หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
Edmund Phelps : เจ้าของโนเบลเศรษฐศาสตร์ 2549

คอลัมน์ มองซ้ายมองขวา  โดย ณ พัฒน์  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3836 (3036)

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา Royal Swedish Academy of Sciences ได้ประกาศมอบรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ประจำปี 2549 แก่ Edmund S. Phelps อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ชาวอเมริกันวัย 73 ปี

เรามาทำความรู้จักกับรางวัลโนเบลและนักเศรษฐศาสตร์ท่านนี้ดูสักหน่อยดีไหมครับ

รางวัลโนเบลเป็นรางวัลที่รู้จักกันดีทั่วโลก จัดตั้งขึ้นจากสมบัติของนาย Alfred Nobel มหาเศรษฐีชาวสวีเดน ซึ่งร่ำรวยมาจากการผลิตระเบิด เพราะเขาเป็นเจ้าของสิทธิบัตรการผลิตระเบิด dynamite ที่รู้จักกันดี รวมถึงระเบิดชนิดอื่นๆ

ก่อนตายนาย Nobel ได้ทำพินัยกรรมยกสมบัติมูลค่ามหาศาลให้แก่มูลนิธิของเขา เพื่อนำไปลงทุนหาดอกผลมาเป็นรางวัลให้แก่ "ผู้ทำคุณประโยชน์แก่มนุษยชาติมากที่สุด" โดยระบุให้จัดตั้งรางวัลสาขาการแพทย์ สาขาวรรณกรรม สาขาฟิสิกส์ สาขาเคมี และสาขาสันติภาพ และได้มีการมอบรางวัล Nobel ในสาขาเหล่านี้มาเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี ค.ศ.1901

ส่วนรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ หรือที่เรียกกันยาวๆ ว่า "Sveriges Riksbank Prize in Economic Sciences in Memory of Alfred Nobel" เพิ่งจะก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1968 โดยมี Sveriges Riksbank (ธนาคารกลางของสวีเดนเขาครับ) เป็นคนสนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ และมีการมอบรางวัลนี้เป็นประจำทุกปีมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1969 ผู้ได้รับรางวัลจะได้รับใบประกาศนียบัตร เหรียญรางวัล พร้อมเงินรางวัลจำนวน 10 ล้าน Swedish krona หรือประมาณ 50 ล้านบาท เท่ากับรางวัลโนเบลสาขาอื่นๆ

สำหรับปีนี้ รางวัลสาขาเศรษฐศาสตร์นี้ ตกเป็นของ Edmund Phelps โดยคณะกรรมการให้เหตุผลในการมอบรางวัลนี้ว่า "for his analysis of intertemporal tradeoffs in macroconomic policy" หรือแปลเป็นไทยแบบยาวๆ ได้ว่า เนื่องจากการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจมักจะต้องเผชิญกับภาวะได้อย่างเสียอย่างแบบข้ามช่วงเวลา (intertemporal tradeoffs) ของเป้าหมายของนโยบายอยู่เสมอๆ เช่นว่า นโยบายที่ลดอัตราการว่างงานในระบบเศรษฐกิจ (หรือเพิ่มอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ) มักจะมาพร้อมกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น หรือการเพิ่มการบริโภคในปัจจุบัน จะไปลดการบริโภคในอนาคตภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด ผลงานของ Edmund Phelps ช่วยทำให้เราเข้าใจภาวะได้อย่างเสียอย่างทั้งสองอันนี้มากขึ้น และนำไปสู่การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่เหมาะสม

ต้องขอออกตัวก่อนครับว่า ตอนที่ได้ยินข่าวเกี่ยวกับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปีนี้ ผมยังมึนๆ อยู่ว่า Edmund Phelps คือใคร เพราะผมเคยเห็นชื่อของเขาไม่บ่อยนัก และไม่เคยได้อ่านงานของเขาเลย ผมเพิ่งมาถึงบางอ้อ เมื่อได้อ่านคำอธิบายจากทางคณะกรรมการมอบรางวัลถึงผลงานของเขา (ผมแน่ใจว่าถ้าผมกลับไปเปิดหนังสือหลักเศรษฐศาสตร์มหภาคดู ผมต้องเจอผลงานของเขาแน่ๆ)

ผลงานของ Edmund Phelps ที่ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบล เป็นงานที่เขาทำในช่วงปี 1960s และ 1970s และบางส่วนได้กลายมาเป็นเครื่องมือหลักที่ผู้กำหนดนโยบาย และนักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายใช้กันอย่างแพร่หลาย

ผลงานที่รู้จักกันเป็นอย่างดีอันหนึ่งของ Edmund Phelps คือ expectations- augmented Phillips curve แต่ก่อนจะพูดถึงผลงานของเขา ขอเท้าความกันนิดหนึ่งก่อนครับ

ในช่วงปี 1930-1960 เป็นยุค Keynesian ครองเมืองครับ กล่าวคือมีความเชื่อกันว่านโยบายบริหารจัดการด้านอุปสงค์ (demand management policy) ทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง เป็นเครื่องมือหลักในการบริหาร และรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค และเชื่อว่าอัตราว่างงานกับเสถียรภาพทางด้านราคา ไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกันเสมอไป เพราะตราบใดที่เศรษฐกิจยังไม่ถึงจุดที่มีการจ้างงานแบบเต็มที่ (full employment) เราสามารถใช้นโยบายการเงิน หรือการคลังเพื่อเพิ่มการจ้างงาน (ลดการว่างงาน) โดยไม่กระทบต่ออัตราเงินเฟ้อได้เสมอ

ต่อมา A.W. Phillips ในงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี 1958 พบว่าในประเทศอังกฤษ มีความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการว่างงาน กับเงินเฟ้อค่อนข้างคงที่ และเป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามกัน ข้อสังเกตนี้ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี และนักเศรษฐศาสตร์หลายคน พบความสัมพันธ์คล้ายๆ กันนี้ในประเทศอื่นๆ ด้วย จนกลายเป็น Phillips curve ที่นักเศรษฐศาสตร์ยุคต่อๆ มารู้จักกันดี และเชื่อกันในช่วงนั้นว่า รัฐสามารถใช้นโยบายการเงินแ ละการคลังเพื่อลดอัตราการว่างงานได้ แต่ "ต้นทุน" ที่ต้องจ่ายคืออัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น

แต่นักเศรษฐศาสตร์หลายๆ คนยังไม่ค่อยพอใจกับความเห็นดังกล่าว เพราะ Phillips curve เป็นข้อสังเกตทางข้อมูล ไม่มีทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์จุลภาคมารับรองความสัมพันธ์นี้ นอกจากนี้ ทฤษฎีที่ว่ารัฐสามารถลดการว่างงานได้ โดยเพิ่มอัตราเงินเฟ้อขัดกับทฤษฎีที่เชื่อกันโดยทั่วไปว่า ในระยะยาวปัจจัยด้านราคาไม่น่าจะมีผลกระทบต่อปริมาณที่แท้จริง ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ในยุคต่อๆ มากลับไม่พบว่าการว่างงานและอัตราเงินเฟ้อแสดงความสัมพันธ์นี้ (โดยเฉพาะในช่วงที่เงินเฟ้อสูงในช่วงปี 1970s พร้อมๆ ไปกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และการเพิ่มขึ้นของอัตราการว่างงาน)

งานวิจัยของ Edmund Phelps จึงเข้ามาช่วยไขข้อข้องใจนี้ โดยเขาพัฒนาแบบจำลองระดับจุลภาค เพื่ออธิบายการพฤติกรรมของบริษัท และแรงงานในการตกลงอัตราค่าจ้าง โดยเน้นความสำคัญของ "การคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อ (inflation expectation)" ของลูกจ้าง ว่ามีส่วนสำคัญในการตกลงระดับอัตราค่าจ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดแรงงานที่ไม่ยืดหยุ่น (เช่น ในกรณีมีการตกลงค่าจ้าง เพียงครั้งเดียวตั้งแต่ต้นปี และมีผลผูกพันไปจนถึงปลายปี ถ้าลูกจ้างเชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อในปีนี้จะสูงขึ้น เขาก็จะต้องการค่าจ้างในอัตราที่สูงขึ้น)

แบบจำลองของเขานำไปสู่ expectations-augmented Phillips curve โดยเขาเสนอทฤษฎีว่า ผลต่างระหว่างอัตราเงินเฟ้อ กับอัตราเงินเฟ้อที่คาดไว้ (expected inflation) มีความสัมพันธ์กับการว่างงาน และผลสรุปที่สำคัญอันหนึ่ง จากงานวิจัยของเขาคือ ในระยะยาว อัตราเงินเฟ้อไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างการว่างงาน

ถ้ารัฐพยายามดำเนินนโยบายแบบขยายตัว ที่มีผลทำให้เพิ่มอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น เพื่อกระตุ้นการจ้างงาน แม้ว่านโยบายดังกล่าวอาจจะมีผลลดการว่างงานได้ในระยะสั้น เพราะลูกจ้างไม่รู้ว่าระดับราคาสินค้ากำลังจะสูงขึ้น กว่าที่คาดไว้ ไม่ช้าลูกจ้างก็จะพบว่าเงินเฟ้อสูงขึ้น และปรับการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อของเขาให้สูงขึ้น และต้องการค่าจ้างในอัตราที่สูงขึ้นอีก ในระยะยาว ณ อัตราเงินเฟ้อที่เท่าเดิม พฤติกรรมนี้ทำให้การว่างงานสูงขึ้น กลับไปสู่อัตราการว่างงานเดิม หรืออีกนัยหนึ่งคือในระยะยาว Phillips curve (ซึ่งแสดงความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเงินเฟ้อ กับอัตราว่างงาน) มีลักษณะตั้งตรง ไม่ใช่มีความเอียงเป็นลบอย่างที่เคยเข้าใจกัน

เขายังอธิบายด้วยว่า ณ อัตราการว่างงานดุลยภาพ (equilibrium unemployment rate) ซึ่งก็คือ อัตราการว่างงาน ณ จุดที่อัตราเงินเฟ้อที่แท้จริง เท่ากับอัตราเงินเฟ้อที่คาดไว้ อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในจุดดุลยภาพ คือไม่ขยับไปไหน แต่ถ้าอัตราการว่างงานต่ำกว่าจุดดุลยภาพ อัตราเงินเฟ้อจะสูงขึ้นเรื่อยๆ และถ้าอัตราการว่างงานสูงกว่าจุดดุลยภาพ อัตราเงินเฟ้อจะลดลงเรื่อยๆ เจ้าอัตราการว่างงานดุลยภาพนี้จึงเป็นอันเดียวกับ nonaccelerating inflation rate of unemployment (NAIRU) และอัตราว่างงานตามธรรมชาติ (natural rate of unemployment) ที่พูดถึงกันบ่อยๆ ในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจนั่นเอง (ถ้าพูดกันจริงๆ แล้วเจ้า 2 ตัวหลังนี่ต่างกันนิดหนึ่งครับ แต่ก็คล้ายๆ กันละครับ)

งานของ Phelps เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อกลายเป็นปัจจัยที่สำคัญอันหนึ่ง ต่อแบบจำลองเศรษฐกิจมหภาคในยุคต่อๆ มา และเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้กำหนดนโยบายต้องคำนึงถึงมาจนถึงทุกวันนี้ การดำเนินนโยบายการเงินที่โปร่งใส เน้นรักษาการคาดการณ์เงินเฟ้อของประชาชนให้ต่ำเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคา (เช่น การดำเนินนโยบายการเงินแบบเป้าหมายเงินเฟ้อ-inflation targeting) ก็เป็นผลสรุปเชิงนโยบายที่สำคัญอันหนึ่ง ที่ได้มาจากงานวิจัยของเขาและนักเศรษฐศาสตร์คนอื่นๆ ในยุคต่อมา

นอกเหนือไปจากงานวิจัยเกี่ยวกับการว่างงานและอัตราเงินเฟ้อแล้ว Phelps ยังมีส่วนช่วยพัฒนางานวิจัยเกี่ยวกับการออม การลงทุนและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยใช้วิธีพิจารณาแบบระหว่างช่วงเวลา (intertemporal) และระหว่างช่วงชีวิตของคน (intergenerational) จนเป็นที่มาของ "golden rule" ของการลงทุน และยังเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการวิจัยเกี่ยวกับบทบาทของทุนมนุษย์ (human capital) และการวิจัยและพัฒนา (R&D) ต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอีกด้วย

เป็นไงครับ อ่านมาแล้วน่ายกย่องให้เป็นผู้ได้รับรางวัลประจำปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสาขาเศรษฐศาสตร์ไหมครับ

หน้า 45


เอ็ดมุนด์ เฟลป์ส ผู้รู้แจ้งเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเงินเฟ้อและการว่างงาน

คอลัมน์ Spotlight  มติชนรายวัน  วันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10446

ศาสตราจารย์เอ็ดมุนด์ เอส. เฟลป์ส แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบียชาวอเมริกัน ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี 2549 จากผลงานวิจัยซึ่งอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างภาวะเงินเฟ้อกับอัตราการว่างงาน และให้กำเนิดทฤษฎีที่ปฏิวัติวิธีการกำหนดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และธนาคารกลางของชาติอื่นๆ ทั่วโลกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย

ในผลงานวิจัยช่วงปลายยุค 60 และต้นยุค 70 ศาสตราจารย์เฟลป์สวัย 73 ปี ได้ท้าทายความเชื่อที่มีมาอย่างยาวนานว่า เหล่าผู้กำหนดนโยบายจะสามารถลดอัตราการว่างงานของประเทศในระยะยาวได้ด้วยการยอมรับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ซึ่งความเชื่อที่ผิดนี้มีส่วนทำให้เกิดการกำหนดนโยบายที่ผิดพลาดของเฟดในช่วงยุคทศวรรษที่ 70 ซึ่งมีการปล่อยสินเชื่อจำนวนมากโดยที่ไม่เข้มงวด เพื่อกระตุ้นอัตราเงินเฟ้อให้แตะระดับสองหลัก ผลที่ตามมาคืออัตราเงินเฟ้อสูง และอัตราการว่างงานก็สูงตามไปด้วย การรวมกันของสองสิ่งที่ก่อให้เกิดหายนะทางเศรษฐกิจ คือเกิดช่วงเวลาที่เศรษฐกิจชะลอการเติบโต เนื่องจากอัตราการว่างงานสูง แต่ในขณะเดียวกันอัตราเงินเฟ้อ ทำให้สินค้ามีราคาสูงขึ้นตามไปด้วย

ทุกวันนี้ชาวอเมริกันส่วนหนึ่งต้องรู้สึกขอบคุณเฟลป์ส งานของเขาเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้เหล่าผู้ทำหน้าที่กำหนดนโยบายของเฟด พยายามที่จะหาทางทำให้อัตราการว่างงานต่ำ และอัตราเงินเฟ้อต่ำ ไม่มีความเชื่อในเรื่องที่ว่าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งอีกต่อไป ซึ่งวิธีการนี้ประสบความสำเร็จเป็นส่วนใหญ่ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา

ราชบัณฑิตยสภาวิทยาศาสตร์แห่งสวีเดนซึ่งประกาศให้เฟลป์สได้รับรางวัลเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม กล่าวว่า "ทฤษฎีของเฟลป์สเปลี่ยนแปลงการรับรู้โดยสมมติฐานของเราในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างเงินเฟ้อและการว่างงาน และช่วยอธิบายสาเหตุที่ทำให้สภาพเศรษฐกิจเละเทะในช่วงทศวรรษที่ 70 ได้"

โธมัส ซี. เชลลิ่ง แห่งมหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปี 2548 และเป็นอาจารย์ของเฟลป์ส ที่มหาวิทยาลัยเยลในช่วงปลายทศวรรษที่ 50 กล่าวถึงเฟลป์สว่า "เขาเป็นคนที่มีความคิดในแบบที่คนอื่นไม่มี และบางทีไม่มีใครที่สามารถคิดแบบเขาได้" ส่วนอลัน เอส. บลายน์เดอร์ อดีตรองประธานเฟด กล่าวว่า ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ของเฟลป์ส ประกอบกับผลงานที่เกี่ยวข้องกันของมิลตัน ฟรีดแมน ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์อีกราย เป็นรากฐานและหัวใจสำคัญสำหรับเฟด และธนาคารกลางของอีกหลายประเทศทั่วโลกในการนำมาใช้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเพื่อกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ และควบคุมอัตราเงินเฟ้อ

งานวิจัยของเฟลป์สท้าทายรูปแบบทางเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับที่เรียกว่า "ฟิลิปส์ เคิร์ฟ โมเดล" ซึ่งตั้งชื่อตาม เอ. ดับเบิลยู. ฟิลิปส์ นักเศรษฐศาสตร์ชาวนิวซีแลนด์ที่เป็นผู้คิดค้นรูปแบบดังกล่าวนี้ อธิบายถึงความสัมพันธ์ในทางตรงกันข้ามในระยะยาว ระหว่างอัตราเงินเฟ้อและอัตราการว่างงาน ซึ่งรูปแบบนี้ได้แสดงนัยยะว่าผู้กำหนดนโยบาย สามารถลดอัตราการว่างงานในระยะยาวได้ หากพวกเขาเต็มใจรับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นได้

เฟลป์สยอมรับว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวถูกต้องในระยะสั้น เมื่ออัตราการว่างงานสูงจะทำให้การจับจ่ายใช้สอยสินค้า และบริการลดลง ทำให้ผู้ขายไม่กล้าขึ้นราคาสินค้า หรือหากอัตราการว่างงานต่ำผู้คนมีกำลังในการจับจ่ายใช้สอย ก็จะทำให้สินค้ามีราคาสูงขึ้น แต่เฟลป์สอธิบายเพิ่มเติมว่า อัตราเงินเฟ้อยังขึ้นอยู่กับความคาดหวังของบริษัทเอกชน และผู้บริโภคในเรื่องราคาสินค้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต ประชาชนมีแนวโน้มที่จะคาดหวังว่าอัตราเงินเฟ้อจะสูงขึ้นในระดับคงที่ และบ่อยครั้งที่พฤติกรรมของพวกเขามักจะเป็นไปในทางที่จะทำให้ความคาดหวังนั้นเป็นจริงเหมือนอย่างที่เกิดขึ้นในยุคทศวรรษที่ 70 เมื่อราคาสินค้าที่สูงขึ้นส่งผลให้เกิดความคาดหวังว่าอัตราเงินเฟ้อจะสูงขึ้น ซึ่งแสดงว่า "ฟิลิปส์ เคิร์ฟ โมเดล" ล้มเหลวในการหาคำอธิบายสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในช่วงทศวรรษที่ 70 เมื่อทั้งอัตราเงินเฟ้อและอัตราการว่างงานอยู่ในระดับสูง และสภาพเศรษฐกิจช่วงปลายทศวรรษที่ 90 ที่ทั้งอัตราการว่างงานและอัตราเงินเฟ้อต่ำ ท้ายที่สุดเฟลป์สก็พบว่าไม่มีความสัมพันธ์ในทางตรงข้ามในระยะยาว ซึ่งราชบัณฑิตยสภาของสวีเดนยกย่องว่าเป็นหนึ่งในแนวคิดที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐศาสตร์มหภาคสูงที่สุดในรอบ 50 ปี

เฟลป์สจึงได้พัฒนารูปแบบทางเศรษฐศาสตร์ขึ้นมาใหม่เรียกว่า "ส่วนต่อขยายด้านความคาดหวังของฟิลิปส์ เคิร์ฟ" ซึ่งรูปแบบนี้นักเศรษฐศาสตร์ของเฟด และธนาคารกลางทั่วโลกได้นำไปใช้อย่างแพร่หลาย ในการคำนวณหาอัตราการว่างงานตามปกติ ซึ่งหากอัตราการว่างงานต่ำกว่าระดับที่คำนวณได้ อัตราเงินเฟ้อก็จะมากขึ้น แต่หากอัตราการว่างงานสูงกว่าระดับปกติผลที่จะเกิดตามมาจะกลับกัน

ทุกวันนี้ผู้กำหนดนโยบายของเฟดคิดว่าอัตราการว่างงานอยู่ที่ 4.6% ที่น่าจะเท่ากับอัตราการว่างงานตามปกติ หรือต่ำกว่าเพียงเล็กน้อย พวกเขากังวลว่า หากตลาดแรงงานมีความหนาแน่นเกินไปจะป็นการกระตุ้นอัตราเงินเฟ้อให้สูงขึ้น ซึ่งที่ช่วงที่ผ่านมาของปีนี้อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วงพอสมควร ทั้งนี้ เฟดได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นการเดิมพันว่าภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาชั่วระยะเวลาหนึ่ง จะทำให้อัตราการว่างงานสูงขึ้นเล็กน้อย ในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า และทำให้ธุรกิจต่างๆ ต้องคิดหนักมากขึ้นในการที่จะขึ้นราคาสินค้า อย่างไรก็ตาม ด้วยผลงานของเฟลป์สทำให้ผู้กำหนดนโยบายไม่เชื่อว่าต้องเพิ่มอัตราการว่างงานในระยะยาวเพื่อทำให้อัตราเงินเฟ้อต่ำ พวกเขาเชื่อว่าทั้งสองอย่างสามารถลดลงมาอยู่ในระดับต่ำได้ในท้ายที่สุด

ศาสตราจารย์เฟลป์สเกิดเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2476 ที่เมืองอีแวนสตัน รัฐอิลลินอยส์ จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยแอมเฮิร์สท์ ในปี 2498 และจบศึกษาระดับปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเยลในปี 2502 จากนั้นจึงเริ่มไปเป็นอาจารย์สอนที่ สถาบันเทคโนโลยีแห่งรัฐแมสซาชูเซตส์ (เอ็มไอที) มหาวิทยาลัยเยลและมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ก่อนที่จะมาอยู่ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียในปัจจุบัน

รางวัลมูลค่า 1.4 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 52.5 ล้านบาท) ที่เฟลป์สได้รับรู้จักกันในชื่อรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ แต่ที่จริงแล้วรางวัลนี้ไม่ใช่สาขาหนึ่งของรางวัลโนเบลซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ต้นเมื่อปี 2438 โดยอัลเฟรด โนเบล แต่เป็นรางวัลที่ก่อตั้งขึ้นภายหลังเมื่อปี 2512 โดยธนาคารกลางแห่งสวีเดน ในชื่อรางวัลเศรษฐศาสตร์เพื่อระลึกถึงอัลเฟรด โนเบล

หน้า 20