|
||||||||||||||
|
จะเริ่มวัดความสุขของประชาชน
อย่างเป็นจริงเป็นจัง
เราควรจะเริ่มต้นยังไงดี
โดย ณัฐวุฒิ เผ่าทวี มหาวิทยาลัยลอนดอน มติชนรายวัน วันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10440 ในขณะนี้ได้เริ่มมีการนำข้อมูลและผลการวิจัยเรื่องความสุขมาวิเคราะห์และศึกษาอย่างเป็นจริงเป็นจังมากขึ้นในหลายๆ ประเทศแถบตะวันตก โดยเฉพาะที่ประเทศอังกฤษ ที่เพิ่งจะมีการนำเสนอผลการวิจัยเรื่องความสุขในหัวข้อ Life Satisfaction : The State of Knowledge and implications for government ให้กับรัฐบาลของ Tony Blair ไปในปี 2003 ในขณะที่ David Cameron หัวหน้าพรรคคนใหม่ของพรรค Conservative ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านในรัฐบาลอังกฤษปัจจุบัน ก็ได้ออกมากล่าวต่อสื่อมวลชนว่า จุดโฟกัส ของนโยบายหลักของรัฐบาลนั้นไม่ควรจะอยู่ที่ Gross Domestic Products (GDP) แต่ควรจะอยู่ที่ความสุขของประชาชนซะมากกว่า แม้แต่กระทั่ง British Broadcasting Cooperation (BBC) เองก็ได้มีการทำการเผยแพร่สารคดีชุด "The Happiness Formula" (http://news.bbc.co.uk/1/hi/programmes/happiness_formula/) ทางโทรทัศน์ เพื่อให้คนอังกฤษสามารถทำความเข้าใจกับ ศาสตร์ที่ว่าด้วยความสุข (Science of Happiness) กันมากขึ้น ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า กระแสความสนใจในเรื่องของการพัฒนาความสุขส่วนรวมของชาติในหลายๆ ประเทศแถบตะวันตกนั้น ไม่ได้มาจากแค่นักวิชาการที่ทำการวิจัยในเรื่องของความสุขแต่ฝ่ายเดียว หากแต่ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากเครือข่ายรัฐบาล ฝ่ายสื่อมวลชนและแม้แต่กระทั่งฝ่ายประชาชนเองก็ตาม ด้วยเหตุนี้เอง นโยบายสาธารณะที่ว่าด้วยความสุขนั้นจึงไม่ได้เป็นแค่นโยบายเพ้อฝันของรัฐบาลอีกต่อไป ถ้าความสุขของคนเรานั้นวัดได้จริงๆ แต่น่าเสียดายที่รัฐบาลไทยเราคงไม่สามารถที่จะนำนโยบายสาธารณะที่ว่าด้วยความสุขของประเทศทางฝั่งตะวันตก มาประยุกต์ใช้กับนโยบายสาธารณะที่มีอยู่ในประเทศของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ เป็นเพราะว่าตัวแปรความสุขของคนต่างชาติและของคนไทยคงจะไม่เหมือนกันเลยทีเดียว เรายังไม่รู้ว่าอะไร ระหว่างปัจจัยทางเศรษฐกิจและปัจจัยทางสังคม ที่จะทำให้คนไทยส่วนใหญ่มีความสุขที่สุด แล้วถ้าประเทศไทยต้องการที่จะเริ่มวัดความสุขของประชาชนอย่างเป็นจริงเป็นจัง เพื่อที่จะนำมาสร้างเป็นนโยบายสาธารณะสำหรับคนไทยอย่างที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ประกาศบ้างล่ะ เราควรจะเริ่มต้นกันยังไงดี? อย่างแรกสุดที่เราควรจะเริ่มทำเลยก็คือ การเริ่มมีการออกแบบสอบถาม หรือ Household Survey ที่มีคำถามเกี่ยวกับความสุขในหลายๆ ด้านของคน ที่เป็นของคนไทยเราเอง โดยนำแบบสอบถามจากประเทศอื่นๆ ที่มีคำถามความสุขอยู่แล้วมาดูเป็นตัวอย่าง ยกตัวอย่างเช่น British Household Panel Survey (BHPS) ของประเทศอังกฤษ (www.iser.essex.ac.uk/ulsc/bhps/) General Social Survey (GSS) ของสหรัฐอเมริกา (http://webapp.icpsr.umich.edu/gss/) และ Latinobarometro ของประเทศทางฝั่งละตินอเมริกา (www.latinobarometro.org) โดย BHPS มีทั้งคำถามที่เกี่ยวกับความสุข (Happiness) ความพึงพอใจของชีวิต (Life Satisfaction) ความกังวลใจ (Psychological Distress จาก General Health Questionnaire-12) และความพึงพอใจในหลายๆ ด้านของชีวิต อย่างเช่น การทำงาน (Job Satisfaction) การแต่งงาน (Marital Satisfaction) และการเงิน (Financial Satisfaction) ส่วนทาง GSS และ Latinobarometro มีแต่คำถามที่เกี่ยวกับความสุขของชีวิตอย่างเดียว นอกจากคำถามที่เกี่ยวกับความสุขแล้วนั้น Household Survey เหล่านี้ยังถามผู้เข้าร่วมตอบแบบสอบถามแต่ละคน ในเรื่องของการเงิน การใช้จ่ายของบ้าน สถานภาพการแต่งงาน สถานภาพการทำงาน การศึกษา ทุนทางสังคม และในเรื่องอื่นๆ อีกหลายเรื่อง โดยการออกแบบสอบถามในเรื่องอื่นๆ นั้นจะขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการที่จะศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความสุข และเรื่องอะไรมากที่สุด หลังจากที่มีการออกแบบสอบถาม Household Survey ที่มีคำถามเกี่ยวกับความสุขอย่างถูกต้องและครบถ้วนแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการออกแบบวิธีการสุ่มตัวอย่างในการเก็บข้อมูลสำหรับประเทศไทยเรา เพื่อที่จะให้ข้อมูลความสุขจาก Household Survey นั้นสะท้อนให้เห็นถึงความสุขส่วนรวมที่แท้จริงของคนไทยมากที่สุด ดังนั้น เราควรที่จะมีการเก็บข้อมูลความสุขจากการสุ่มตัวอย่างของคนไทย จากทั้งสี่ภาคของประเทศ และในข้อมูลความสุขนั้น ก็ควรที่จะมีข้อมูลของคนทุกๆ สถานะ ซึ่งรวมทั้งสถานะทางเศรษฐกิจ และสถานะทางสังคม โดยมีจำนวนบ้านที่ถูกสัมภาษณ์ทั้งหมดประมาณ 5,000 หลัง หรือประมาณ 10,000 คนต่อปีจากทั่วประเทศก็คงจะเกินพอ ขั้นตอนต่อไปก็คือ การนำข้อมูลความสุขมาวิเคราะห์โดยใช้เทคนิคทางคณิตศาสตร์และทางสถิติในทฤษฎีจุลภาค (Micro-econometrics) แต่อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยของเรายังขาดบุคลากรที่เชี่ยวชาญทางด้าน Micro-econometrics และ Economics of Happiness ดังนั้น ถ้ารัฐบาลต้องการที่จะนำการวิจัยในด้านความสุขมาประยุกต์ใช้เป็นนโยบายสาธารณะอย่างเป็นจริงเป็นจัง ทางรัฐก็ควรที่จะเริ่มมีการปลูกฝังและสนับสนุนการวิจัยเรื่องนี้ให้กับบุคลากรรุ่นใหม่เสียแต่เนิ่นๆ โดยที่มีการเปิดอบรมการวิจัยโดยใช้เทคนิคทางด้าน Micro-econometrics รวมทั้งการจัดส่งตัวบุคลากร ไปเรียนการทำวิจัยในเรื่องนี้กับผู้เชี่ยวชาญในด้าน Economics of Happiness อย่างเช่น Andrew Oswald ที่มหาวิทยาลัย Warwick ประเทศอังกฤษ Carol Graham ที่มหาวิทยาลัย Maryland ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือใกล้ๆ บ้านเราก็มี Paul Frijters ที่มหาวิทยาลัย Queensland และ Michael Shields ที่มหาวิทยาลัย Melbourne ประเทศออสเตรเลีย จะว่าไป ประเทศไทยเราเองก็มี Household Socio-economic Survey (HSS) ที่เป็นของเราอยู่แล้ว แต่ HSS นั้นไม่มีคำถามที่เกี่ยวกับความสุข ทั้งยังมีการเก็บข้อมูลแค่ 5 ปีครั้ง และไม่มีการเปิดให้คนภายนอกทั่วไปใช้กัน ในการที่จะเริ่มมีการทดลองนำคำถามที่เกี่ยวกับความสุข และคำถามอื่นใหม่ๆ อีกหลายคำถามมาใช้ใน HSS นั้นก็คงจะไม่ใช่เรื่องยากอะไรนัก แต่ก็อาจจะยากหน่อยถ้าต้องมีการเก็บข้อมูลเหล่านี้ทุกๆ ปี แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ขั้นตอนที่เสนอมาทั้งหมดในเบื้องต้นนั้นสามารถดำเนินการได้จริง ถ้าได้รับการสนับสนุนและร่วมมืออย่างเป็นจริงเป็นจังจากทุกๆ ฝ่าย และนโยบายสาธารณะที่ว่าด้วยความสุข และดัชนีความสุขส่วนรวม หรือ Gross National Happiness (GNH) ที่เป็นของคนไทยนั้น ก็จะไม่เป็นแค่ความคิดเพ้อฝันของคนไทยทั้งประเทศอีกต่อไป หน้า 7
|