|
||||||||||||||
|
เศรษฐกิจพอเพียง : จาก "ปรัชญา"
สู่ "การนำไปปฏิบัติ"
มุมเอก : ดร.เอก เศรษฐศาสตร์ dr.eKonomic@yahoo.com กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2549 กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ในช่วง 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสพบปะกับนักลงทุนทั้งต่างประเทศและในประเทศค่อนข้างมาก และผมจะต้องเจอกับคำถามยอดฮิตจากทุกคน ว่า "นโยบายเศรษฐกิจพอเพียงคืออะไร?" "จะนำไปปรับใช้อย่างไร?" "หากนำเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ประเทศไทยจะไม่มีการลงทุนใหม่ใช่ไหม?" และคำถามในลักษณะคล้ายๆ กันนี้อีกมากมาย ทำให้ผมเข้าใจว่ายังมีนักลงทุน และผู้คนอีกมากมายที่ยังไม่ค่อยเข้าใจในความหมายของ "เศรษฐกิจพอเพียง" เท่าใดนัก ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจยกยอดเรื่องวาระการปฏิรูปเศรษฐกิจที่ตั้งใจจะเขียนในฉบับนี้ออกไปก่อน และขออนุญาตใช้ คอลัมน์ มุมเอก ในวันนี้ มาช่วยขยายความว่า "เศรษฐกิจพอเพียงนั้นคืออะไร และเราจะนำไปประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติได้อย่างไร" ซึ่งหวังว่าคงจะมีประโยชน์กับผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อย ก่อนอื่น มาเริ่มทำความเข้าใจกับคำว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" ก่อนแล้วกันนะครับ จริงๆ แล้ว เศรษฐกิจพอเพียง ถือได้ว่าเป็น ปรัชญา หรือแนวทางการดำรงชีวิต ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ได้กับประชาชนในทุกระดับ ทั้งระดับบุคคล ระดับธุรกิจ และระดับประเทศ ปรัชญาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) นี้ ประกอบด้วย หลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1. หลักของการพอประมาณ ซึ่งหมายถึงการดำเนินชีวิต ดำเนินธุรกิจ หรือบริหารประเทศ อย่างสมดุล บนทางสายกลาง ไม่สุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง 2. หลักของการมีเหตุมีผล หมายถึง การนำความรู้ต่างๆ มาใช้ในการตัดสินใจอย่างมีสติ อยู่บนพื้นฐานของการใช้เหตุผล ไม่ใช้อารมณ์ และ 3. หลักของการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี ซึ่งหมายถึง การวางแผนการดำเนินการทุกขั้นตอนอย่างระมัดระวังและรอบคอบ รวมทั้งมีระบบภูมิคุ้มกันหรือระบบป้องกันความเสี่ยงที่ดี ที่สามารถช่วยรองรับผลกระทบจากความผันผวนต่างๆ นอกจากนั้น หลักการทั้ง 3 ด้านนี้ จะต้องอยู่บนพื้นฐานของการมีคุณธรรม เช่น มีความซื่อสัตย์สุจริต ขยัน อดทน และรู้จักแบ่งปัน เพราะหากไม่มีคุณธรรมซะอย่าง ต่อให้ปรัชญาจะดีอย่างไร ก็สามารถนำไปใช้ในทางที่ผิดได้เสมอ คราวนี้ ลองมาพิจารณาดูว่า จะนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทั้ง 3 หลักนี้ ไปประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิต การประกอบธุรกิจ รวมทั้งการบริหารประเทศ อย่างไร 1. ในระดับบุคคล หากมีการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทั้ง 3 หลักการมาใช้ในการดำเนินชีวิต เราก็ควรใช้จ่ายอย่างพอประมาณ ไม่โลภ ไม่ฟุ่มเฟือย มีการแบ่งปันส่วนเกินเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นที่เดือดร้อน และมีการตัดสินใจดำรงชีวิตด้วยเหตุด้วยผล ต้องเข้าใจตนเองว่ามีข้อจำกัดอย่างไร เช่น มีรายได้เท่าไร ควรใช้จ่ายเท่าไรให้พอดีกับความสามารถในการหารายได้ของตัวเอง นอกจากนั้น แต่ละบุคคลก็ควรจะเตรียมความพร้อมสร้างระบบภูมิคุ้มกันตัวเองโดยการออมเงินให้เพียงพอ เพื่อรองรับความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ผมคิดว่าหากทุกคนในประเทศนำเศรษฐกิจพอเพียงนี้ไปใช้จริงๆ คนไทยก็จะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข ในขณะที่ประเทศไทยเราจะไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องหนี้ครัวเรือน สินเชื่อบุคคล หรือสินเชื่อบัตรเครดิต อีกต่อไป เพราะว่าทุกคนก็จะไม่ต้องขวนขวายก่อหนี้ เพื่อบำเรอความสุขที่หรูหราและฟุ่มเฟือยเกินตัว และในกรณีที่จำเป็นต้องกู้ยืม ก็จะก่อหนี้ในระดับที่เพียงพอกับความสามารถของตัวเอง 2. ในระดับธุรกิจเอกชน ผมคิดว่ามีคนเข้าใจผิดค่อนข้างมากว่า หากนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการทำธุรกิจ เราจะไม่สามารถแข่งขันได้ในโลกเสรี เพราะธุรกิจจะอยู่กันแบบพออยู่พอใช้ ไม่ต้องมีการลงทุนใหม่ ซึ่งผมเห็นว่าไม่จริงเลยนะครับ และหากลองไปอ่านดูทฤษฎีการบริหารธุรกิจสมัยใหม่ที่หลายๆ บริษัทกำลังนิยมนำมาใช้ ก็ไม่ได้ต่างจากหลักการของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เช่น การทำ Balanced Scorecard ก็คือ การบริหารธุรกิจในหลายมิติให้สมดุลตามหลักการพอประมาณ ส่วนแนวการบริหารธุรกิจสมัยใหม่ เรื่อง Corporate Social Responsibility หรือที่เรียกกันติดปากว่า CSR ก็ไม่ต่างจากหลักการแบ่งปันผลประโยชน์ให้สังคม หรือ วิธีการคำนวณผลตอบแทนการลงทุน (Internal Rate of Return) หรือ IRR ก็เป็นหลักการที่คอยกำกับให้ธุรกิจลงทุนอย่างมีเหตุมีผล ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ธุรกิจลงทุนเกินตัว ส่วนทฤษฎี Risk Management ก็เป็นวิธีการบริหารความเสี่ยง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับธุรกิจ ในการเตรียมแนวทางรองรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นกับการดำเนินงานของธุรกิจนั่นเอง 3. ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำไปใช้ในระดับชาติ โดยเป้าหมายทางของการบริหารประเทศ จะต้องพยายามเน้นความสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาประเทศให้มีคุณภาพและยั่งยืน และรัฐบาลไม่ควรจะพยายามบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง (Maximize Target) โดยไม่คำนึงถึงข้อจำกัดของระบบเศรษฐกิจ จนเกิดปัญหาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเหมือนในอดีต แต่ รัฐบาลควรจะพยายามสร้างจุดสมดุลด้วยข้อจำกัด (Optimize Targets subject to constraints) บนพื้นฐานของการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เช่น ไม่ให้เงินเฟ้อสูงเกินไป ไม่ให้เกิดการว่างงาน หรือเกิดการขาดแคลนแรงงาน จนเป็นปัญหาทางสังคม ไม่ให้เกิดปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จนต่างชาติขาดความเชื่อมั่น หรือไม่ให้หนี้สาธารณะสูงเกินไป จนเป็นปัญหาทางการคลัง เป็นต้น นอกจากนั้น รัฐบาลควรจะบริหารประเทศด้วยความรอบรู้ รอบคอบ อยู่บนพื้นฐานของการมีเหตุมีผล สามารถก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และที่สำคัญ รัฐบาลควรมีการเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ ในการรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนทั้งจากภายนอก และภายในประเทศ ผมขอสรุปว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" เป็นปรัชญาหรือแนวคิด ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ในทุกระดับชั้น ไม่ว่าจะเป็นระดับปัจเจกบุคคล ระดับธุรกิจ หรือระดับรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าคงจะไม่มีรูปแบบหรือสูตรสำเร็จใดๆ ที่จะสามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกคนหรือทุกสถานการณ์ สุดท้ายนี้ ผมหวังว่าเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเราคนไทยทุกคน จะน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปปรับใช้ตามสภาพแวดล้อม และความเหมาะสมของแต่ละท่านนะครับ แล้วพบกันใหม่อีก 2 สัปดาห์ครับ
|