หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002

ตรวจสอบซื้อขายหุ้นชินคอร์ป สร้างบรรทัดฐานที่ดีในภาคธุรกิจ

วัชรา จรูญสันติกุล  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2549

วัชรา จรูญสันติกุล รายงานกรณีศึกษาแนวทางตรวจสอบซื้อขายหุ้นชินคอร์ป เพื่อสร้างบรรทัดฐาน 'ธรรมาภิบาล' ภาคธุรกิจ และการติดตามเงินภาษีคืนแผ่นดินอีกนับหมื่นล้านบาท

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : "เงินเก้าแสนปอนด์ (70 ล้านบาท) เป็นจำนวนเล็กน้อย เขาขอมาเพื่อนำไปซื้ออพาร์ตเมนต์ ให้ลูกเรียนหนังสืออยู่ที่ลอนดอน จึงไม่ได้มองว่า เป็นเรื่องราวใหญ่โตอะไร ความจริงผู้อนุมัติเป็นระดับเจ้าหน้าที่ของแบงก์ชาติ เรื่องไม่จำเป็นต้องส่งมาถึงผมด้วยซ้ำ แล้วเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นมานานแล้ว ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์เข้ายึดอำนาจการปกครองเสียอีก" ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในช่วงให้สัมภาษณ์กับ 'กรุเทพธุรกิจ' เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวอีกว่า จำนวนเงินที่เขาขอนำออกไป ถือว่าเล็กน้อยนั้น เพราะเท่าที่ผ่านมา เงินที่ขายหุ้นชินคอร์ปได้มาจากเทมาเส็ก มีการนำเข้ามาในประเทศไทยทั้งหมด (7.3 หมื่นล้านบาท) ทั้งที่อาจจะมีบางส่วนอยู่นอกประเทศ ซึ่งไม่ต้องนำเข้ามาก็ได้ ส่วนเงินที่ส่งออกนั้น ก็ยังไม่มีอะไรที่ผิดปกติ

การทำสัญญาซื้อขายหุ้นชินคอร์ป ระหว่างครอบครัวชินวัตร กับเทมาเส็กที่มีขึ้นเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2549 นั้น มีสัดส่วน 49% ของทุนจดทะเบียนที่เรียกชำระแล้ว หรือมีมูลค่าราว 7.3 หมื่นล้านบาท ในราคาที่ตกลงกันหุ้นละ 49 บาท แต่ต่อมากลุ่มเทมาเส็กได้ซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 'ดับเบิล' โดยถือครองหุ้นทั้งหมด 97% เท่ากับจำนวนเงินซื้อหุ้นมีมากกว่า 1.4 แสนล้านบาท แต่ปัจจุบันมูลค่าตามราคาตลาดได้ลดลงเกือบครึ่งหนึ่งจากการขาดความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดหุ้น 

การดำเนินการของ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) นั้น นายพิสิฐ ลีลาวัชโรภาส ผู้อำนวยการสำนักงานตรวจสอบกิจกรรมพิเศษ ได้เปิดเผยเกี่ยวกับการเชิญผู้บริหารระดับสูงของกรมสรรพากร 5 คน เพื่อมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตรวจสอบการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปนอกตลาดหลักทรัพย์ รวมทั้งคนใกล้ชิดของครอบครัวชินวัตร ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นผู้ทำหนังสือมายังกรมสรรพากรเพื่อสอบถามว่า การขายหุ้นชินคอร์ปของทายาทนายกรัฐมนตรี ต้องเสียภาษีหรือไม่ ซึ่งได้รับคำตอบจากกรมสรรพากรว่า "ไม่ต้องเสียภาษี"

หนึ่งในผู้บริหารที่เดินทางมาให้ข้อมูลยืนยันว่า การดำเนินการของกรมสรรพากรเกี่ยวกับการเสียภาษีในการซื้อขายหุ้น ซึ่งได้ตอบคำถามไปเหมือนกับบุคคลทั่วไปที่ทำหนังสือมาถามสรรพากร ซึ่งเป็นการดำเนินการตามขั้นตอน แนวปฏิบัติที่ทำมา

ทั้งนี้ การตรวจสอบการซื้อขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น หรือ ชินคอร์ป จำนวน 1.157 พันล้านหุ้น เฉพาะในส่วนที่มีชื่อในครอบครัวชินวัตร-ดามาพงศ์ ไม่รวมการถือหุ้นในนามบุคคลอื่น หรือนอมินี ให้แก่กองทุนเทมาเส็กในราคาหุ้นละ 49 บาท มูลค่ารวม 7.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งผู้ขายเคยซื้อหุ้นมาราคาพาร์เพียงหุ้นละ 1 บาท จาก พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร อาจต้องเสียภาษี "ส่วนต่าง" ราคาหุ้นที่ซื้อต่ำกว่าราคาตลาดหรือไม่

ถึงแม้ว่า กรมสรรพากรได้ยืนยันหลายครั้งแล้วว่า การซื้อขายหุ้นกันระหว่างเครือญาติชินวัตร ในราคาต่ำกว่าราคาตลาดนั้นไม่ต้องเสียภาษีดังนี้ เพราะการซื้อขายหุ้นดังกล่าว ถือไม่ได้ว่า ผู้ซื้อได้รับประโยชน์จากการโอนหุ้น ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน ซึ่งไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 (4) (ช) ตามประมวลรัษฎากร เนื่องจากยังมิได้ก่อให้เกิดรายได้แก่ผู้ซื้อแต่ประการใด จนกว่าผู้ซื้อจะได้ขายหุ้นดังกล่าวไปโดยได้รับผลประโยชน์ ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินที่ลงทุนนั้น

ต่อมา สตง.สรุปผลการตรวจสอบว่า เมื่อคำนวณภาษี และเบี้ยปรับเงินเพิ่มออกมาจากธุรกรรม จากกรณีที่นายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร และครอบครัว "ชินวัตร" ที่ซื้อหุ้นชินคอร์ปรวมทั้งสิ้น 3 ครั้ง คือครั้งแรก วันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 ครั้งที่สอง วันที่ 1 กันยายน 2543 และครั้งที่สาม วันที่ 20 มกราคม 2549 ครอบครัวชินวัตรจะต้องเสียภาษีเป็นเงิน 1.14 หมื่นล้านบาท โดยยังไม่รวมเบี้ยปรับเงินเพิ่ม

การตรวจสอบการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปนั้น ถือว่าเป็นกรณีศึกษา (Case study) ที่จะเป็นแบบอย่างของแนวทางการเทคโอเวอร์ หรือครอบงำธุรกิจไทยในอนาคต หรือใช้การกระทำอำพรางการถือครองหุ้น เพื่อให้เกิดขึ้นตามหลักการของ 'ธรรมาภิบาล' ที่ดี ต้องมีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้มากขึ้น โดยเฉพาะในกรณีของผู้บริหาร หรือเจ้าของธุรกิจจะต้องมีจริยธรรมบนหนทางการทำธุรกิจอีกด้วย

นอกเหนือจากเป็นความใส่ใจพิเศษของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ที่กำหนดไว้เป็นวาระสำคัญในการติดตามเอาผลประโยชน์เงินภาษีคืนมาเป็นของแผ่นดิน ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเหตุอันควรสงสัยในการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบจากผู้บริหารประเทศชุดเก่า เพื่อแสวงหาประโยชน์สำหรับตนเองและผู้อื่น ทำให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศ จึงสมควรดำเนินการตรวจสอบ การดำเนินงานและโครงการต่างๆ ที่ได้รับอนุมัติหรือเห็นชอบโดยบุคคลในคณะรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรีดังกล่าวว่าเป็นไปโดยสุจริตหรือไม่

ในการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ หรือ คตส.ชุดใหม่ของคณะปฏิรูปฯ จึงดึงนายวิโรจน์ เลาหะพันธุ์ อดีตอธิบดีกรมสรรพากรซึ่งเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญทางด้านภาษีอากรมากที่สุดคนหนึ่ง นอกเหนือจากการเป็นนักบัญชีในชั้นครู ให้เข้ามาเป็นกรรมการ คตส. อาจมีวัตถุประสงค์ให้เข้ามาช่วยแกะรอยการหลีกเลี่ยงภาษี ในกรณีขายหุ้นชินคอร์ป นับตั้งแต่พฤศจิกายน 2540 จนถึงครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2549 เนื่องจากที่ผ่านมา กรมสรรพากรตอบข้อหารือผู้เสียภาษีตามกรอบของข้อวินิจฉัยเดิมที่มีมาในอดีตว่า การซื้อของถูกไม่ถือเป็นเงินได้ ทั้งที่ สตง.มีความเห็นขัดแย้งว่ามีภาระภาษีต้องเสีย และมีหลักฐานสนับสนุนเหตุผลอันเชื่อได้

ดังนั้น บทบาทของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ในช่วงที่เป็นผู้ว่าการ ธปท.มีหน้าที่เพียงติดตาม และเฝ้าดูการโยกย้ายของกระแสเงิน ที่เข้ามาซื้อหุ้นชินคอร์ปเท่านั้น แต่สำหรับหน้าที่ใหม่ในฐานะผู้คุมทีมบริหารงานเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ ต้องรับภาระหนักที่จะต้องสร้างบรรทัดฐานในการตีความช่องโหว่ทางกฎหมายนั้นให้เกิดความเป็นธรรม โดยเฉพาะต้องอุดช่องโหว่จากการฉกฉวยของผลประโยชน์ทับซ้อนจากผู้มีอำนาจปกครองประเทศ เพื่อไม่ให้นำไปใช้เป็นเยี่ยงต่อไป

ประเด็นสำคัญก็คือ หากรัฐบาลชุดใหม่สามารถติดตามเอาเงินภาษีนับหมื่นล้านบาท คืนสู่แผ่นดินมาได้ จากผู้มีเจตนาหลีกเลี่ยงด้วยแล้ว ก็จะเป็นผลงานชิ้น 'โบแดง' ของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร บนเส้นทางการเมืองที่สดใสในอนาคต... แม้จะต้องใช้เวลานับเดือน หลายเดือน หรือเป็นปี ก็อย่าคิดว่า เป็นการบีบคั้นหรือกดดันจากสังคมเลยนะ