการซื้อหวยต่อรายได้มากกว่ากลุ่มอื่น

เหตุผลที่กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ซื้อหวยใต้ดินลดลง เรียงตามลำดับดังต่อไปนี้ 1) หวยใต้ดินไม่มีขาย / หาซื้อได้ยาก 2) กลัวผิดกฎหมาย 3) ต้องการถูกรางวัลแจ๊คพอตจากหวยบนดิน 4) กลัวเจ้ามือเบี้ยว แต่ยังมีส่วนหนึ่งที่ยังคงซื้อหวยใต้ดินเท่าเดิมและเพิ่มขึ้น เหตุผลสำคัญคือ 1) ยังคงสามารถหาซื้อหวยใต้ดินได้สะดวก 2) หวยใต้ดินใช้มาตรการส่วนลดที่จูงใจ 3) สามารถใช้เครดิตซื้อได้ 4) มีบริการหลังการขาย คือ คนเดินโพยนำรางวัลมาให้ถึงบ้าน

การศึกษาเพื่อค้นหาคำตอบว่าหวยบนดินทดแทนหวยใต้ดินได้หรือไม่นั้น เป็นสิ่งสำคัญยิ่งเพราะมีการศึกษาในต่างประเทศ เช่น ของ Kearney (2004) ซึ่งศึกษาการออกสลากกินแบ่งของรัฐต่างๆ (State Lottery) ในสหรัฐอเมริกา พบข้อสรุปที่น่าสนใจว่า การที่รัฐต่างๆ ของสหรัฐ นำสลากกินแบ่งหรือลอตเตอรี่ของรัฐออกจำหน่ายแก่ประชาชน โดยหวังว่าประชาชน จะลดการพนันประเภทอื่นลง หันมาเล่นการพนันประเภทลอตเตอรี่ของรัฐแทน ทำให้รัฐได้รายได้นำมาใช้ประโยชน์นั้น ความเป็นจริงแล้วผู้บริโภคกลับไม่ได้ลดการพนันประเภทอื่นๆ ลง แต่กลับลดการใช้จ่ายสินค้าอื่นๆ ที่ไม่ใช่การพนันลง

หมายความว่ารัฐไปเพิ่มสินค้าการพนันตัวใหม่เข้าสู่ตลาด ซึ่งไม่ใช่สินค้าที่สามารถทดแทนการพนันที่ผิดกฎหมายเดิมได้ ดังนั้นการนำลอตเตอรี่ของรัฐออกจำหน่ายในอเมริกาจึงเป็นเสมือนการเก็บภาษีประชาชนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะประชาชนที่มีรายได้ต่ำ ซึ่งการศึกษาพบว่านิยมซื้อลอตเตอรี่มากกว่าผู้มีรายได้สูง

ประเทศไทยผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าหวยบนดินสามารถเข้าทดแทนหวยใต้ดินได้ เนื่องจากประชาชนหันมาซื้อหวยบนดิน แทนหวยใต้ดิน โดยไม่ได้ลดรายจ่ายอุปโภคบริโภคด้านอื่นลง ทำให้รัฐสามารถนำเงินนอกระบบมาสู่ในระบบได้ส่วนหนึ่ง (ซึ่งส่วนนี้จะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับนโยบายการกำหนดยอดขายหวยบนดิน ในปี 2548 หวยบนดินทดแทนได้ประมาณ 1 ใน 10 ของหวยใต้ดิน)

ในการศึกษาว่าผู้บริโภคหวยบนดินและหวยใต้ดินมีพฤติกรรมแบบเสพติดการพนันหรือไม่ และเสพติดในลักษณะใด ก็มีความสำคัญและน่าสนใจในเชิงเศรษฐศาสตร์เช่นกัน โดยเฉพาะคำตอบ และความเข้าใจในเรื่องนี้ จะช่วยนำไปสู่การแก้ปัญหาการบริโภคหวยของคนไทยได้ต่อไปในอนาคต

ในด้านทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ในปี 1988 Gary S. Becker และ Kevin M. Murphy แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก ได้นำเสนอทฤษฎี “การเสพติดอย่างสมเหตุสมผล” (The Theory of Rational Addiction) ขึ้น โดยระบุว่าผู้บริโภคที่ตัดสินใจบริโภคสินค้า อาจมีพฤติกรรมที่ “เสพติด” สินค้าที่บริโภคอยู่ก็เป็นได้ โดยสินค้าจะมีระดับของการเสพติดมาก ถ้าปริมาณการบริโภคในช่วงเวลาปัจจุบัน จะขึ้นอยู่กับการบริโภคในช่วงเวลาที่ผ่านมามาก ทั้งนี้เขาได้แยกการเสพติดเป็น 2 ประเภท คือ การเสพติดแบบตาบอด (Myopic Addiction) และการเสพติดอย่างสมเหตุสมผล (Rational Addiction)

การเสพติดแบบตาบอดนั้น ผู้บริโภคเพียงนำการบริโภคในอดีตมาเป็นตัวกำหนดการบริโภคในปัจจุบันเท่านั้น โดยไม่สนใจอนาคตเลย ขณะที่การเสพติดแบบสมเหตุสมผลนั้น ผู้บริโภคจะมีการวางแผนรายได้รายจ่ายตลอดอายุขัยของตน โดยจะพยายามคาดการณ์เหตุการณ์ต่างๆ ในอนาคต นำมากำหนดการบริโภคในปัจจุบันด้วย

ประเทศไทยในที่นี้ผลการศึกษาพบว่า การบริโภคทั้งหวยบนดินและหวยใต้ดิน มีลักษณะการเสพติด แต่เป็นการเสพติดแบบสมเหตุสมผล (Rational Addiction) มากกว่าแบบตาบอด (Myopic Addiction) กล่าวคือ การซื้อหวยบนดินนั้นผู้บริโภคได้พิจารณาหรือวางแผนโดยคำนึงถึงการใช้จ่ายในอนาคตด้วย โดยความรุนแรงของการเสพติดนั้น หวยบนดินมีมากกว่าหวยใต้ดิน และเมื่อพิจารณาเป็นรายภูมิภาคพบว่าผู้บริโภคในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีลักษณะของการเสพติดหวยบนดินสูงที่สุด ส่วนกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีความรุนแรงของการติดต่ำสุด

ถึงแม้ว่าหวยบนดินจะช่วยนำเงินนอกระบบเข้ามาในระบบ แต่ประเด็นที่ยังเป็นที่ถกเถียงกันโดยตลอด คือ ความเหมาะสมด้านจริยธรรม ในฐานะที่หวยเป็นสินค้าอบายมุขอย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตามการศึกษาชิ้นนี้พบว่า คนไทยเสพติดการเล่นหวย ดังนั้นการยกเลิกหวยบนดิน โดยไม่มีความแน่ใจ หรือมาตรการที่มีประสิทธิภาพ ในการกำจัดหวยใต้ดินนั้น จะทำให้คนไทยหันไปซื้อหวยใต้ดินเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

คำถามยอดฮิตเรื่องของการยกเลิกแจ๊คพอตนั้น ถึงแม้กลุ่มตัวอย่างส่วนหนึ่งจะตอบว่าซื้อหวยใต้ดินลดลง หันมาซื้อหวยบนดินแทน เพราะต้องการถูกรางวัลแจ๊คพอต (เป็นเหตุผลลำดับ 3) ก็ตาม การศึกษาโดยใช้แบบจำลองเศรษฐมิติ เพื่อทดสอบการเสพติดในที่นี้พบว่า ยอดการซื้อหวยบนดินในแต่ละงวดไม่ผันแปรตามรางวัลแจ๊คพอต นั่นคือรางวัลแจ๊คพอตจะมากหรือน้อยไม่ได้เป็นตัวกำหนดยอดซื้อของหวยบนดิน แต่สิ่งสำคัญที่มีผลต่อยอดซื้อคือ ความคาดหมาย หรือความน่าจะเป็น (probability) ที่จะถูกรางวัล นั่นคือ เลขเด็ดต่างๆ ในแต่ละงวด โดยประชาชนจะทุ่มซื้อหวยมากในงวดที่มั่นใจว่าจะมีความน่าจะเป็นที่จะถูกมาก ซึ่งตรงนี้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ควรร่วมกันหาทางทำความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน

ในด้านการจัดการรายได้จากหวยบนดินให้โปร่งใส โดยให้เข้าระบบงบประมาณแผ่นดินนั้นเป็นสิ่งที่เหมาะสมอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม การนำรายได้ส่วนนี้มาใช้ควรเป็นไป เพื่อคืนประโยชน์กลับให้แก่กลุ่มคนที่จ่ายเงินส่วนนี้ให้แก่รัฐ และอาจมีการพิจารณานำรายได้นี้ ไปเพื่อแก้ปัญหาหวยใต้ดิน-บนดินอย่างถาวร ทั้งด้านอุปทาน คือการถอนรากถอนโคนเจ้ามือหวย และด้านอุปสงค์ คือ การรักษาอาการเสพติดหวยของคนไทย ก่อนที่ลักษณะการเสพติดแบบ “สมเหตุสมผล” จะเปลี่ยนไปเป็นแบบการเสพติดแบบ “ตาบอด”