|
||||||||||||||
|
รัฐประหารไทย (1)
คนแคระบนบ่ายักษ์ แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 06 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1364 เมื่อพูดถึงเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ไม่ค่อยมีใครมองว่ามีรัฐประหารเกิดขึ้น คนมักพูดถึงเหตุการณ์ 14 ตุลาในฐานะที่เป็นชัยชนะของขบวนการนิสิตนักศึกษาที่มีประชาชนเข้าร่วมด้วย และมักจะอธิบายว่า นิสิตนักศึกษาประชาชนเดินขบวนประท้วงรัฐบาลเผด็จการทหาร ประท้วงการไม่มีรัฐธรรมนูญ ไม่มีการเลือกตั้ง จนเกิดการใช้กำลังความรุนแรงเข้าปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วง จนกระทั่งนิสิตนักศึกษาที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ จับกุมรุมทุบตีทำร้าย หรือใช้อาวุธสังหาร ต้องปีนหนีตายเข้าไปในเขตพระราชฐาน พระราชวังดุสิต สวนจิตรลดา จนกระทั่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ต้องเสด็จออกมาดูแลเหล่านิสิตนักศึกษาผู้หนีตาย ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว หนึ่งในสองวันสำคัญ ผู้เขียนเดินทางกลับจากถนนราชดำเนิน ถึงบ้านในราวหกโมงเย็น ขณะที่เดินทางกลับนั้นเห็นรถพยาบาลแล่นผ่านไป รถพยาบาลที่เห็นเป็นรถประเภทสเตชั่นเวกอน ตอนท้ายมีประตูคล้ายฝายกขึ้น รถพยาบาลคันนั้น ประตูท้ายเปิด มองเห็นขาคนยื่นออกมา และเปื้อนเลือดเต็มไปหมด มีบุคคลที่น่าจะเป็นหมอคอยดูแลอยู่ข้างๆ ในท้ายรถนั่นเอง หลังจากนั้น จำได้ว่าปรากฏพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในจอโทรทัศน์ และบรรดาผู้นำนิสิตนักศึกษา ออกมาแถลงการณ์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และประกาศตัวผู้ที่จะมาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี นั่นคือ ท่านอาจารย์ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ องคมนตรีและอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในขณะนั้น ผู้นำนิสิตนักศึกษามาออกโทรทัศน์ประกาศการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล และประกาศชื่อผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่! คนสมัยนี้คงนึกภาพไม่ออกว่า มันเป็นไปได้อย่างไร ขณะเดียวกัน ก็เชื่อว่า ต่างชาติในสมัยนั้นก็คงยากที่จะเข้าใจว่า ทำไมนิสิตนักศึกษาถึงมีอำนาจมากขนาดนั้น ดูเหมือนว่า เมื่อรัฐบาลเผด็จการ จอมพลถนอม กิตติขจร และ จอมพลประภาส จารุเสถียร สิ้นสุดลง ผู้ที่ขึ้นมามีอำนาจทางการเมืองก็คือ ผู้นำและเหล่านิสิตนักศึกษานั่นเอง มิฉะนั้นแล้ว จะขึ้นมาเป็นผู้ประกาศรายนามนายกรัฐมนตรีบนจอโทรทัศน์ได้อย่างไร! นักศึกษาในอเมริกาประท้วงต่อต้านรัฐบาลในสงครามเวียดนามเพียงไร ก็คงไม่มีทางขึ้นมาเป็นผู้ประกาศ สรุปเรื่องราวเหตุการณ์ทางการเมืองด้วยตัวเองอย่างนิสิตนักศึกษาไทยในเหตุการณ์ 14 ตุลา ต่างชาติสมัยนั้นคงคิดว่าพลังนิสิตนักศึกษาของไทยช่างก้าวหน้าเสียจริง ถึงขนาดยึดอำนาจรัฐได้! หรือคิดว่าประเทศไทยนี่แสนประหลาดจริงๆ เผด็จการทหารปกครองมาเป็นเวลาสิบกว่าปี อยู่ดีๆ ก็แพ้พลังนิสิตนักศึกษาที่ปราศจากอาวุธเสียเฉยๆ อย่างนั้น คงมีไม่กี่ประเทศหรือไม่มีเลยก็ว่าได้ ที่จะมีปรากฏการณ์ทางการเมืองแปลกๆ อย่างบ้านเรา คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ กลุ่มนิสิตนักศึกษาประชาชนที่เดินขบวนประท้วงนั้นสามารถเอาชนะเผด็จการทหารได้อย่างไร? ตอบได้หลายกรณี เช่น หนึ่ง กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงมีจำนวนมหาศาลมากเสียจนผู้นำเผด็จการทหารรับมือไม่ไหว สอง ด้วยพระบารมีของพระเจ้าอยู่หัวและพระราชินี ทำให้ผู้นำเผด็จการทหารต้องกลัวจนหนีออกนอกประเทศไป สาม มีทหารอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่เอาด้วยกับผู้นำเผด็จการทหาร สามารถคุมกำลังพลที่สามารถต้านฝ่ายเผด็จการ หรือเหนือกว่าฝ่ายเผด็จการ สี่ ซีไอเอสหรัฐ สนับสนุนข้อสาม ห้า... เหตุผลอะไรก็ไม่มีใครรู้ เป็นปัจจัยลึกลับ (factors unknown) เมื่อนำคำตอบทุกข้อมาพิจารณาตามสภาพความเป็นจริง (realistic) คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลข้อใดก็ตาม จะขาดเสียไม่ได้ซึ่งข้อสาม หากไม่มีทหารบางกลุ่มยอมแตกแถวจากสายบังคับบัญชาของรัฐบาลแล้ว ลำพังข้อหนึ่ง ข้อสอง และข้อสี่ คงไม่เพียงพอที่จะได้ชัยชนะได้ อย่างไรก็ตาม คำถามที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ข้อสามเกิดขึ้นได้อย่างไร? เป็นไปได้อย่างยิ่งว่า การผูกขาดอำนาจและตำแหน่งทางการทหารอันยาวนานของสองจอมพลและทายาท (พันเอกณรงค์ กิตติขจร บุตรชายจอมพลถนอมและบุตรเขยจอมพลประภาส) สร้างความไม่พอใจให้แก่ทหารกลุ่มอื่นๆ ซึ่งหมายความว่า การได้ชัยชนะของกลุ่มนิสิตนักศึกษาประชาชนในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 นั้น ย่อมหนีไม่พ้นต้องเกี่ยวพันกับการได้รับการสนับสนุนจากทหาร ทหารมีส่วนร่วมในขบวนการชัยชนะของนิสิตนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลาจริงหรือ? ข้อความตอนหนึ่งจาก "ข้อมูลใหม่" เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ในหอจดหมายเหตุอังกฤษ ที่ปรากฏในรายงานพิเศษ "โธไรยสยามรัฐ" แปลและเรียบเรียง ตีพิมพ์ในมติชนรายสัปดาห์ วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1313 กล่าวว่า : "ในที่สุด กระจ่างกับสุตสายเชื่อว่า "นายพลทหารบก" ผู้ลึกลับที่เกี่ยวกับการออกมาประท้วงของ 13 กบฏ ก็มีส่วนในการประท้วงใหญ่ด้วย สำหรับตอนนี้ยังไม่มีทางที่จะรู้ว่าเขาทำงานยังไง และกระจ่างก็ไม่แม้แต่จะยอมเดาชื่อนายทหารผู้นี้ แต่เขาเชื่อว่านายทหารผู้นี้มีตัวตนจริง และที่สำคัญกว่าคือ จอมพลประภาสเชื่อมั่นเหมือนกันว่ามีนายพลทหารบกเกี่ยวพันกับการประท้วงด้วย (ข้อมูลจากเพื่อนของกระจ่างที่ใกล้ชิดกับจอมพลประภาสตลอดเหตุวุ่นวาย) ว่ากันว่า หลังจากการจับ 13 กบฏ จอมพลประภาสพูดกับคนสนิทคนหนึ่งว่า "อั๊วจะบีบพวกมันจนยอมคายชื่อนายพลคนนั้นออกมา" (เห็นได้ชัดว่าเหตุการณ์ที่เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วทำให้ 13 กบฏรอดจากวิธีสอบสวนที่ไม่น่าจะนุ่มนวลนักของท่านจอมพลไปได้)" จากข้อมูลชุดเดียวกันนี้ ยังปรากฏข้อความต่อไปว่า "ระหว่างการประท้วงกระจ่างกับสุตสายใช้เวลามากทีเดียว เฝ้าฟังวิทยุสื่อสารตำรวจ เพราะสุตสายเข้าเครือข่ายนี้ได้ กระจ่างยืนยันกับผมว่าตอนหนึ่งตัวเขาเอง ได้ยินข้อความส่งจากตำรวจนอกเครื่องแบบคนหนึ่ง ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปที่กองบัญชาการ ตำรวจนายนี้แสดงตัวด้วยรหัสของจริง และบอกว่าในตอนนั้น มีนักศึกษาติดอาวุธพร้อม จำนวน 2,000 คน ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาวุธที่ว่ามี ปืนพก ปืนบาซูก้า ระเบิดมือ และปืนต่อต้านรถถัง อย่างที่เรารู้แล้วคือรายงานนี้ผิด จริงๆ แล้วสื่อมวลชนที่ธรรมศาสตร์รายงานว่าช่วงนั้นมีนักศึกษาแทบไม่กี่คน กระจ่างตั้งคำถามว่า ทำไมตำรวจจึงรายงานเรื่องนี้ และใครคือคนรายงาน ถ้ารัฐบาลจงใจจะปล่อยข้อมูลลวง ก็ไม่น่าจะถึงขั้นสร้างข้อมูลเท็จผ่านเครือข่ายลับสุดยอดของตำรวจ แต่ถ้ารายงานนี้เกิดจากฝีมือนักสร้างสถานการณ์ แล้วทำไมคนคนนี้ถึงเข้าถึงเครือข่ายของตำรวจได้ ยิ่งกว่านั้นยังเข้าถึงรหัสเรียกขานอีกด้วย? เรื่องนี้จะมองได้ไหมว่าเป็นแค่ความผิดพลาดในส่วนของตำรวจที่ไปหลบในที่ปลอดภัยแล้วรายงานข่าวลือ หรือจะเป็นความตั้งใจที่จะทำให้ตำรวจตอบโต้จนเกินขอบเขต? เกี่ยวกับเรื่องอาวุธในกรุงเทพฯ กระจ่างบอกว่าเนื่องจากงานของสุตสายทำให้เขาสามารถ "ขนปืนแถบภาคเหนือ" เป็นบางครั้ง ผลจากการรู้จักคนในงานนี้ กระจ่างกับสุตสายทราบมาว่ามีการลักลอบนำอาวุธจำนวนหนึ่งที่มีปืนคาร์ไบน์เป็นหลัก (เอ็ม 1, เอ็ม 1 ฯลฯ) เข้ากรุงเทพฯ ตั้งแต่ต้นปี อย่างไรก็ตาม แทบจะไม่มีหลักฐานสนับสนุนว่ามีการนำปืนพวกนี้ออกมาใช้ในช่วงวุ่นวายเมื่อเร็วนี้ ตรงนี้แปลความได้ว่าอาวุธเหล่านี้ยังอยู่ในกรุงเทพฯ และจะเพิ่มขึ้นๆ กระจ่างเผยเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับบทบาทของ พลตรีสายหยุด เกิดผล (ยศขณะนั้น) ระหว่างการประท้วง ตั้งแต่ช่วงแรก พลตรีสายหยุดขอให้จอมพลประภาสเห็นว่าการประนีประนอมนั้นจำเป็นยิ่งและทหารอาจต้องยอมแพ้ศึกนี้เพื่อชนะสงคราม เห็นได้ชัดว่าพลตรีสายหยุดอาสาจะไปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยด้วยตัวเอง เพื่อเจรจากับนักศึกษาเพื่อจะถอดชนวนเหตุการณ์ก่อนจะบานปลาย อย่างไรก็ตาม จอมพลประภาส (แน่ละที่คงจะจำได้ถึงการหาประโยชน์จากงานคล้ายกันนี้เมื่อปี 2500 โดยจอมพลสฤษดิ์ ผู้ปั้นเขามา) ตัดสินใจว่าไม่อยากได้อัศวินม้าขาวเข้าทำการแทนตัวเอง หลังจากนั้น พลตรีสายหยุดก็ถูกปล่อยเกาะและไม่ได้เข้าร่วมในเหตุการณ์สำคัญๆ ที่ตามมาอีก เหตุนี้บวกกับการเมินเฉยต่อพลตรีสายหยุด น่าจะเป็นต้นตอของการที่นักศึกษาขอให้เขาเป็นตัวเชื่อมทางการกับรัฐบาล นักศึกษาพูดว่าพลตรีสายหยุดเป็นนายทหารคนเดียวที่พวกเขาไว้ใจ แต่กระจ่างสงสัยว่าจุดยืนข้างนักศึกษาของพลตรีสายหยุดจะช่วยอนาคตของเขาได้แน่หรือ สำหรับตอนนี้ สายหยุดยังไม่ใช่หนึ่งในนายทหารผู้ใหญ่ที่กำอำนาจแท้จริงของประเทศ สำหรับเหตุการณ์ที่นำไปสู่การออกนอกประเทศของสามผู้อื้อฉาว กระจ่างสงสัยมากกับข่าว (ที่รายงานในบางกอกโพสต์) ว่า จอมพลถนอมกับจอมพลประภาสประชุมผู้นำเหล่าทัพแล้วให้ทุกคนบอกว่าจะภักดีกับพวกเขานั้นจะเป็นเรื่องจริง จากข้อมูลที่เขามี กระจ่างรู้สึกว่าไม่มีตอนไหนที่กองทัพเรือกับกองทัพอากาศ จะถูกสงสัยเรื่องความภักดี (แต่ความสงสัยอาจมีได้เหมือนกัน) ที่เกือบแน่ๆ คือ ฝ่ายตำรวจนั้นไม่ต้องสงสัยเลย (แต่ก็มีหลักฐานถึงความไม่พอใจในกองทัพเหล่านี้เหมือนกัน เช่น ตอนหนึ่งเหมือนว่านายทหารอากาศคนหนึ่งต้องถูกใช้กำลังยับยั้ง ไม่ให้ขับเครื่องบินชนรถถังที่จอดตรงอาคารกรมประชาสัมพันธ์) แต่เรื่องสำคัญคือ ผู้นำทหารบกกลุ่มหนึ่งลังเลอย่างมากที่จะส่งทหารเข้าไปเพิ่มในการต่อสู้ และพระเจ้าอยู่หัวทรงดำเนินการที่จะแก้ปัญหาโดยไม่ใช้กำลังทหาร เมื่อนำเหตุการณ์เหล่านี้มาบวกกันมันก็ค่อยชัดขึ้นช้าๆ กับจอมพลถนอมกับจอมพลประภาสว่าเวลาของพวกเขา อาจจะกำลังใกล้หมดแล้ว อย่างไรก็ตาม มันต้องรอจนเมื่อ พลเอกกฤษณ์ (สีวะรา) เปลี่ยนข้าง (ตามข้อมูลของกระจ่าง เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นเมื่ออะไรผ่านไปมากพอควร) สองจอมพลจึงตกลงใจว่าจะออกนอกประเทศ กระจ่างยังรู้สึกว่าสองจอมพลได้คำยินยอมในหลายเรื่องจากผู้นำทหารที่อยู่เบื้องหลัง ในเรื่องที่พวกเขา จะอยู่อย่างไม่เดือดร้อนในต่างประเทศ ก่อนจะออกจากประเทศ และถือเป็นเงื่อนไขที่พวกเขายอมออกนอกประเทศ" ที่ยกข้อความยืดยาวจากแหล่งข้อมูลที่หอจดหมายเหตุอังกฤษ ก็เพื่อต้องการชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่าเหตุผลของการย้ายข้างของ พลเอกกฤษณ์ สีวะรา จะเป็นอย่างไร จะด้วยพระบารมีของสถาบันพระมหากษัตริย์หรืออิทธิพลจากประเทศมหาอำนาจ ผนวกกับกระแสการชุมนุมประท้วงที่มีผู้คนมากมายภายใต้การนำของกลุ่มนิสิตนักศึกษา การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ของขบวนการนิสิตนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 จะไม่สามารถได้ชัยชนะได้เลยหากขาดซึ่งปัจจัยสนับสนุนจากฝ่ายทหาร โดยเฉพาะการย้ายข้างของ พลเอกกฤษณ์ สีวะรา ขณะเดียวกัน ข้อมูลดังกล่าวยังสามารถนำมาช่วยเปรียบเทียบวิเคราะห์สถานการณ์ก่อนวันรัฐประหาร 19 กันยาได้อีกด้วย โดยเฉพาะประเด็นที่มีการสร้างข่าวลือข่าวลวงว่า จะมีการวางระเบิดในการชุมนุมใหญ่ของพี่น้องประชาชน ที่ต่อต้านระบอบทักษิณในวันพุธที่ 20 กันยายน ดังจะได้ขยายความในตอนต่อไป หน้า 76 รัฐประหารในปีที่ 74 ของประชาธิปไตยไทย คนแคระบนบ่ายักษ์ แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1365 "ข้อมูลใหม่" เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ในหอจดหมายเหตุอังกฤษ ที่ปรากฏในรายงานพิเศษ "โธไรยสยามรัฐ" แปลและเรียบเรียง ตีพิมพ์ใน มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1313 กล่าวว่า : "ระหว่างการประท้วงกระจ่างกับสุตสายใช้เวลามากทีเดียวเฝ้าฟังวิทยุสื่อสารตำรวจ เพราะสุตสายเข้าเครือข่ายนี้ได้ กระจ่างยืนยันกับผมว่าตอนหนึ่งตัวเขาเองได้ยินข้อความ ส่งจากตำรวจนอกเครื่องแบบคนหนึ่งที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปที่กองบัญชาการ ตำรวจนายนี้แสดงตัวด้วยรหัสของจริง และบอกว่าในตอนนั้น มีนักศึกษาติดอาวุธพร้อม จำนวน 2,000 คน ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาวุธที่ว่ามี ปืนพก ปืนบาซูก้า ระเบิดมือ และปืนต่อต้านรถถัง อย่างที่เรารู้แล้วคือรายงานนี้ผิด จริงๆ แล้วสื่อมวลชนที่ธรรมศาสตร์รายงานว่าช่วงนั้นมีนักศึกษาแทบไม่กี่คน กระจ่างตั้งคำถามว่า ทำไมตำรวจจึงรายงานเรื่องนี้ และใครคือคนรายงาน ถ้ารัฐบาลจงใจจะปล่อยข้อมูลลวง ก็ไม่น่าจะถึงขั้นสร้างข้อมูลเท็จผ่านเครือข่ายลับสุดยอดของตำรวจ แต่ถ้ารายงานนี้เกิดจากฝีมือนักสร้างสถานการณ์ แล้วทำไมคนคนนี้ถึงเข้าถึงเครือข่ายของตำรวจได้ ยิ่งกว่านั้นยังเข้าถึงรหัสเรียกขานอีกด้วย? เรื่องนี้จะมองได้ไหมว่าเป็นแค่ความผิดพลาดในส่วนของตำรวจที่ไปหลบในที่ปลอดภัยแล้วรายงานข่าวลือ หรือจะเป็นความตั้งใจที่จะทำให้ตำรวจตอบโต้จนเกินขอบเขต?" จากข้อมูลดังกล่าวนี้ ถ้าเป็นเรื่องจริง ก็หมายความว่า ในฝ่ายรัฐบาลจอมพลถนอม-ประภาสเองเกิดการ "แตกแถว" ขึ้น การที่ตำรวจคนหนึ่งรายงานว่า "มีนักศึกษาติดอาวุธพร้อม จำนวน 2,000 คน ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาวุธที่ว่ามี ปืนพก ปืนบาซูก้า ระเบิดมือ และปืนต่อต้านรถถัง" จึงน่าจะเป็นการสร้าง "ข้อมูลเท็จผ่านเครือข่ายลับสุดยอดของตำรวจ" เพื่อ "ที่จะทำให้ตำรวจตอบโต้จนเกินขอบเขต" อันจะนำมาซึ่งการสูญสิ้นความชอบธรรมของฝ่ายรัฐบาลเอง เป็นไปได้อย่างยิ่งว่า การใช้กำลังความรุนแรงเข้าจัดการกับนิสิตนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 เกิดจากแผนของกลุ่มทหารที่แตกแถวจากฝ่ายรัฐบาลจอมพลถนอม-ประภาส ที่ต้องการทำการยึดอำนาจรัฐจากจอมพลถนอม-ประภาสนั่นเอง โดยใช้นิสิตนักศึกษาเป็นเครื่องมือ พูดง่ายๆ อีกนัยหนึ่ง เหตุการณ์ 14 ตุลา มีการทำรัฐประหารซ่อนอยู่หรือผสมโรงกับการชุมนุมประท้วงของนิสิตนักศึกษาและประชาชนที่ออกมาร่วม นั่นคือ การสร้างรายงานเท็จเพื่อทำให้ผู้บังคับบัญชาเข้าใจสถานการณ์ผิด โดยเข้าใจว่า การประท้วงของนิสิตนักศึกษาเป็นกองกำลังที่มีอาวุธร้ายแรง อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศได้ โดยเฉพาะในบริบทของสงครามเย็นที่มีการปะทะกัน ระหว่างอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตยทุนนิยม และอุดมการณ์สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ทำให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงตัดสินใจใช้กำลังเข้าปราบปราม ดังได้เกิดขึ้นจริง ถ้าเป็นจริงตามนั้น ก็นับว่าเป็นแผนการที่โหดเหี้ยมที่มองชีวิตของนิสิตนักศึกษาประชาชน เป็นเพียงเครื่องสังเวยการยึดอำนาจรัฐของตน! แม้ว่าในสายตาของคนทั่วไปและต่างชาติ ชัยชนะจะตกเป็นของขบวนการนิสิตนักศึกษา แต่เบื้องหลังนั้น กลุ่มอำนาจของจอมพลถนอม-ประภาสได้กลายเป็น "อำนาจเก่า" ไปแล้ว และทหารกลุ่มใหม่ก็ทะยาน "ขึ้นสู่อำนาจ" โดยไม่จำเป็นต้องเปลืองเนื้อเปลืองตัวใช้กำลังทหารเข้าปะทะกันเองแต่อย่างใด แต่ล่อให้ฝ่ายรัฐบาล (เข้าใจผิดและ) ใช้กำลังเข้าปราบปรามนิสิตนักศึกษา ซึ่งจะทำให้รัฐบาลเป็นฝ่ายผู้ร้ายไปทันที ในสายตาของประชาชนทั่วไป และคนทั้งโลก นำไปสู่การหมดความชอบธรรมในที่สุด ในการยึดและรักษาอำนาจทางการเมืองของฝ่ายทหารในบริบทการเมืองไทย มีเรื่องเล่าว่า ช่วงการเตรียมการ "ปฏิวัติสยาม 2475" ของคณะราษฎร มีการหารือเกี่ยวกับการจัดการกับกองกำลังทหาร มีนายทหารผู้หนึ่งถามพระยาทรงสุรเดชว่า ในการยึดอำนาจนั้น จะต้องยึดหรือคุมกองกำลังทหารตามหัวเมืองทั่วประเทศหรือไม่? ท่านเจ้าคุณทรงสุรเดช ฝ่ายเสนาธิการ หนึ่งในคณะผู้ก่อการ ได้ตอบไปว่า ไม่จำเป็น ยึดกรุงเทพฯ เป็นสำคัญ กรุงเทพฯ คือประเทศไทย แต่สิ่งสำคัญที่ท่านเจ้าคุณย้ำคือ สยามเป็นเมืองพุทธ ไม่ชอบการใช้ความรุนแรง ไม่ชอบการเสียเลือดเนื้อ ดังนั้น ในการยึดอำนาจการปกครอง จะต้องระมัดระวังมิให้มีการเสียเลือดเนื้อโดยเด็ดขาด เพราะถ้าใครเป็นฝ่ายใช้ความรุนแรงจนเป็นเหตุให้เกิดการเสียเลือดเนื้อถึงชีวิตแล้ว ผู้คนจะไม่ยอมรับ วิสัยทัศน์ของท่านเจ้าคุณฯ ยังคงใช้ได้ แม้แต่ในเหตุการณ์ 14 ตุลา ก็เห็นได้ชัดว่า ทันทีที่รัฐบาลใช้กองกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจัดการกับนิสิตนักศึกษา หรือการใช้กำลังทหารเข้าจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุม ผู้คนในสังคมโดยรวมก็หันมาต่อต้านรัฐบาลจอมพลถนอมอย่างชัดเจนทันที (แน่นอนว่า หลายคนสงสัยกรณี 6 ตุลา ซึ่งจะได้กล่าวถึงในภายหลัง) การทำรัฐประหารอีกหลายครั้งต่อมา ก็พิสูจน์วิสัยทัศน์ของท่านเจ้าคุณทรงสุรเดชได้เป็นอย่างดี รัฐประหารจะสำเร็จหรือไม่ สิ่งสำคัญประการหนึ่งก็คือ มีการใช้กำลังความรุนแรงจนเป็นเหตุให้มีการเสียเลือดเนื้อถึงชีวิตหรือไม่? เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการสูญเสียความชอบธรรมของฝ่ายรัฐบาล พลเอกสุจินดา คราประยูร จากการใช้กำลังเข้าจับกุม พลตรีจำลอง ศรีเมือง และใช้กำลังเข้าปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงต่อต้านจนถึงชีวิตเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นสิบสี่ปี ก็ถึงเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ไม่ทราบว่า "74 ปีประชาธิปไตยไทย" ให้บทเรียนอะไร แก่ใครบ้าง? แต่ที่แน่ๆ ก็คือ กลุ่มพลังต่างๆ ในสังคมไทยได้บทเรียนเกี่ยวกับเงื่อนไขของ 1.การรักษาอำนาจ 2.การขึ้นสู่อำนาจ และ 3.การสูญเสียอำนาจ กลุ่มพลังต่างๆ นี้ได้แก่ กลุ่มที่เข้าไปเกี่ยวข้องในการต่อสู้ทางการเมืองบนท้องถนน ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายตำรวจ-ทหาร ดังนั้น การเคลื่อนไหวของแต่ละฝ่ายจึงเป็นไปด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ มิให้ฝ่ายตนต้องตกเป็น "จำเลยสังคม" ในฐานะที่เป็นต้นเหตุของความรุนแรง ไม่ว่าจะโดยความบังเอิญที่ตนไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ หรือมี "มือที่สาม" เข้าสร้างสถานการณ์ให้เกิดความสับสนวุ่นวายจนเลยเถิดไปสู่การใช้กำลังความรุนแรง ภายใต้ตรรกะอันน่ากลัวที่ แต่ละฝ่าย "ล่อเป้า เฝ้ารอ" ว่าใครจะเพลี่ยงพล้ำนำไปสู่การสูญเสียเลือดเนื้อ ดูไม่ต่างจากการรอเวลาให้มี "การตาย" เกิดขึ้น เพื่อจะทำให้ฝ่ายที่เพลี่ยงพล้ำต้องถูกจัดการ โดยถูกกล่าวโทษว่าเป็นต้นเหตุ ในกรณี 6 ตุลา 2519 ฝ่ายนิสิตนักศึกษาถูกกล่าวหาเป็น "ต้นเหตุ" ของความรุนแรง เนื่องจากมีการชุมนุม มีการแสดงละครแขวนคอ มีการปลุกระดมประชาชนไปสู่สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ จนในที่สุด ก็เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างกลุ่มนิสิตนักศึกษากับฝ่ายขวาจัด อันประกอบไปด้วยกลุ่มลูกเสือชาวบ้าน กระทิงแดงและนวพล คณะปฏิรูปการปกครองนำโดย พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ จึงมีความชอบธรรมที่จะใช้กำลังยึดอำนาจ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ที่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แต่คณะปฏิรูปของ พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ ยึดอำนาจหลังการฆ่าสังหารนิสิตนักศึกษาอย่างโหดเหี้ยมป่าเถื่อน แต่คณะปฏิรูปการปกครองฯ ที่นำโดย พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ยึดอำนาจก่อนการนองเลือด จึงอาจดู "ไม่ชอบธรรม" เท่าไรนัก เพราะยังไม่มีการ "หลั่งเลือดบูชายัญสังเวย" การยึดอำนาจหรือสังเวยอารมณ์ร่วมที่จะรู้สึกถึง "ความจำเป็น" ที่ต้องยึดทำรัฐประหาร อีกทั้งไม่รอให้มีการสร้าง/หรือปล่อยให้มีการสร้างสถานการณ์ให้สุกงอมเต็มที่ มีการตายไปบ้างแล้ว จึงค่อยยึดอำนาจ พูดง่ายๆ "เทพเจ้าแห่งสงคราม" คราวนี้มิได้ปรารถนาที่จะดื่มโลหิตมนุษย์ก่อนที่จะสำแดงเดชเหมือนกับที่ผ่านๆ มา ที่สำคัญ ความเป็นไปได้ของการปะทะกันระหว่างสองกลุ่มพลังทางการเมืองในปี พ.ศ.2549 นี้ หาใช่เป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มพลังประชาชนด้วยกันเองเหมือนกรณี 6 ตุลา แต่กลับเป็นการปะทะกัน ระหว่างกลุ่มประชาชนกับฝ่ายรัฐบาล เหมือนในกรณีเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็เพื่อต้องการชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปเกี่ยวกับการทำรัฐประหารในปีที่ 74 ของประชาธิปไตยไทย อย่างไรก็ตาม ในบันทึกที่หอจดหมายเหตุอังกฤษฉบับเดียวกันนั้น ได้มีข้อความปรากฏว่า "บางทีวัฒนธรรมไทย กับสถาบันกษัตริย์อาจช่วยเชื่อมประชาชนเข้าด้วยกันเพื่อต้านปัจจัยลบเหล่านี้ ในช่วงที่พวกเขากำลังพยายามสร้างสังคมแบบใหม่ขึ้น อีกทางหนึ่ง นายพันเอกกองทัพบกผู้เข้าอกเข้าใจอะไรดี และเข้าใจโลกดี...บอก...เมื่อสองคืนก่อนว่า "ผมเชื่อว่าประเทศนี้ไม่มีวันสงบโดยไม่เกิดนองเลือดอีกครั้ง แต่เราก็ไม่อยากได้ประภาสกับพวกกลับมาอีก"" ดูเหมือนคำกล่าวของพันเอกคนนี้ จะโดนใจคนไทยจำนวนไม่น้อยในปัจจุบัน แต่...ประวัติศาสตร์การเมืองไทยจำเป็นจะต้องซ้ำร้อยด้วยหรือ?! หน้า 76
|