|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
ชำแหละโครงการเอื้อเครือข่าย
"ทักษิณ"
แกะรอย : ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2549 คนไทยเสพติด ซื้อหวยบนดิน 4 หมื่นล้าน(1) "หวยบนดิน" ซึ่งออกมาจำหน่ายตั้งแต่งวดวันที่ 1 ส.ค. 2546 เป็นต้นมา เป้าหมายเพื่อล้างหวยใต้ดิน และให้เป็นทางเลือกของประชาชน โดยไม่มุ่งแสวงหากำไรสูงสุด และมุ่งเน้นประโยชน์ กลับคืนสู่สังคม แต่ถึงวันนี้ ถือว่าประสบผลสำเร็จอย่างสูง เพราะสิ้นปี 2548 ยอดขายสลากเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว มีมูลค่าถึง 40,469 ล้านบาท "หวยบนดิน" เป้าหมายล้างอิทธิพลท้องถิ่น บทความนี้มาจากงานวิจัยเรื่อง "หวยใต้ดิน-หวยบนดิน : พฤติกรรมการบริโภคของคนไทย" โดยเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ และพยนต์ สุรินจำลอง ของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งได้ศึกษาพฤติกรรมการบริโภคหวยใต้ดิน และหวยบนดินของคนไทย โดยนอกจากจะศึกษาถึงลักษณะและพฤติกรรมการซื้อหวยแล้ว ยังต้องการหาคำตอบว่า หวยบนดิน สามารถทดแทนหวยใต้ดินได้หรือไม่ และผู้บริโภคมีลักษณะติดการพนันหรือไม่ "หวยใต้ดิน" เป็นการพนันที่คนไทยนิยมเล่นกันมากว่า 170 ปี เป็นธุรกิจผิดกฎหมายที่มีมูลค่ามหาศาล และเกี่ยวพันกับคนจำนวนมาก จากการศึกษาของสังศิต พิริยะรังสรรค์และคณะ ในปี 2544 พบว่ามีผู้เล่นหวยใต้ดินทั่วประเทศ ประมาณ 23.7 ล้านคน คิดเป็น 51% ของประชากรที่มีอายุมากกว่า 15 ปีขึ้นไป มีวงเงินที่เล่นหวยใต้ดินไม่ต่ำกว่า 542,000 ล้านบาท คิดเป็นยอดขายที่สูงกว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลถึง 15.7 เท่า โดยในวงเงินที่เล่นนี้ประมาณ 30% หรือประมาณ 162,000 ล้านบาท คิดเป็นกำไรของเจ้ามือ นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบมูลค่าการเล่นในช่วงปี 2536-2538 กับปี 2544 พบว่ามีมูลค่าการเล่นเพิ่มขึ้นถึง 67% ผลจากการที่ธุรกิจหวยใต้ดินก่อให้เกิดธุรกรรมทางการเงินนอกระบบจำนวนมหาศาล และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสังคมโดยรวม โดยเฉพาะปัญหาด้านกระจายรายได้ ที่กำไรส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่กับเจ้ามือหวยใต้ดิน ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น และข้าราชการที่รับส่วย รัฐบาลที่ผ่านมา จึงมีนโยบายในการปราบปรามหวยใต้ดิน รวมทั้งแก้ปัญหาเงินนอกระบบ โดยให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล นำสลากแบบเลขท้าย 2 และ 3 ตัว หรือที่เรียกว่า "หวยบนดิน" ออกมาจำหน่ายตั้งแต่งวดวันที่ 1 สิงหาคม 2546 เป็นต้นมา จากรายงานประจำปี 2547 ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ระบุเป้าหมายของการดำเนินงานว่า "ได้จัดทำขึ้นเพื่อให้เป็นทางเลือกของประชาชน โดยให้ผู้ซื้อได้รับการคุ้มครองสิทธิถูกต้องตามกฎหมาย รัฐสามารถกำกับควบคุมดูแล ให้อยู่ในครรลองที่เหมาะสมได้ โดยไม่มุ่งแสวงหากำไรสูงสุด แต่มุ่งเน้นประโยชน์กลับคืนสู่สังคม โดยนำรายได้จากการจำหน่ายมาใช้เพื่อสนับสนุนการศึกษา ศาสนา และสาธารณประโยชน์" อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ระยะเวลาการจัดทำหวยบนดินจะผ่านมาถึง 2 ปีกว่าแล้วก็ตาม ยังขาดงานวิจัยในเชิงเศรษฐศาสตร์ ที่จะศึกษาพฤติกรรมการบริโภคหวยบนดินในแง่ต่างๆ อาทิเช่น ผู้บริโภคมีพฤติกรรมติดหวยบนดินหรือไม่ หวยบนดินสามารถทดแทนหวยใต้ดินได้จริงหรือไม่ มากน้อยเพียงใด และประเด็นอื่นๆ เกี่ยวกับลักษณะการบริโภค เปรียบเทียบระหว่างหวยบนดิน และหวยใต้ดิน ก่อนที่จะวิเคราะห์ถึงลักษณะ และพฤติกรรมของการบริโภคหวยใต้ดินและหวยบนดินของคนไทย มีความจำเป็นที่จะต้องกล่าวถึงรายละเอียด ของหวยบนดิน เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับลักษณะของสินค้า เมื่อเทียบกับสินค้าเดิมที่มีอยู่ในตลาดคือ หวยใต้ดิน เสียก่อน หวยบนดินหรือสลากแบบเลขท้าย 2 ตัวและ 3 ตัว ได้จัดทำขายในราคา 20 บาท 50 บาท และ 100 บาท มี 3 ประเภท คือ เลขท้าย 2 ตัว (ซึ่งมีทั้งแบบบนและล่าง) เลขท้าย 3 ตัว และเลขท้าย 3 ตัวโต๊ด เงื่อนไขการจ่ายรางวัลต่อสลากราคา 20 บาท คือ สลากเลขท้าย 2 ตัว ได้รับรางวัล 1,300 บาท 3 ตัวตรง ได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท และ 3 ตัวโต๊ด ได้รับเงินรางวัล 2,000 บาท นอกจากนี้ ได้มีการเพิ่มรางวัลแจ๊คพอต (ตั้งแต่งวดวันที่ 16 เม.ย. 2547) ซึ่งสลากที่ถูกรางวัลแจ๊คพอตจะต้องมีเลขชุดของสลาก ที่ตรงกับเลขท้าย 2 ตัวล่าง และเลขที่สลาก 6 ตัวท้ายตรงกับเลขรางวัลที่ 1 โดยสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จะจัดสรรเงินรางวัลแจ๊คพอตงวดละ 20 ล้านบาท หากไม่มีผู้ถูกรางวัล หรือถูกรางวัลไม่เต็มจำนวน เงินรางวัลที่เหลือ จะถูกนำไปสมทบกับเงินรางวัลของงวดถัดไป และถ้างวดใดหากเงินรางวัลที่ยอดสมทบถึง 100 ล้านบาทขึ้นไป สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจะบังคับให้แจ๊คพอตแตกตามขั้นตอนและเงื่อนไขที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลกำหนด ในการจัดสรรรางวัลแจ๊คพอตผู้ที่ซื้อสลาก 20 บาท จะได้รับเงิน 25% สลาก 50 บาท จะได้รับเงิน 50% และสลาก 100 บาท จะได้รับเงิน 100% ของเงินรางวัลแจ๊คพอต นับตั้งแต่เริ่มจำหน่ายจนถึงปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่าการดำเนินการจำหน่ายหวยบนดินของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ประสบผลสำเร็จในแง่ที่สามารถทำให้หวยบนดิน เป็นที่นิยมของประชาชนในฐานะทางเลือกใหม่ของสินค้าหวย จะเห็นได้จากยอดขายสลากเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว ในปี 2547 มีมูลค่าถึง 33,168 ล้านบาท และปี 2548 มีมูลค่า 40,469 ล้านบาท เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับหวยใต้ดิน หวยใต้ดินจะมีการนำเสนอรางวัลหลายประเภทมากกว่า มีตั้งแต่ 2 ตัวบน-ล่าง 3 ตัวบน-ล่าง 3 ตัวโต๊ด และวิ่งบน เป็นต้น แต่โดยทั่วไป ผู้ซื้อส่วนมากชอบซื้อ 2 ตัวบน และ 3 ตัวล่าง ในด้านราคาผู้ซื้อหวยใต้ดินสามารถซื้อได้ด้วยจำนวนเงินเริ่มต้นที่ต่ำกว่า คือ ตั้งแต่ราคา 1 บาทขึ้นไป ในด้านเงินรางวัลสำหรับ 2 ตัวบน-ล่าง ถ้าถูกรางวัลหวยใต้ดินจะจ่ายประมาณ 60 เท่าของเงินที่แทง 3 ตัว จ่ายประมาณ 500 เท่า และ 3 ตัวโต๊ดจ่ายประมาณ 100 เท่า ซึ่งเป็นผลตอบแทนที่ใกล้เคียงหรืออาจต่ำกว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับหวยบนดิน จากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าสัดส่วนจำนวนครัวเรือน ที่ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล หวยใต้ดิน และการพนันอื่นๆ โดยเฉลี่ยจากข้อมูลราย 2 ปีตั้งแต่ปี 2539-2547 อยู่ที่ประมาณ 43% แต่ในปี 2547 สัดส่วนครัวเรือนที่ใช้จ่ายในด้านนี้จะลดลงเหลือ 31.3% โดยใช้จ่ายในการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลเฉลี่ยเดือนละ 241 บาทต่อครัวเรือน คิดเป็น 1.5% ของรายได้ ซื้อหวยใต้ดินเฉลี่ยเดือนละ 81 บาทต่อครัวเรือน คิดเป็น 0.5% ของรายได้ จะสังเกตเห็นได้ว่า จากข้อมูลในอดีตที่ผ่านมาทุกปีครัวเรือนจะจ่ายเงินซื้อหวยใต้ดินเป็นจำนวนเงินที่สูงกว่าสลากกินแบ่งรัฐบาล (โดยเฉลี่ยจ่ายค่าซื้อหวยใต้ดินเป็น 1.4 เท่าของสลากกินแบ่ง) ยกเว้นในปี 2547 ซึ่งเป็นปีที่มีการนำหวยบนดิน ออกมาจำหน่ายแล้ว ยอดรายจ่ายซื้อหวยใต้ดินจะน้อยกว่าสลากกินแบ่งรัฐบาล
จากตาราง ซึ่งแสดงจำนวนรายจ่ายของครัวเรือนและสัดส่วนรายจ่ายในการซื้อสลากกินแบ่ง หวยใต้ดิน และการพนันอื่นๆ เมื่อแยกพิจารณาเป็นรายภาคจะพบว่า ในปี 2547 สัดส่วนจำนวนครัวเรือนที่ใช้จ่ายด้านนี้มากที่สุด (44.9%) คือครัวเรือนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ขณะที่ภาคใต้มีสัดส่วนครัวเรือนที่ใช้จ่ายด้านนี้น้อยที่สุด (22.2%) แต่เมื่อพิจารณาจากรายจ่ายในการซื้อหวยใต้ดินกลับพบว่า ครัวเรือนในภาคใต้มีรายจ่ายซื้อหวยใต้ดินต่อเดือนสูงสุด เท่ากับ 165 บาท คิดเป็น 1.02% ของรายได้ สำหรับรายจ่ายในการซื้อฉลากกินแบ่งรัฐบาล (ซึ่งรวมซื้อหวยบนดิน) ครัวเรือนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีรายจ่ายสูงสุด เดือนละ 329 บาท คิดเป็น 1.03% ของรายได้ (ฉบับพรุ่งนี้มาค้นหาคำตอบกันต่อ ว่าหวยบนดิน สามารถเข้ามาทดแทนหวยใต้ดินได้หรือไม่) 2 ตัว 3 ตัวผงาด ยึดตลาด "หวยใต้ดิน" (จบ) แกะรอย : ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2549 จากงานวิจัยชี้ให้เห็นว่าหวยบนดินสามารถเข้าทดแทนหวยใต้ดินได้ เหตุผลเพราะหวยใต้ดินไม่มีขาย หาซื้อได้ยาก กลัวผิดกฎหมาย ต้องการถูกรางวัลแจ๊คพอตจากหวยบนดิน ที่สำคัญ กลัวเจ้ามือเบี้ยวรางวัล ในแง่พฤติกรรมการซื้อหวยของกลุ่มตัวอย่างในภาพรวมจะพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 30.29% นิยมซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล 30.03% ซื้อหวยบนดินประเภทเลขท้าย 2 ตัว และ 15.51% ซื้อหวยใต้ดิน พฤติกรรมการซื้อหวยของกลุ่มตัวอย่างในภาพรวม (จากตาราง - ดัดแปลงจากต้นฉบับ)
จะเห็นว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่นิยมซื้อหวยบนดินมากกว่าหวยประเภทอื่นๆ ยกเว้นกลุ่มที่มีรายได้ระหว่าง 20,001-30,000 บาทต่อเดือน ที่นิยมซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลมากกว่า กลุ่มที่นิยมซื้อหวยใต้ดินมากกว่ากลุ่มอื่น คือกลุ่มที่มีรายได้น้อย (5,001-10,000 บาทต่อเดือน) มีอาชีพใช้แรงงานหรือรับจ้างทั่วไป อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป และมีการศึกษาระดับประถมศึกษาหรือไม่ได้รับการศึกษาอย่างเป็นทางการ ส่วนกลุ่มที่มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ไม่นิยมเล่นหวยใต้ดิน เมื่อพิจารณาสัดส่วนรายจ่ายในการซื้อหวยต่อรายได้ จะเห็นว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีอาชีพรับจ้างทั่วไป หรือผู้ใช้แรงงาน อายุ 50 ปีขึ้นไป การศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรี มีสัดส่วนรายจ่ายในการซื้อหวยต่อรายได้มากกว่ากลุ่มอื่น เหตุผลที่กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ซื้อหวยใต้ดินลดลง เรียงตามลำดับดังต่อไปนี้ 1) หวยใต้ดินไม่มีขาย / หาซื้อได้ยาก 2) กลัวผิดกฎหมาย 3) ต้องการถูกรางวัลแจ๊คพอตจากหวยบนดิน 4) กลัวเจ้ามือเบี้ยว แต่ยังมีส่วนหนึ่งที่ยังคงซื้อหวยใต้ดินเท่าเดิมและเพิ่มขึ้น เหตุผลสำคัญคือ 1) ยังคงสามารถหาซื้อหวยใต้ดินได้สะดวก 2) หวยใต้ดินใช้มาตรการส่วนลดที่จูงใจ 3) สามารถใช้เครดิตซื้อได้ 4) มีบริการหลังการขาย คือ คนเดินโพยนำรางวัลมาให้ถึงบ้าน การศึกษาเพื่อค้นหาคำตอบว่าหวยบนดินทดแทนหวยใต้ดินได้หรือไม่นั้น เป็นสิ่งสำคัญยิ่งเพราะมีการศึกษาในต่างประเทศ เช่น ของ Kearney (2004) ซึ่งศึกษาการออกสลากกินแบ่งของรัฐต่างๆ (State Lottery) ในสหรัฐอเมริกา พบข้อสรุปที่น่าสนใจว่า การที่รัฐต่างๆ ของสหรัฐ นำสลากกินแบ่งหรือลอตเตอรี่ของรัฐออกจำหน่ายแก่ประชาชน โดยหวังว่าประชาชน จะลดการพนันประเภทอื่นลง หันมาเล่นการพนันประเภทลอตเตอรี่ของรัฐแทน ทำให้รัฐได้รายได้นำมาใช้ประโยชน์นั้น ความเป็นจริงแล้วผู้บริโภคกลับไม่ได้ลดการพนันประเภทอื่นๆ ลง แต่กลับลดการใช้จ่ายสินค้าอื่นๆ ที่ไม่ใช่การพนันลง หมายความว่ารัฐไปเพิ่มสินค้าการพนันตัวใหม่เข้าสู่ตลาด ซึ่งไม่ใช่สินค้าที่สามารถทดแทนการพนันที่ผิดกฎหมายเดิมได้ ดังนั้นการนำลอตเตอรี่ของรัฐออกจำหน่ายในอเมริกาจึงเป็นเสมือนการเก็บภาษีประชาชนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะประชาชนที่มีรายได้ต่ำ ซึ่งการศึกษาพบว่านิยมซื้อลอตเตอรี่มากกว่าผู้มีรายได้สูง ประเทศไทยผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าหวยบนดินสามารถเข้าทดแทนหวยใต้ดินได้ เนื่องจากประชาชนหันมาซื้อหวยบนดิน แทนหวยใต้ดิน โดยไม่ได้ลดรายจ่ายอุปโภคบริโภคด้านอื่นลง ทำให้รัฐสามารถนำเงินนอกระบบมาสู่ในระบบได้ส่วนหนึ่ง (ซึ่งส่วนนี้จะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับนโยบายการกำหนดยอดขายหวยบนดิน ในปี 2548 หวยบนดินทดแทนได้ประมาณ 1 ใน 10 ของหวยใต้ดิน) ในการศึกษาว่าผู้บริโภคหวยบนดินและหวยใต้ดินมีพฤติกรรมแบบเสพติดการพนันหรือไม่ และเสพติดในลักษณะใด ก็มีความสำคัญและน่าสนใจในเชิงเศรษฐศาสตร์เช่นกัน โดยเฉพาะคำตอบ และความเข้าใจในเรื่องนี้ จะช่วยนำไปสู่การแก้ปัญหาการบริโภคหวยของคนไทยได้ต่อไปในอนาคต ในด้านทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ในปี 1988 Gary S. Becker และ Kevin M. Murphy แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก ได้นำเสนอทฤษฎี การเสพติดอย่างสมเหตุสมผล (The Theory of Rational Addiction) ขึ้น โดยระบุว่าผู้บริโภคที่ตัดสินใจบริโภคสินค้า อาจมีพฤติกรรมที่ เสพติด สินค้าที่บริโภคอยู่ก็เป็นได้ โดยสินค้าจะมีระดับของการเสพติดมาก ถ้าปริมาณการบริโภคในช่วงเวลาปัจจุบัน จะขึ้นอยู่กับการบริโภคในช่วงเวลาที่ผ่านมามาก ทั้งนี้เขาได้แยกการเสพติดเป็น 2 ประเภท คือ การเสพติดแบบตาบอด (Myopic Addiction) และการเสพติดอย่างสมเหตุสมผล (Rational Addiction) การเสพติดแบบตาบอดนั้น ผู้บริโภคเพียงนำการบริโภคในอดีตมาเป็นตัวกำหนดการบริโภคในปัจจุบันเท่านั้น โดยไม่สนใจอนาคตเลย ขณะที่การเสพติดแบบสมเหตุสมผลนั้น ผู้บริโภคจะมีการวางแผนรายได้รายจ่ายตลอดอายุขัยของตน โดยจะพยายามคาดการณ์เหตุการณ์ต่างๆ ในอนาคต นำมากำหนดการบริโภคในปัจจุบันด้วย ประเทศไทยในที่นี้ผลการศึกษาพบว่า การบริโภคทั้งหวยบนดินและหวยใต้ดิน มีลักษณะการเสพติด แต่เป็นการเสพติดแบบสมเหตุสมผล (Rational Addiction) มากกว่าแบบตาบอด (Myopic Addiction) กล่าวคือ การซื้อหวยบนดินนั้นผู้บริโภคได้พิจารณาหรือวางแผนโดยคำนึงถึงการใช้จ่ายในอนาคตด้วย โดยความรุนแรงของการเสพติดนั้น หวยบนดินมีมากกว่าหวยใต้ดิน และเมื่อพิจารณาเป็นรายภูมิภาคพบว่าผู้บริโภคในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีลักษณะของการเสพติดหวยบนดินสูงที่สุด ส่วนกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีความรุนแรงของการติดต่ำสุด ถึงแม้ว่าหวยบนดินจะช่วยนำเงินนอกระบบเข้ามาในระบบ แต่ประเด็นที่ยังเป็นที่ถกเถียงกันโดยตลอด คือ ความเหมาะสมด้านจริยธรรม ในฐานะที่หวยเป็นสินค้าอบายมุขอย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตามการศึกษาชิ้นนี้พบว่า คนไทยเสพติดการเล่นหวย ดังนั้นการยกเลิกหวยบนดิน โดยไม่มีความแน่ใจ หรือมาตรการที่มีประสิทธิภาพ ในการกำจัดหวยใต้ดินนั้น จะทำให้คนไทยหันไปซื้อหวยใต้ดินเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน คำถามยอดฮิตเรื่องของการยกเลิกแจ๊คพอตนั้น ถึงแม้กลุ่มตัวอย่างส่วนหนึ่งจะตอบว่าซื้อหวยใต้ดินลดลง หันมาซื้อหวยบนดินแทน เพราะต้องการถูกรางวัลแจ๊คพอต (เป็นเหตุผลลำดับ 3) ก็ตาม การศึกษาโดยใช้แบบจำลองเศรษฐมิติ เพื่อทดสอบการเสพติดในที่นี้พบว่า ยอดการซื้อหวยบนดินในแต่ละงวดไม่ผันแปรตามรางวัลแจ๊คพอต นั่นคือรางวัลแจ๊คพอตจะมากหรือน้อยไม่ได้เป็นตัวกำหนดยอดซื้อของหวยบนดิน แต่สิ่งสำคัญที่มีผลต่อยอดซื้อคือ ความคาดหมาย หรือความน่าจะเป็น (probability) ที่จะถูกรางวัล นั่นคือ เลขเด็ดต่างๆ ในแต่ละงวด โดยประชาชนจะทุ่มซื้อหวยมากในงวดที่มั่นใจว่าจะมีความน่าจะเป็นที่จะถูกมาก ซึ่งตรงนี้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ควรร่วมกันหาทางทำความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน ในด้านการจัดการรายได้จากหวยบนดินให้โปร่งใส โดยให้เข้าระบบงบประมาณแผ่นดินนั้นเป็นสิ่งที่เหมาะสมอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม การนำรายได้ส่วนนี้มาใช้ควรเป็นไป เพื่อคืนประโยชน์กลับให้แก่กลุ่มคนที่จ่ายเงินส่วนนี้ให้แก่รัฐ และอาจมีการพิจารณานำรายได้นี้ ไปเพื่อแก้ปัญหาหวยใต้ดิน-บนดินอย่างถาวร ทั้งด้านอุปทาน คือการถอนรากถอนโคนเจ้ามือหวย และด้านอุปสงค์ คือ การรักษาอาการเสพติดหวยของคนไทย ก่อนที่ลักษณะการเสพติดแบบ สมเหตุสมผล จะเปลี่ยนไปเป็นแบบการเสพติดแบบ ตาบอด
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||