หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002

ธรรมาภิบาล : เงื่อนไขสำคัญของการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

พลังเศรษฐกิจ : ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ PiyasvastiA@kasikornasset.com  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2549

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : รัฐบาลใหม่กำลังเข้ามารับภาระในการบริหารเศรษฐกิจ ในช่วงที่สภาพแวดล้อมทางด้านเศรษฐกิจในระดับมหภาค กำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น ดังจะเห็นได้จากตัวเลขเศรษฐกิจไทย ของเดือนสิงหาคม 2549 และตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเดือนกันยายน แม้ว่าการบริโภคและการลงทุนในประเทศยังซบเซาต่อเนื่องก็ตาม

การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกโดยทั่วไปยังอยู่ในเกณฑ์ดี ยกเว้นสหรัฐอเมริกา ที่การขยายตัวอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน จากภาคอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้ การชะลอลงของภาคอสังหาริมทรัพย์ มักมีผลกระทบอย่างรุนแรง ต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ ในระยะเวลาต่อมา แต่การขยายตัวของเศรษฐกิจเอเชีย และยุโรป น่าจะบรรเทาผลกระทบ ของการชะลอลง ของเศรษฐกิจสหรัฐได้พอสมควร ดังนั้น การส่งออกของไทยน่าจะสามารถขยายตัวได้ต่อไปในอัตรากว่า 10% ต่อปี

อัตราดอกเบี้ยในสหรัฐอเมริกาน่าจะถึงจุดสูงสุดแล้ว และอาจลดลงเร็วกว่าที่คาดไว้เดิม คือตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2550 หรือประมาณ 8 เดือนหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐยุติการขึ้นดอกเบี้ย (ใกล้เคียงกับพฤติกรรมของธนาคารกลางสหรัฐในอดีต) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรในสหรัฐที่ลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา จะชะลอลงมาก จนทำให้ธนาคารกลางสหรัฐต้องลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายตั้งแต่ต้นปี 2550 ในขณะที่การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ย ในตลาดการเงินของญี่ปุ่น และสหพันธ์ยุโรปเป็นไปอย่างค่อนข้างช้า และอาจไม่เพิ่มขึ้นอีกมาก อัตราดอกเบี้ยสหรัฐที่คาดว่าจะลดลงในช่วงต้นปีหน้า ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อไทยที่ลดลงสู่ระดับ 2.7% ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา และคาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำต่อไป และเงินบาทที่ค่อนข้างแข็งมาก จะทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย สามารถลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยได้ในช่วงต้นปีหน้าเช่นเดียวกัน

ราคาน้ำมันลดลงมาก และดูเหมือนว่าจะเริ่มทรงตัวในระดับ 60-65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพราะระดับต่ำกว่านี้ จะนำไปสู่การลดระดับการผลิตโดยกลุ่มโอเปค ซึ่งหมายความว่าราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน และดีเซลในประเทศไทย ก็สามารถยืนอยู่ในระดับปัจจุบัน ซึ่งเท่ากับการลดลงจากระดับสูงสุดถึง 4.6 บาทต่อลิตรสำหรับเบนซิน และ 2.8 บาทต่อลิตรสำหรับดีเซล เทียบเท่ากับการเพิ่มกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจไทยในระดับ 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวข้างต้นประกอบกับเสถียรภาพทางการเมือง การฟื้นตัวของความเชื่อมั่นของผู้บริโภค จะเป็นปัจจัยบวกต่อการบริโภคและการลงทุนในประเทศ แต่หากจะให้การลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงมากกว่าสภาพแวดล้อมทางด้านเศรษฐกิจมหภาค

ในบทความเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ผมได้ตั้งข้อสังเกตว่าในช่วงสองปีที่ผ่านมา การลงทุนภาคเอกชนในประเทศไทย ชะลอลงอย่างรวดเร็ว และต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่อัตราการใช้กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรม ยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง และการชะลอลงนี้ไม่สามารถอธิบายได้ จากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจในระดับมหภาค แต่อาจมาจากปัจจัยอื่น เช่น การแข่งขันบนพื้นฐานที่ไม่เท่าเทียมกันหรือนโยบายที่ให้สิทธิแก่ธุรกิจบางกลุ่มเป็นต้น ซึ่งเป็นตัวบั่นทอนความเข้มแข็งของธุรกิจและภาคเอกชนไทยในระยะยาว และหากการลงทุนในประเทศไม่ฟื้นตัวแล้ว เศรษฐกิจไทยจะไม่สามารถขยายตัวได้อย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2549 ธนาคารโลกได้เผยแพร่รายงาน "A Decade of Measuring the Quality of Governance" ซึ่งพยายามที่จะวัดและวิเคราะห์ระดับธรรมาภิบาลใน 221 ประเทศทั่วโลกในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยแยกตัวชี้วัดเป็น 6 กลุ่ม ได้แก่ สิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชน เสถียรภาพทางการเมือง คุณภาพของบริการภาครัฐและระบบราชการ คุณภาพของการกำหนดนโยบายที่ส่งเสริมภาคเอกชน คุณภาพของการบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม และการควบคุมการทุจริต

ผลการศึกษาพบว่าระดับธรรมาภิบาล มีความสัมพันธ์โดยตรงกับรายได้ประชาชาติ และในกรณีของประเทศไทยนั้น ระดับธรรมาภิบาลลดลงอย่างชัดเจนในตัวชี้วัด 4 ตัว จาก 6 ตัวในช่วง 5 ปีของรัฐบาลที่แล้ว

ดังนั้น หากรัฐบาลใหม่โดยการนำของพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ สามารถสร้างความปรองดอง และความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในประเทศ ขจัดการทุจริต และมิชอบในวงราชการ สร้างการแข่งขันที่เท่าเทียมกัน ระหว่างธุรกิจต่างๆ สร้างกติกาและกฎเกณฑ์ที่โปร่งใส และเป็นธรรมแก่ทั้งผู้ประกอบการและผู้ลงทุน การลงทุนภาคเอกชนน่าจะฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2550 สูงกว่าในปีนี้