|
||||||||||||||
|
คอร์รัปชั่นเป็นวาระแห่งโลก โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มติชนรายวัน วันที่ 05 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10435 คอร์รัปชั่นเป็นปัญหาที่มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ ผู้คนถกปัญหาและหาทางแก้ไขกันสารพัด แต่ก็ยังไม่เป็นเรื่องใหญ่ในระดับโลก จนกระทั่งในรอบสิบปีที่ผ่านมาจึงเกิดการเคลื่อนไหวขึ้นอย่างคึกคัก และในปัจจุบันคอร์รัปชั่นได้กลายเป็นวาระแห่งโลก (Global Agenda) ในระดับต้นๆ ไปแล้ว และมีทางโน้มว่าจะเกิดเป็นรูปธรรมมากขึ้นทุกที องค์การระดับโลกเช่น UN OECD (Organization for Economic Cooperation and Development องค์กรที่มีสมาชิกประเทศร่ำรวย 30 ประเทศ) ธนาคารโลก ตลอดจนรัฐบาลหลายประเทศ รวมทั้ง NGO"s เช่น TI (Transparency International) และภาคเอกชน องค์กรรวมตัวกันของเอกชน เช่น World Economic Forum"s Partnering Against Corruption Initiative (PACI) หรือสภาหอการค้าประเทศต่างๆ ต่างมีการริเริ่มในการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชั่นกันอย่างคึกคัก ทั้งหมดเพิ่งเริ่มกันไม่นานมานี้เอง ธนาคารโลกผู้เป็นแหล่งกู้ยืมเงินทุนแก่ประเทศกำลังพัฒนายอมรับว่า คอร์รัปชั่นเป็นอุปสรรคสำคัญ ในการพัฒนาเมื่อ 10 ปีที่แล้วมานี้เอง ถึงแม้ว่าจะถูกวิพากษ์วิจารณ์มานานว่า เป็นองค์กรที่กระทำเสมือนไม่รู้ไม่ชี้กับเงินที่ให้กู้ไป และรั่วไหลเป็นอันมากโดยไม่หาทางป้องกัน เข้าใจว่าการที่ธนาคารโลกยอมรับเช่นนี้ในที่สุดก็เพราะได้เห็นหลักฐานมากมายของผลเสียจากคอร์รัปชั่น และเมื่อธนาคารโลกเริ่มต้นต่อต้านคอร์รัปชั่นขึ้น ในการประชุม ระหว่างประเทศในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นของกลุ่ม G8 EU ASEM OECD ฯลฯ ก็จะมีการเอ่ยถึงคอร์รัปชั่นกันอยู่เสมอ แต่ก็ยังถือว่าไม่เพียงพอต่อการปราบอสูรอันชั่วร้ายตนนี้ของโลก โลกยังคอยการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมอีกมากมาย เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าคอร์รัปชั่นมิได้เพียงทำให้ทรัพยากรหายหกตกหล่นระหว่างทาง เกิดการสูญเสียไปอย่างไร้ประโยชน์เท่านั้น หากเกิดผลเสียในอีกหลายด้านดังนี้ (1) คอร์รัปชั่นทำลายและเซาะกร่อนพื้นฐานศีลธรรมของทุกสังคม การรับเงินไม่ว่าทวนน้ำหรือตามน้ำเป็นคอร์รัปชั่นทั้งสิ้น (ถ้าตามน้ำไม่ใช่คอร์รัปชั่น ทำไมคนรับไม่โพนทะนาให้คนทั่วไปรู้เล่า) การยอมรับพฤติกรรมเช่นนี้จะทำให้เห็นว่า คอร์รัปชั่นเป็นเรื่องธรรมดา ครอบครัวใดพูดกันถึงเรื่องคดโกง ฉ้อฉล หลอกลวงคนอื่นอย่างไม่รู้สึกผิด หรือกระดากอายก็จะทำให้ครอบครัวนั้นมีมาตรฐานศีลธรรมที่ต่ำ ลูกหลานจะกระทำสิ่งอื่นๆ ที่ขาดจริยธรรมมากขึ้น (2) คอร์รัปชั่นลุกล้ำสิทธิทางสังคมและเศรษฐกิจของคนยากจนและคนอ่อนแอ คอร์รัปชั่นเท่ากับการผูกขาด (monopoly) + วิจารณญาณ (discretion) - การรับผิดรับชอบ (accountability) การผูกขาดและการใช้วิจารณญาณทำให้เกิดอำนาจ เมื่อคนยากจนและคนอ่อนแอไม่มีอำนาจและไม่มีโอกาสคานอำนาจเช่นนี้ การถูกรังแกจึงเกิดได้ง่าย (3) คอร์รัปชั่นทำให้ประชาธิปไตยอ่อนแอ เพราะเมื่อคนรวยมีอภิสิทธิ์ในเรื่องต่างๆ อันเนื่องมาจากการคอร์รัปชั่น มากกว่าคนไม่มีเงิน ประชาธิปไตยซึ่งอยู่ได้ด้วยศรัทธาของประชาชน ก็สั่นคลอน ถ้าคนส่วนใหญ่ ซึ่งไม่ใช่คนรวยไม่เห็นว่า ประชาธิปไตยให้ประโยชน์ เพราะ ระบอบนี้ทำให้คนได้รับสิทธิไม่เท่ากัน ผู้คนก็อาจหันไปสู่ระบอบอื่น (4) คอร์รัปชั่นบ่อนทำลายกฎกติกา กฎหมาย ซึ่งเป็นพื้นฐานของทุกสังคม ในสังคมที่ยอมแพ้คอร์รัปชั่น เงินจะ "ง้าง" ทุกสิ่งไม่ว่ากฎเกณฑ์ หรือกติกาได้อย่างง่ายดาย (5) คอร์รัปชั่นหน่วงเหนี่ยวการพัฒนา คอร์รัปชั่นทำให้การจัดสรรทรัพยากร บิดเบี้ยว มิได้เป็นไปตามหลักวิชาหากเป็นไปตามโอกาสแห่งการได้รับสินบน (6) คอร์รัปชั่นทำให้สังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนยากไร้ไม่ได้รับประโยชน์จากระบบเศรษฐกิจเสรี การแข่งขันอย่างเสรีภายใต้ระบบเศรษฐกิจ ทำให้เกิดประสิทธิภาพในการสนองตอบ ความต้องการของสมาชิกในสังคม และทำให้ผู้คนลืมตาอ้าปากได้ อย่างไรก็ดี เมื่อมีการแข่งขันก็ย่อมมีผู้แพ้และผู้ชนะ และบ่อยครั้งที่ผู้ยากไร้เป็นผู้แพ้ ภาครัฐจึงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนช่วยเหลือมิให้คนยากไร้เป็นผู้แพ้อย่างหมดรูป ถ้ากลไกภาครัฐเป็นง่อยเพราะคอร์รัปชั่นแล้ว การช่วยเหลือนี้ก็ไม่เป็นผล ผู้อำนวยการธนาคารโลกบอกว่าธนาคารโลกพร้อมที่จะส่งเสริมต่อสู้คอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นปัญหาที่ถูกละเลยมานาน การต่อสู้จะยืดเยื้อ การแก้ไขต้องการกลยุทธ์ที่เหมาะสม และต้องการความมุ่งมั่นผูกพันและการมีส่วนร่วมจากภาครัฐ ประชาชน และภาคธุรกิจเอกชน ในการต่อสู้นี้ธนาคารโลกเสนอให้มีการปฏิรูปภาคสาธารณะ (public-sector reform programs) เช่น มีโครงการพัฒนาการตรวจสอบ ผลการปฏิบัติงาน หรือโครงการทำให้กระบวนการยุติธรรมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น (ปีที่แล้วธนาคารโลกให้กู้สำหรับโครงการเช่นนี้ถึง 2,900 ล้านเหรียญสหรัฐ) นอกจากนี้ธนาคารโลกยังมีหน่วยงานสอบสวนคอร์รัปชั่น ในโครงการที่ให้เงินกู้ไป และมีคณะกรรมการพิจารณาลงโทษ องค์กร บริษัท และบุคคลที่พบว่ากระทำผิด ถึงปัจจุบันธนาคารโลกได้ลงโทษไปแล้ว 330 บริษัท และบุคคลทั่วไปอีกจำนวนหนึ่งโดยตัดโอกาสทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธนาคารโลก ไอเดียการปฏิรูปภาคสาธารณะได้รับการตอบรับจาก European Bank for Reconstruction and Development รวมทั้ง Asian Development Bank เป็นอย่างดี เพราะเชื่อว่าจะช่วยทำให้เกิดภาครัฐที่โปร่งใสขึ้น และเกิดความรับผิดรับชอบ ในงานที่ทำมากขึ้นอีกด้วย อย่างไรก็ดี อีกฟากหนึ่งที่ต้องร่วมแก้ไขด้วยก็คือด้านสัพพลายหรือฟากให้สินบน ธนาคารโลกเสนอให้ใช้วิธี "บนลงล่าง" หรือ Top-Down กล่าวคือขอร้องให้ CEO ของบริษัทใหญ่ๆ ร่วมมือกับ TI ลงนามประกาศหลักการในการต่อสู้คอร์รัปชั่นต่อสาธารณะ การที่ CEO บริษัทใหญ่ๆ ลงนามก็คือการประกาศนโยบาย "Zero Tolerance on Corruption" (นโยบายไม่อดทนใดๆ ทั้งสิ้นต่อเรื่องคอร์รัปชั่น) ซึ่งเป็นสัญญาณที่จะส่งผ่านลงไปในองค์การและออกไปสู่บริษัทลูก ตลอดจนลูกค้าว่าที่นี่ไม่เอาคอร์รัปชั่น นับถึงวันนี้มีมากว่า 110 บริษัทใหญ่ในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรม "เสี่ยง" เช่น พลังงาน เหมือง และก่อสร้าง ที่ CEO ลงนามดังกล่าวตามหลักการของ PACI ซึ่งถือได้ว่าเป็นขั้นตอนที่หนึ่ง ขั้นตอนต่อไปคือการปฏิบัติตามสิ่งที่ได้ลงนามไว้ ว่าจะไม่อดทนกับคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด ธนาคารโลกร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ TI ให้คำแนะนำและการสนับสนุนแก่เหล่าผู้ลงนาม และเพื่อมิให้เป็นเพียงแค่คำพูด ผู้ลงนามเหล่านี้จะต้องส่งรายงานความก้าวหน้าของงานที่ตนเองได้กระทำไปเป็นระยะๆ อีกด้วย ขั้นตอนที่สามคือการให้ใบรับรองจากหน่วยงานภายนอก เช่น IT ร่วมกับบริษัทตรวจสอบผลงานในระดับโลก ประเมินงานต่อต้านคอร์รัปชั่น ที่บริษัทได้ทำไป ใบรับรองเช่นนี้จะสร้างแรงกดดันให้บริษัทดำเนินการตามหลักการที่ได้ลงนามไว้ การได้ใบรับรองจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นและการยอมรับจากสาธารณะและเกิดคุณค่าทางธุรกิจขึ้น ในประเทศไทยได้เกิดกลุ่ม CSR (Corporate Social Responsibility) ของประเทศไทยเล็กๆ ขึ้นนำโดยคุณไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ดร.ต่อตระกูล ยมนาค คุณปรีดา เตียสุวรรณ์ ฯลฯ แต่ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น บ้านเราขณะนี้กำลังทำสิ่งที่มีประสิทธิภาพกว่าที่ธนาคารโลกและ IT ทำนั่นก็คือการตรวจสอบคอร์รัปชั่นโดยตรง เพื่อฟ้องร้องและจับคนใส่คุก ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการผู้ให้ความร่วมมือ นักการเมือง ลูกหลานนักการเมือง คนกลาง ฯลฯ ขอให้พวกเราให้กำลังใจคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ขอให้เดินหน้าอย่างมั่นคง อย่างมีกลยุทธ์ อย่างมีคุณธรรมและอย่างเป็นธรรม เพราะจะเป็นประโยชน์แก่สังคมของเราอย่างเป็นที่สุด ขออย่าให้ค่านิยมของสังคมไทยคือความเกรงใจ การนับถือพี่นับถือน้อง ความเป็นเพื่อนหรือญาติ การขอร้องกันโดยผู้มีบุญคุณ ความใจอ่อน ฯลฯ มาทำลายพันธกิจที่สำคัญยิ่งของท่านเป็นอันขาด หน้า 6
|