|
||||||||||||||
|
เศรษฐกิจพอเพียง
เมล็ดพันธุ์แห่งอนาคต
หน้าต่างเศรษฐกิจ : เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2549 กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : และแล้วเราก็ได้นายกคนที่ 24 ซึ่งสามารถ ยกมือไหว้ได้อย่างสนิทใจ ดังคำมั่นของพลเอกสนธิจริงๆ หลังจากรับตำแหน่ง ท่านนายกประกาศไว้ชัดเจนว่า จะไม่หลับหูหลับตาเดินตามรอยเท้าแห่งทุนนิยม โดยเฉพาะการเอาแต่หลงใหลได้ปลื้ม กับตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจแล้วปล่อยปละละเลยมิติทางสังคม การเมือง และวัฒนธรรม หนึ่งปีหลังจากนี้เป็นการพัฒนา ที่เน้นความผาสุก อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจถูกลดบทบาทลงเป็นแค่พระรอง จะว่าไปแล้ว นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่ผู้นำประเทศมีความเชื่อ และมีความเข้าใจหลักการของเศรษฐกิจพอเพียง ก้าวขึ้นมากุมบังเหียนของประเทศ ถึงแม้นโยบายนี้ได้รับการตอบรับจากภาคธุรกิจในระดับหนึ่ง การจะเปลี่ยนทิศทางของประเทศนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ทิศทางการพัฒนาของเรามุ่งตามกระแสทุนนิยม มากว่าหกสิบปี ยิ่งเวลาผ่านไป ความเป็นทุนนิยมก็ยิ่งเกาะกุมสังคมไทยมากขึ้น จู่ๆ จะให้เปลี่ยนเส้นทางของการพัฒนาคงไม่ง่ายนัก เปรียบเหมือนกับรถบรรทุกของหนักไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางปุบปับ เหมือนรถที่บรรทุกของเพียงนิดเดียว การจะเปลี่ยนไปสู่ระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงนั้น สังคมไทยต้องตอบโจทย์สำคัญสองข้อให้ได้ ข้อแรก ทุนนิยมยังจำเป็นอยู่อีกหรือ? ข้อสอง ทำอย่างไรจึงปลดปล่อยประชาชนให้หลุดพ้นจากพันธนาการของทุนนิยม? ข้อแรก ทุนนิยมยังจำเป็นอยู่อีกหรือ? ระบบเศรษฐกิจคือวิถีทางแก้ปัญหาพื้นฐานด้านการผลิต และการจัดสรรทรัพยากรของสังคม ระบบทุนนิยม แก้ปัญหาสองประการนี้ ด้วยกลไกตลาด เน้นการแข่งขันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ โดยเชื่อว่า เมื่อประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ก็จะมีสินค้ามาตอบแทนความต้องการของประชาชนได้มากขึ้น ที่ผ่านมา ทุนนิยมมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มความสามารถการผลิตของประเทศอย่างก้าวกระโดด คนไทยมีโอกาสเลือกซื้อสินค้า และบริการมากมาย จนปัญหาความขาดแคลนไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป สิ่งที่ต้องแก้ไขคือปัญหาด้านความไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งระบบทุนนิยมทั่วโลกได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ ซ้ำร้าย บางครั้งกลับทำให้ปัญหาเหล่านี้เลวร้ายไปกว่าเดิมอีก ประเด็นนี้จึงเป็นคำถามเชิงนโยบายที่เหล่าผู้บริหารประเทศ นักคิด และผู้นำทางสังคมจะต้องขบคิด เพื่อนำเสนอกันว่าโฉมหน้าใหม่ของเศรษฐกิจไทยควรเป็นอย่างไร ข้อสอง ทำอย่างไรจึงปลดปล่อยประชาชนให้หลุดพ้นจากพันธนาการของทุนนิยม? ทุกวันนี้ ถ้าไม่มีเงิน ก็ยากจะได้รับความสะดวกสบายในชีวิต ทุกคนเลยต้องดิ้นรนขวนขวายหาเงินมาตอบสนองความต้องการ ปัญหาก็คือ ความพอใจของคนไม่ได้ถูกจำกัดด้วยขนาดของกระเพาะ เหมือนการกินอาหาร ยิ่งมีมากก็ยิ่งอยากจะได้มากกว่าเดิม เมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าจะมีเงินแค่ไหนก็ไม่มีทางตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นของตนอยู่ตลอดเวลาได้ ธุรกิจขับเคลื่อนด้วยคน ถ้าผู้ขับเคลื่อนดิ้นรนแสวงหาความมั่งคั่งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด การแข่งขันกันอย่างไม่ลืมหูลืมตา ก็ไม่มีทางจะลดลงได้ ก็น่าคิดว่าภาคธุรกิจของไทยซึ่งเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของการแข่งขัน เพื่อแสวงหากำไรยอมรับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงได้มากน้อยแค่ไหน เพราะบางครั้งการเพิ่มประสิทธิภาพทางสังคม อาจต้องแลกมาด้วยการลดลงของประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ และการสูญเสียประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ ย่อมหมายถึงความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นการฆ่าตัวตายทางธุรกิจดีๆ นี่เอง ทางออกของปัญหาจึงมิได้อยู่ที่การปรับปรุงเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาความสามารถด้านการผลิตเท่านั้น แต่ต้องรวมไปถึงการปฏิวัติระบบการศึกษากันขนานใหญ่ ระบบการศึกษาของบ้านเราในปัจจุบันส่วนใหญ่ลอกแบบมาจากตะวันตกซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของทุนนิยมสมัยใหม่ ระบบการศึกษาแบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อผลิตคนไปรับใช้ทุนนิยม เนื้อหาของหลักสูตรจึงได้ลดทอนมิติทางสังคม ศาสนา และวัฒนธรรม ให้กลายเป็นวิชาพื้นฐานที่เรียนกันแบบแยกส่วน คนที่ได้เกรดสี่วิชาศาสนาอาจจบออกมาเป็นมหาโจร คนที่สอบตกอาจกลายเป็นผู้เข้าถึงสัจธรรมของชีวิตก็ได้ ระบบการศึกษาแบบนี้ เด่น ในการสร้างคนให้เป็นปัจจัยการผลิตที่ดี แต่ ด้อย ในการสร้างคนให้เป็นคนดีของสังคม ซึ่งตรงข้ามกับแนวคิดของตะวันออกที่เน้นแสวงหาดุลยภาพในชีวิต ให้ความสำคัญกับทุกมิติไปพร้อมกัน หากเราสามารถนำเอากระบวนการคิดแบบวิทยาศาสตร์ของตะวันตก มารวมกับองค์ความรู้เดิมของบรรพบุรุษ เพื่อสอนให้คนของเรารู้เท่าทันโลก รู้เท่าทันและรู้จักควบคุมตัวเอง ก็เท่ากับเป็นการปลดพันธนาการของทุนนิยมออกจากชีวิตแล้ว จะปลูกไม้ใหญ่ต้องใช้เวลา เมล็ดพันธุ์แห่งการเปลี่ยนแปลงต้องการเวลาเพื่อเติบโต การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทางสังคมมิได้เกิดขึ้น และเสร็จสิ้นสมบูรณ์ในหนึ่งชั่วอายุคน เมล็ดพันธุ์แห่งสังคมเกษตรใช้เวลานับหมื่นปี กว่าจะแตกหน่อขึ้นมาแทนที่ สังคมเก็บของป่าล่าสัตว์ เมล็ดพันธุ์แห่งสังคมอุตสาหกรรมทุนนิยม ก็ใช้เวลาเป็นร้อยปีเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมเกษตร แล้วจะคาดหวังให้เมล็ดพันธุ์เศรษฐกิจพอเพียงเติบโตเบ่งบานขึ้นมาอย่างรวดเร็วได้อย่างไร หนึ่งปีของรัฐบาลชุดนี้คงไม่สามารถพลิกโฉมหน้าของเศรษฐกิจได้ บางทีอาจต้องใช้เวลาเป็นร้อยปีกว่าสิ่งที่เราหวังจะเป็นจริง แต่อย่างน้อยขอให้เวลาสามร้อยหกสิบห้าวันต่อจากนี้ เป็นช่วงเวลาแห่งการหว่านเมล็ดพันธุ์ของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อจะได้เติบโตขึ้นมาเป็นต้นไม่ใหญ่ ให้ร่มเงาผลิดอกออกผลแก่ลูกหลานของเราในอนาคต
|