หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
2 รองนายกฯ ยึดแนวเศรษฐกิจ 'ติดดิน'

วัชรา จรูญสันติกุล กรุงเทพธุรกิจ  วันอังคารที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2549

วัชรา จรูญสันติกุล เจาะหลักคิด "2 รองนายกฯ" เดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ตามแบบฉบับนักเศรษฐศาสตร์ "ติดดิน" จัดวางระบบ Financing ทั้งประเทศ เพื่อปรับทิศทางในการจัดวางแผนพัฒนาเสียใหม่ กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :

26 รัฐมนตรีที่ได้รับประกาศชื่อเข้าร่วมในรัฐบาลเฉพาะกาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เมื่อเที่ยงคืนวันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคมนั้น ชื่อของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล มาเป็นรองนายกรัฐมนตรีคนที่หนึ่ง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับการคาดหมายว่า จะเข้ามาดูแลระบบ Financing สำหรับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐทั้งหมด ที่มีการประเมินกันก่อนหน้านี้โดยสภาพัฒน์ ว่า อาจจะต้องใช้เม็ดเงินมากกว่า 1.3 ล้านล้านบาท หากรัฐบาลต้องการจะเดินหน้าเต็มที่ในการจัดวางโครงสร้างพื้นฐานให้เพียงพอ ทั้งในด้านกิจการพลังงาน การไฟฟ้า ระบบน้ำและชลประทาน ระบบขนส่งในส่วนที่เป็นถนนหนทาง และระบบขนส่งมวลชนในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล

ระบบ Financing นี้ นับว่ามีความสำคัญอย่างมากที่จะต้องวางแผนให้เป็นการก่อหนี้ทั้งในประเทศ และต่างประเทศในระยะยาว หรือจัดสรรจากวงเงินงบประมาณบางส่วน โดยไม่ทำให้สัดส่วนหนี้สินต่อรายได้ส่งออกมีสูงเกินไป เพื่อไม่ให้กระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคต หรือ Debt Service Ratio นั่นเอง

ถึงแม้ว่า รัฐบาลเฉพาะกาลชุดนี้ อาจไม่สามารถดำเนินการได้ทั้งหมดเต็มโครงการลงทุน เนื่องจากเงื่อนไขเวลาจำกัด แต่ก็ต้องดูแลการใช้เงินลงทุนให้มีสัดส่วนที่เหมาะสมไม่ให้กระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินในประเทศ ที่อาจจะส่งผลต่อทิศทางดอกเบี้ยในอีกด้านหนึ่ง หรือเพื่อไม่ให้โครงการลงทุนที่ต้องใช้เงินตราต่างประเทศ นำเข้าเครื่องจักรอุปกรณ์จากต่างประเทศจำนวนมากนั้น กระทบต่อฐานะดุลบัญชีเดินสะพัด และฐานะทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ ที่มีอยู่เกือบ 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบันนี้

เพราะนอกจากจะต้องจ่ายเงินตราต่างประเทศออกไปทางตรงแล้ว ยังต้องสร้างตลาดตราสารทุน หรือการออกตราสารรูปที่เป็น Securitization ให้สามารถซื้อขายในตลาดรองได้ด้วย โดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เตรียมการนำเสนอร่างแก้ไขพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจการเงินของระบบสถาบันการเงิน เพื่อรับมือการเปิดเสรีทางการเงิน และร่างพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย ที่จะกำหนดเทอมผู้ว่าการที่ชัดเจน รวมถึงกอบกู้ความมีศักดิ์ศรีและความศรัทธาในอิสรภาพของสถาบันหลักแห่งนี้

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เติบโตมาจากเส้นทาง "นายธนาคารพาณิชย์" มาจนถึงตำแหน่งสุดท้ายในหน้าที่ "นายธนาคารกลาง" ของประเทศ ดูจะเหมาะสมมากที่สุด ที่จะทำหน้าที่สกรีนเพื่อจัดลำดับความสำคัญและความจำเป็นของประเทศ โดยยึดหลักการที่ว่า ฐานะการเงินของประเทศต้องมีความมั่นคงที่จะรองรับการใช้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อลงทุนดังกล่าวได้ โดยไม่ถูกกล่าวหาว่า เป็นการลงทุนที่เกินตัว ดังนั้น ขอบข่ายงานในความดูแลจึงน่าจะรวมไปถึงกระทรวงพลังงาน และกระทรวงคมนาคม

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ปัจจุบันมีอายุ 59 ปี จบปริญญาโทธุรกิจต่างประเทศและการเงิน จาก Wharton School Of Finance and Commerce University Of Pensilvania โดยเป็นเพื่อนร่วมหอพักห้องเดียวกับ "ดร.โกร่ง" (ดร.วีรพงษ์ รามางกูร) นักเศรษฐศาสตร์มหภาคขนานแท้ดั้งเดิม แต่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กลับออกตัวครั้งหลังสุด ขอเป็นแค่นักเศรษฐศาสตร์ "ติดดิน" ก็พอแล้ว แม้ว่าประวัติการทำงานนั้นจับแต่เรื่องเงินๆ ทองๆ มาตั้งแต่เป็นรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย เป็นกรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า และเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อปี 2544

นอกจากนี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ยังเป็นผู้ที่ใฝ่ฝันอย่างสูงที่จะก้าวเข้ามาในตำแหน่งทางการเมือง นับจากเคยเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สมาชิกวุฒิสภา จนมาถึงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในสมัยนายอานันท์ ปันยารชุน

สำหรับนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีคนที่สองและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ถือได้ว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์ "ติดดิน" เพราะอยู่กับภาคการเกษตรมานานหลายสิบปี ล่าสุดก็ได้เป็นหัวเรือใหญ่ในการจัดสรรเงินทุน และเงินกู้ยืมให้กับโครงการอุตสาหกรรมขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ของธนาคารกรุงเทพ หลังจากที่ประเทศไทยเกิดวิกฤติการเศรษฐกิจ การเงิน เมื่อปี 2540

เขาจึงได้รับคาดหมายว่า จะเข้ามาดูแลภาคเศรษฐกิจแท้จริง ที่เชื่อมโยงนโยบายกับภาคเอกชนทั้งในภาคอุตสาหกรรม การเกษตร และการค้าภายในและระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการเจรจาเปิดเสรีทางการค้า (FTA) ระดับทวิภาคี เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อภาคการเกษตรของไทยในระดับที่แพร่กระจายกว้างออกไปมากนัก หลังจากที่เอฟทีเอไทยกับจีน ได้ส่งผลลบต่อเกษตรกรไทยในบางภาคอย่างแพร่กระจายกว้างมาแล้ว

นายโฆสิต จึงเป็น Micro-Economist ที่จะเข้ามาช่วยเสริมนโยบายเศรษฐกิจในระดับจุลภาค หรือ Micro ให้เกิดประสิทธิภาพได้มาก โดยเฉพาะนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจที่เดินตามแนว "เศรษฐกิจพอเพียง" ให้เกิดเป็นจริงขึ้นมาได้ หรืออย่างน้อยที่สุดเป็นการวางรากฐานในภาคการเกษตรให้เติบโตเข้มแข็งต่อไปได้ และเป็น "ภูมิคุ้มกันภัย" ในอนาคต หากว่าภาคอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อการส่งออกอยู่ในระหว่างที่ต้องปรับโครงสร้างทางการผลิตใหม่ ให้ลดการพึ่งพาการผลิตที่ต้องใช้วัตถุดิบและเครื่องจักรจากต่างประเทศ อาจจะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในระยะเวลาอันใกล้นี้

นายโฆสิตเป็นนักคิดของนักเศรษฐศาสตร์แนวดั้งเดิมขนานแท้ ในแบบเดียวกับ ดร.อัมมาร สยามวาลา นักเศรษฐศาสตร์เกียรติคุณของทีดีอาร์ไอ ปัจจุบันมีอายุ 63 ปี จบปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ สหรัฐอเมริกา เริ่มทำงานที่สภาพัฒน์จนเป็นรองเลขาธิการ โดยถูกดึงเข้าร่วมทางการเมืองในสมัยรัฐบาลอานันท์ ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และล่าสุด เป็นประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพ