หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ธนาคารโลกผุด "ไอเดีย" ท้าทายเอเชียตะวันออกยุค "เรอเนซองส์"

อุไรวรรณ ภู่วิจิตรสุทิน และ วัชรา จรูญสันติกุล  กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2549

อุไรวรรณ ภู่วิจิตรสุทิน และ วัชรา จรูญสันติกุล ย่อส่วนเศรษฐกิจยุคเรอเนซองส์กำลังปรากฏให้เห็นในเอเชียตะวันออก เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในยุโรปตะวันตกช่วงศตวรรษที่ 15 ที่ก่อตัวขึ้นเป็นเมืองแห่ง "มหานคร" ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการค้นพบทางปัญญา ที่ช่วยให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจในระบบใหม่ และนวัตกรรมไอเดียใหม่ๆ คล้ายคลึงกับเอเชียตะวันออกที่มีประเทศไทยติดกลุ่มอยู่ด้วย

---------------------------------

ธนาคารโลกได้เสนอบทวิเคราะห์เรื่อง "ตีแผ่ยุคเรอเนซองส์ในเอเชียตะวันออก กับไอเดียเติบโตทางเศรษฐกิจ" หรือ "An East Asian Renaissance : Ideas for Economic Growth" เนื่องด้วยความวิตกว่าตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก อาจสูญเสียการเจริญเติบโตอย่างที่ละตินอเมริกา เคยประสบมาตลอดทศวรรษที่แล้ว โดยย้อนมองในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาระหว่างปี 2540-2541 วิกฤติการเงินทำให้เศรษฐกิจ 5 ประเทศในเอเชียตะวันออก ต้องประสบปัญหาทรุดหนัก เหมือนคนตกอยู่ในอาการที่เรียกว่า 'เข่าอ่อน' มาแล้ว

ภาพประเมินที่ว่า ความอ่อนแอทางโครงสร้างของประเทศ ทำให้เกิดวิกฤติวงกว้าง ทั้งคอร์รัปชัน เอาแต่พวกพ้อง และการเกื้อกูลญาติมิตร ล้วนทำให้เอเชียตะวันออก อาจกลายเป็นภูมิภาคที่มีแต่ความฝืดเคืองกับเชื่องช้า อย่างที่เคยเกิดขึ้นในละตินอเมริกา หลังเกิดวิกฤติหนี้ช่วงกลางทศวรรษ 1980

"ตลาดเกิดใหม่ในเอเชียตะวันออก อาจจะสูญเสียช่วงปีแห่งการเติบโตอย่างที่ละตินอเมริกา เคยสูญเสียมาก่อน ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา แต่น่าแปลกใจที่หลังเกิดวิกฤติปี 2541 ได้ขยายตัวได้สูงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เมื่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวเพิ่มขึ้นเท่าตัว เป็นจำนวน 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2548 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 9% ต่อปี" ธนาคารโลกตั้งข้อสังเกตใหม่

ดัชนีชี้วัดผลประกอบการของกลุ่มเอเชียตะวันออก น่าประทับใจเหมือนกัน เช่น การส่งออกขยายตัวถึง 1 ใน 5 ของการส่งออกทั่วโลก หรือปีละกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้เอเชียตะวันออก เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีการค้า เปิดกว้างมากที่สุดในโลก และเป็นเป้าหมายปลายทางใหญ่ที่สุด สำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศมูลค่า 1.6 ล้านล้านดอลลาร์

ตลาดทุนของเอเชียตะวันออกก็ขยายตัว พร้อมสินทรัพย์ทางการเงินภายในประเทศมีถึง 9.6 ล้านล้านดอลลาร์ ในปัจจุบันเทียบกับก่อนปี 2541 ซึ่งประชากร 300 ล้านคน มีความเป็นอยู่ยากจน วัดจากค่าใช้จ่ายต่อหัวขั้นต่ำวันละ 2 ดอลลาร์

กลุ่มชนชั้นกลางปรากฏขึ้นมาให้เห็น พร้อมกับเสียงเรียกร้องประชาธิปไตยเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การปฏิรูปที่เป็นมิตรกับธุรกิจกำลังเดินหน้าต่อไปทั่วทั้งภูมิภาค และความเชื่อมั่นเศรษฐกิจในอนาคตอยู่ในระดับสูง

ธนาคารโลกชี้ว่า "ก้าวย่างไปข้างหน้าแห่งการเปลี่ยนแปลงทางการเงิน และการค้า เทคโนโลยี และความคิด การพัฒนาเมือง การเงินภาคครัวเรือน และความต้องการของภาคประชาชน ล้วนเป็นสิ่งที่น่าทึ่ง หากเอเชียตะวันออกมีแนวโน้มขยายตัวเช่น ปัจจุบัน ภายในปี 2570 ภูมิภาคนี้จะมีขนาดใหญ่ คิดเป็น 43% ของเศรษฐกิจโลก"

ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงซึ่งดูเหมือนจะไม่จีรังยั่งยืน ได้เกิดคำถามขึ้นมาว่า บรรดา 10 กว่าประเทศในเอเชียตะวันออก ประสบความสำเร็จพร้อมกันหมดทุกประเทศได้อย่างไร ทั้งที่รูปแบบเศรษฐกิจก็คล้ายคลึงกัน ทำให้ไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมด ขณะที่ความแตกต่างหลากหลายก็ยังมีอยู่อีกมากมาย

ตลาดเกิดใหม่ในเอเชียตะวันออก รวมทั้งจีนที่มีประชากร 1.3 พันล้านคน และมองโกเลียอีก 2.5 ล้านคนนั้น รายได้ต่อหัวอยู่ระหว่าง 24,000 ดอลลาร์ในสิงคโปร์ ลงไปจนถึง 400 ดอลลาร์ในลาว ฮ่องกงอาจมีเศรษฐกิจเปิดเสรีมากที่สุด ขณะที่เวียดนามยังเป็นเศรษฐกิจสังคมนิยมที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่ประเทศในโลก

บทศึกษาของธนาคารโลกตอบคำถามที่ว่า มีอะไรเป็นพิเศษเกี่ยวกับการเป็นเอเชียตะวันออกซึ่งช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ ซึ่งอาจเป็นคำตอบที่ได้จากการอธิบายผลประกอบการดีเยี่ยมของประเทศ หรือว่าเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก 8 ประเทศจึงอยู่ในระดับสูง และรูปแบบหนึ่งคือ รัฐบาลแทรกแซงเป็นระบบ และผ่านการตรวจสอบ ก่อนนำนโยบายไปแปรเปลี่ยนสถานการณ์แวดล้อม ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญนำความสำเร็จสู่เศรษฐกิจ

"จุดเปลี่ยน"เศรษฐกิจวงกว้างในปี 2549 เป็นที่ชัดเจนว่า เศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกค่อนข้างแตกต่างจากการเปลี่ยนแปลงเมื่อปี 2533 ภูมิภาคนี้มีความมั่งคั่งมากกว่าในอดีต ดังนั้นขนาดของตลาดเอเชียตะวันออกจึงใหญ่ขึ้น ประชาชนร่ำรวยมากขึ้น และความต้องการสินค้าคงทนมีมากขึ้น ขณะที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจในด้านการผลิต การค้า และการเงิน ได้เคลื่อนย้ายไปที่เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ กับจีนแทน ทั้งนี้ข้อตกลงการค้าเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ ระหว่างสองประเทศแบบทวิภาคี หรือมากกว่านี้ในแบบพหุภาคีภายในภูมิภาค เพิ่มขึ้นอย่างมาก พร้อมด้วยข้อตกลงใหม่ๆ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

ความนิยมในความเป็นเอเชียตะวันออก ถือกำเนิดขึ้นมาหลังวิกฤติการเงินกับค่าเงิน ระหว่างปี 2540-2541 เป้าหมายขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่ผู้กำหนดนโยบายเห็นว่า เป็นครั้งแรกที่ "ความเสี่ยง" มาพร้อมกับ "ผลประโยชน์" จากโลกาภิวัตน์ แต่สิ่งสำคัญเหนืออื่นใดคือ แนวโน้มนำไปสู่ความเป็นภูมิภาคมีการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคใหม่ กระบวนการใช้ตลาดผลักดันถูกมองว่า เร่งให้เกิดนวัตกรรม การเงิน และการค้าในเอเชียตะวันออก ในเวลาเดียวกันในยุคโลกาภิวัตน์ การรวมตัวให้เป็นหนึ่งเดียวกับโลกมีมากขึ้น

กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกที่ประสบความสำเร็จ ในการรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเศรษฐกิจโลกนั้น ขณะนี้รวมเป็นหนึ่งเดียวกับภูมิภาค ซึ่งการรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกันครั้งที่สอง ของเอเชียตะวันออกกำลังเกิดขึ้น จะเป็นก้าวย่างที่เร็วขึ้น และเร็วกว่าการรวมตัวในครั้งแรก