หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ยึดอำนาจ สร้างโอกาส

คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ  โดย ผาสุก พงษ์ไพจิตร มติชนรายวัน วันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10441

นับจากเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เราถูกสอนว่าอย่าหมดหวัง ต้อง "แปลงวิกฤตให้เป็นโอกาส"

การยึดอำนาจโดย คปค. เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดนใจคนจำนวนมากที่อยากให้รัฐบาลทักษิณ หลุดหายไปจากวงจรการเมืองไทยอย่างทันทีทันใด แม้แต่โดยการรัฐประหารก็ยอม โดยเฉพาะหลังจากที่ไม่สามารถเรียกร้อง ให้เกิดรัฐบาลพระราชทานได้สำเร็จ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสนอทางออกภายในกรอบรัฐธรรมนูญ 2540 ผ่านสิ่งที่ต่อมาเรียกกันว่าตุลาการภิวัตน์ ซึ่งดำเนินการมาจนถึงจุดที่ กกต.ชุดใหม่ได้รับการสรรหาขึ้นมา และมีการเตรียมการเลือกตั้งครั้งใหม่ก่อนปลายปี 2549 แต่กระบวนการนี้ยุติลงเสียก่อน ดังที่เราทราบกันแล้ว

แต่ไม่ใช่ว่ารัฐประหารจะโดนใจคนทุกคน มีคนที่กระอักกระอ่วนใจอยู่ไม่น้อย แต่กลุ่มหลังนี้จำนวนหนึ่งก็ตัดสินใจว่า "ต้องแปลงวิกฤต ให้เป็นโอกาส" บางส่วนในกลุ่มนี้คือ นักวิชาการและผู้ที่อยู่ในวงการสื่อสารมวลชนบางส่วน ซึ่งตั้งเป้าไปที่การปฏิรูปรัฐธรรมนูญ และประสงค์จะมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรด้วยอย่างแน่นอน

แล้วยังมีอีก 2-3 กลุ่มที่ยังไม่ได้พูดถึง เช่น ประชาชนที่ภาคอีสานและภาคเหนือ ที่นโยบายประชานิยมโดนใจพวกเขามาก พวกเขาอาจจะไม่ได้เห็นด้วยกับการรัฐประหารครั้งนี้เลย เขาเป็นผู้ซึ่งอดีตคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขบอกว่าไม่ได้ลืม แต่ขอให้คอย เนื่องจาก ณ ปัจจุบันทันด่วน มีเรื่องอื่นๆ ที่ต้องทำก่อน พวกเขาก็คงอยากจะ "แปลงวิกฤตให้เป็นโอกาส" เหมือนกัน พวกเขาคาดหวังอะไร?

หนึ่ง คงไม่อยากให้นโยบายประชานิยม เช่น 30 บาท รักษาทุกโรค 1 ล้านบาท 1 ตำบล ต้องถูกยกเลิกไป อยากให้อยู่และมีคุณภาพดีขึ้น

สอง คงอยากให้ยกเลิก กฎเกณฑ์ที่ว่าผู้สมัคร ส.ส.ต้องจบปริญญาตรี ฯลฯ เขาจะได้ไหม?

แล้วกลุ่มอื่นๆ ล่ะ ซึ่งอาจจะรู้สึกว่าไม่ได้ประโยชน์อะไรมากจากรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ผ่านๆ มา ในทางปฏิบัติก็คงจะเห็นว่านี่เป็นโอกาสจะเห็นสิ่งใหม่ๆ ที่ปกป้องสิทธิอันชอบธรรมและผลประโยชน์ของเขาเหมือนกัน เช่น กลุ่มปัญหาชนกลุ่มน้อยทั้งที่ภาคเหนือ และภาคใต้ ฯลฯ

รัฐประหาร คือ การโค่นล้มรัฐบาล หรือกลุ่มอำนาจเดิม (โดยไม่ได้เสนอการปกครองระบอบใหม่เหมือนการปฏิวัติ เช่น เมื่อปี 2475) ซึ่งการล้มลงของอดีตรัฐบาล มีนัยมากกว่าการกำจัดผู้มีอำนาจเดิมออกไป แต่ยังเป็นการลดทอนสิทธิ และผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจเดิมด้วย จึงเท่ากับเป็นการเปิดช่องให้ผู้ที่อยู่วงนอกของศูนย์กลางอำนาจเดิม "มีโอกาส ได้รับการจัดสรรสิทธิ และผลประโยชน์ดังกล่าวใหม่"

การเมืองในท้ายที่สุด คือ เรื่องของการจัดสรรอำนาจและผลประโยชน์ รัฐบาลที่สามารถจัดสรรอำนาจและผลประโยชน์ต่างๆ ได้ลงตัวเท่านั้น จึงจะสามารถคงอำนาจไว้ได้ (นอกเหนือจากประเด็นในด้านกฎหมาย เรื่องความชอบธรรม และการยอมรับจากทั้งในประเทศ และจากรัฐบาลต่างประเทศ)

ในบทความนี้จึงจะขอพูดถึง ดีมานด์ จากกลุ่มสำคัญต่างๆ ที่จะมีต่อรัฐบาลซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยคณะปฏิรูปฯ

สิทธิและผลประโยชน์ด้านการสื่อสารมวลชน (คลื่นวิทยุ สัมปทานโทรทัศน์ คลื่นโทรทัศน์) สัมปทานโครงการก่อสร้าง งบประมาณเพื่อการประชาสัมพันธ์ ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นโอกาสให้บุคคลและกลุ่มต่างๆ ที่เคยอยู่วงนอกรัฐบาลทักษิณ หรือที่เคยถูกเลิกสัมปทานหรือใบอนุญาต ได้มีโอกาสใหม่ทั้งสิ้น เราก็อาจจะเห็นการแข่งขันกันเข้าสู่โอกาสใหม่ๆ นี้ ท่านผู้อ่านอาจจะต้องใช้จินตนาการเอาเองว่ามีกลุ่มไหนบ้าง

ต่อมา นักธุรกิจที่เคยอยู่วงนอก ขณะนี้ก็โล่งอกโล่งใจมากว่า ไม่ต้องมีเจ๊สีต่างๆ หรือสุริยัน จันทรา รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องกับอดีต รมต.ทั้งหลาย มาขอโน่น ขอนี้ให้กวนใจ หรือเข้าเล่นพรรคเล่นพวก จนระบบตลาดไม่เดินไปตามที่ควรจะเป็น แต่ก็ต้องระวังกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มใหม่ที่จะมากับอำนาจใหม่

นักวิชาการ สื่อ ก็ต้องการเห็นการปฏิรูปการเมืองเป็นไปในแนวทางที่ต้องการ กลุ่มที่เคยร่วมการรณรงค์ เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (2540) ก็อาจจะอยากให้ใช้รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นฐานเพื่อการปฏิรูป โดยไม่ต้องร่างใหม่ทั้งหมด แต่ดูเหมือนว่าอดีตคณะปฏิรูปฯ ต้องการร่างใหม่ เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับสังคมไทย

"เหมาะสม" นี้คืออะไร?

มีองค์ประกอบอะไรบ้าง?

ประชาชนกลุ่มอื่นๆ รับได้ไหม?

ตรงนี้ก็ต้องมีการเจรจากัน และยังจะมีกลุ่มที่ต้องการร่างรัฐธรรมนูญใหม่เหมือนกัน แต่ไม่ใช่แนวเดียวกับของอดีตคณะปฏิรูปฯ (ซึ่งขณะนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ)

ดังนั้น เนื้อหาของรัฐธรรมนูญใหม่จึงจะเป็นเรื่องที่มีการถกเถียงกันมากที่สุด จะเกิดการรอมชอม เพื่อให้ทุกฝ่ายพึงพอใจได้อย่างไร?

ตรงนี้จะเป็นปัญหาใหญ่มาก ฝ่ายนักวิชาการที่สนับสนุนการยึดอำนาจจากทักษิณด้วยคาดหวังจะเห็นท้องถิ่นเข้มแข็ง จะได้รับสิ่งที่ต้องการไหม?

สรุป ปัญหาเฉพาะหน้าที่รัฐบาลใหม่และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติต้องแก้ให้ตก มีสองเรื่องใหญ่คือ

หนึ่ง จะจัดสรรผลประโยชน์ได้ลงตัวไหม?

และ สอง ในเนื้อหาของรัฐธรรมนูญใหม่ ฝ่ายที่ต้องการเห็นการปฏิรูปจริงๆ จะได้ไหม?

ในเรื่องที่สองนี้จะขอพูดถึงบางประเด็นที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งสูงดังนี้

เริ่มแรก กระบวนการที่จะร่างรัฐธรรมนูญต้องมีความชอบธรรม โดยได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางพอสมควร และต้องโปร่งใส ไม่ใช่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มาก ดังเช่นในขณะนี้

ต่อมา ประเด็นที่ว่า ส.ว.จะยังมีอยู่ไหม? ถ้ามีจะมาจากไหน? ถ้าแต่งตั้งใครแต่งตั้ง?

ประเด็นที่ว่าผู้สมัคร ส.ส.ต้องจบปริญญาตรี จะลดลงไหม? ถ้าจะลดลงมาจะลดถึงระดับไหน?

ประเด็นที่ว่า จะมีการการันตี เรื่องการจัดสรรทรัพยากรท้องถิ่น เช่น ป่าชุมชน การดูแลสิ่งแวดล้อม ฯลฯ โดยคนท้องถิ่นให้ได้ผลอย่างไร?

ประเด็นที่ว่า จะมีอะไรชัดเจนในเรื่องการป้องกันไม่ให้ "ไทคูน" เข้ายึดกุมรัฐบาลผ่านการเลือกตั้ง แล้วแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน และพรรคพวกได้ง่ายๆ อีกได้อย่างไร? จะจัดการแก้ไขอย่างไร โดยไม่ตัดสิทธินักธุรกิจลงเล่นการเมือง?

ประเด็นเรื่อง บทบาททหารในสังคมการเมืองไทยคืออะไร? จะเป็นไปในแนวทางของสากลโลก หรือจะเป็นแบบไทยๆ และแบบไทยๆ นี้คืออะไร?

จากที่วิเคราะห์มา ทำให้เห็นว่า ความขัดแย้งกัน เรื่องที่ว่าจะจัดการเอาผิดกับรัฐมนตรีที่คอร์รัปชั่นได้ไหม? และอย่างไร? ดูจะเป็นเรื่องเล็กมาก เมื่อเปรียบเทียบกับความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในการพิจารณาเนื้อหาของ "รัฐธรรมนูญ ฉบับถาวร" ที่รัฐบาลใหม่จะต้องเผชิญในอนาคตอันใกล้ และจะเป็นตัวพิสูจน์ว่า การยึดอำนาจการปกครองโดยการรัฐประหาร จะนำไปสู่การปฏิรูปได้จริงหรือไม่

หรือการรัฐประหารเป็นเพียงปฏิกิริยาต่อความขัดแย้งที่เกิดจากการโยกย้ายโผทหาร

ดังที่มีการกล่าวถึงในกรณีของการตรวจสอบทรัพย์สิน ของอดีตรัฐมนตรี ซึ่งถูกวิจารณ์ว่ากรอบของการตรวจสอบที่วางไว้ อาจจะทำให้ไม่สามารถสาวไปถึงตัวใหญ่จริงๆ และแม้แต่ตัวเล็กๆ ก็อาจจะหลุดหมดในท้ายที่สุด

หน้า 6