หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002

19 กันยายน 2549 : เวลาที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์

คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ  โดย ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  มติชนรายวัน  วันที่ 04 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10434

เป็นความรู้สึกที่แตกต่างกันมากในสองช่วงเวลาที่ต่างกันประมาณสองชั่วโมงของคืนวันที่ 19 กันยายน 2549 ช่วงแรกประมาณสี่ทุ่มกว่า เมื่อยามของมหาวิทยาลัยแจ้งให้ผมทราบว่ารัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉิน ด่านแรกผมโทร.เข้ามือถือของเพื่อน ซึ่งบอกว่าขณะนั้นอยู่ที่ภูเก็ตได้ให้ข้อมูลที่ต้องยอมรับว่า ผมตกใจมาก "ไอ้แม้วมันบ้า มันอยู่เมืองนอกประกาศภาวะฉุกเฉิน เพื่อหยุดชุมนุมใหญ่สนามหลวง มันปลดสนธิ จาก ผบ.ทบ.เข้าทำเนียบ ได้ข่าวว่าสนธิวิ่งเข้าหาป๋าเปรม คงไม่ยอม เชื่อว่าคงนองเลือด" เพื่อนคนนั้นรำพึง ความคิดที่เข้ามาในขณะนั้นก็คือ ประเทศไทยอาจจะต้องนองเลือดจากสภาวะฉุกเฉิน และทักษิณคงครองอำนาจได้เบ็ดเสร็จทุกทางหลังการชนะการเลือกตั้ง เป็นความคิดที่มากับความวิตก และความกลัว

ใกล้เที่ยงคืนขณะขับรถใกล้ถึงบ้าน ผมจึงได้ทราบจากการโทร.ถึงนักข่าวสายทำเนียบว่า คปค.โดยพลเอกสนธิต่างหาก ที่ได้ยึดอำนาจรัฐบาลทักษิณ จำได้ว่าเรื่องถูก หรือผิดของการยึดอำนาจไม่ได้เข้ามาในสมองผมเลย ตรงกันข้ามกับความรู้สึกครั้งแรกในขณะนั้น เป็นความรู้สึกที่สบายใจ (ไม่ใช่สะใจ) ความรู้สึกในขณะนั้นก็คือ ถ้าพลเอกสนธิ ยึดอำนาจได้สำเร็จ อะไรร้ายๆ ที่รออยู่ข้างหน้าก็คงจะหายไป ตามมาด้วยการเอาผิดกับคุณทักษิณ และพรรคพวก ซึ่งดูเหมือนที่ผ่านมาจะทำอะไรไม่ได้เอาเสียเลย ตามมาด้วยพร้อมทั้งการจบชีวิตทางการเมืองของคุณทักษิณ ผมเข้าใจว่าคนส่วนใหญ่คงคิดเหมือนผม คือแปลกใจที่พลเอกสนธิทำการปฏิวัติได้สำเร็จ 

ไม่ใช่เป็นเพราะว่าประเทศไทยเดินทางมาไกลด้านประชาธิปไตยเหมือนในซีกโลกตะวันตก ที่การทำรัฐประหารล้มรัฐบาลพลเรือน เพียงแค่คิดก็เป็นเรื่องขบขันแล้วสำหรับศตวรรษที่ 21 แต่ที่แปลกใจเพราะคิดว่า รัฐบาลทักษิณมีรุ่น 10 ที่สามารถป้องกันการปฏิวัติได้ หรือถ้าเป็นการปฏิวัติก็จะเป็นการปฏิวัติตนเอง แม้พลเอกชวลิต และนักวิชาการบางคนเคยมีการพูดหรือทำนายว่า คงมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในไม่เกินเดือนตุลาคมปีนี้ ในเรื่องผิดเรื่องถูกของการรัฐประหารในครั้งนี้ ซึ่งต้องอิงมาตรฐานทางศีลธรรม หรือจริยธรรม พื้นฐานความคิดด้านอุดมการณ์ประชาธิปไตยของผม ดูจะไม่สูงส่งทันสมัย ผมเข้าใจและรับมันได้อย่างสบาย 

สองแนวคิดเรื่องพื้นฐานจริยธรรมคือการส่งเสริมอุ้มชูสิทธิ (right) ของพลเมืองกับแนวคิดอรรถประโยชน์นิยม (Utilitarianism) ซึ่งคำนึงถึงผลลัพธ์ที่ตามมาหรือเปรียบเทียบผลได้ผลเสียหรือต้นทุนต่อสังคมส่วนรวม ถ้าการปฏิวัติในครั้งนี้ ไม่ได้บั่นทอนสิทธิเสรีภาพทางการเมืองของพลเมือง ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ สิทธิสำคัญที่ถูกลิดรอนจากการยึดอำนาจของ คปค. ครั้งนี้อาจถูกจำกัดอยู่ที่การสูญเสียสิทธิ ในการเลือกรัฐบาลผ่านการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการสูญเสียเพียงส่วนหนึ่งขององค์ประกอบประชาธิปไตย 

ในการยึดอำนาจซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยนั้น การเปรียบเทียบผลได้ผลเสียทางสังคม ของการยึดอำนาจไม่ใช่ทำได้ง่าย เพราะมันไม่มีเหตุการณ์หรือสถานการณ์ให้เปรียบเทียบ กรณีที่ไม่มีการยึดอำนาจและเหตุการณ์แต่ละครั้งก็เกิดในบริบทที่ต่างกัน อย่างไรก็ตาม การได้มาซึ่งผลได้ผลเสียต่อสังคมนั้น ต้องรอให้เวลาผ่านไป มีการคืนอำนาจให้ประชาชน ต้นทุนที่สูงกว่าผลได้ของการปฏิวัติสมัย รสช. อาจไม่สามารถใช้อธิบาย และทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นหนึ่งปีข้างหน้ากับผลงานของ คปค.และรัฐบาลที่จะตั้งขึ้น เพราะมูลเหตุ สถานภาพของประเทศก่อนการยึดอำนาจ และตัวละครตั้งแต่ผู้นำ และสถาบันทหาร สถาบันพระมหากษัตริย์ ชนชั้นนำ และชนชั้นกลาง พรรคการเมือง ชนชั้นล่าง NGO และภาคประชาชนอื่นๆ ล้วนได้บทเรียนและมี Learning curve สถาบันทหารก็ต้องปรับตัว

เพราะสังคมกลุ่มผลประโยชน์มีความคาดหวัง และสร้างความกดดัน ถ้าประชาธิปไตย ไม่ใช่เป็นเพียงอุดมการณ์ที่เป็นเพียงนามธรรม  แต่มีลักษณะที่ค่อนข้างมีส่วนของการปฏิบัติการ หรือ Action oriented ประชาธิปไตยเป็นได้ทั้งเครื่องมือ (Instrument) และเป้าหมาย การที่เครื่องมือสามารถสร้างปัญหาในสถานการณ์และเวลาต่างๆ เครื่องมือดังกล่าวก็ต้องถูกประเมินตามความเป็นจริงในแต่ละสถานการณ์ เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องมืออีกประเภทหนึ่ง ที่ถูกนำมาใช้ แม้จะเป็นเครื่องมือที่ผิดหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หรือหลักศีลธรรมเพราะมีนัยยะของการใช้กำลัง และความรุนแรง

คนกว่าร้อยละ 80 (สมมุติว่าข้อมูลนี้เชื่อถือได้) ที่บอกว่าเห็นด้วย หรือพอใจกับการยึดอำนาจของ คปค. คงเป็นพวกที่มีพื้นฐานทางจริยธรรม Utilitarian เหมือนผม โดยนัยยะคนพวกนี้อยากเห็นประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย และเชื่อว่าการยึดอำนาจของ คปค. เป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราว เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า คปค.อาจทำให้การเลือกตั้งสะดุด แต่ คปค.จะไม่สามารถหยุดยั้งพัฒนาการของประชาธิปไตยไปได้ เพราะประเทศไทยได้ก้าวมาไกลพอสมควร จนประชาธิปไตยเป็นสถาบัน แต่เป็นสถาบันที่ยังมีข้อบกพร่องอีกมากเหมือนประเทศโลกที่สามจำนวนมาก 

คนที่ยอมรับการยึดอำนาจของ คปค.ครั้งนี้เชื่อว่า ถ้าให้ประชาธิปไตยเดินไปตามครรลองของมัน มีการเลือกตั้งในปีนี้ เทียบกับการล้มระบอบทักษิณ เมื่อมีการยึดอำนาจได้สำเร็จ ความไม่แน่นอน และต้นทุนทางสังคมที่รออยู่ข้างหน้านั้นต้องสูงมาก คนพวกนี้เชื่อว่าประชาธิปไตยภายใต้ระบอบทักษิณที่ผ่านมาหกปี มีปัญหาใหญ่หลวง และปัญหานี้ร้อยทั้งร้อย มาจากตัวคุณทักษิณ และพรรคพวก ความคิดและพฤติกรรมที่ก่อขึ้น ในสภาพการณ์เช่นนี้ ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านตัวบุคคล เพื่อชำระล้าง สะสางสิ่งสกปรกที่ซุกซ่อนอยู่แล้ว ประเทศจะไม่สามารถใช้กระบวนการประชาธิปไตย และกระบวนการยุติธรรมปกติมาจัดการกับคุณทักษิณได้เลย ตราบใดที่คุณทักษิณ และพรรคพวกยังมีอำนาจอยู่ เพราะว่าคุณทักษิณผ่านระบอบทักษิณคุมอำนาจรัฐไว้ได้หมด มีกฎหมายอยู่ในมือ มีความชอบธรรมที่จะใช้ความรุนแรงเพื่อปกป้องคุ้มครองตนเอง ถ้าสมมติฐานข้างต้นเป็นความจริงก็หมายความว่า การเดินหน้าในการเป็นประชาธิปไตยของประเทศ ย่อมจะทำให้ปัญหาอันเกิดจากระบอบทักษิณ สะสมเพิ่มพูนใหญ่โตขึ้น จนวันหนึ่งอาจจะยากในการแก้ไข และเมื่อต้องพังทลายลง ต้นทุนต่อประเทศก็จะเหนือคณานับ

ทำไมคนไทยยังรับการปฏิวัติของทหารได้ ? การที่มีคนที่สนับสนุน หรือพอใจกับการยึดอำนาจของ คปค.ในเปอร์เซ็นต์ที่สูงนั้น อธิบายได้จากพื้นฐานของประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของการเมืองไทย กองทัพโดยเฉพาะกองทัพบก เป็นศูนย์กลางที่มาของอำนาจทางการเมืองมายาวนาน นอกจากนี้แม้คนไทยต้องการประชาธิปไตย แต่ก็พอใจ และมักจะหลงไหลกับวัฒนธรรมอำนาจนิยม เชื่อว่าอัศวินม้าขาวจะสามารถแก้ปัญหาทุกอย่างให้ได้ในเร็ววัน จึงทำให้การเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบนี้ มีลักษณะที่เน้นสไตล์ หรือบุคลิกภาพของตัวบุคคล มากกว่าการทำให้พรรคการเมืองเป็นสถาบัน ซึ่งหมายความว่ามีความต่อเนื่องมีเสถียรภาพ มีการหยั่งรากลึกในสังคม พรรคไทยรักไทย ไม่ควรเป็นเครื่องมือของคุณทักษิณ หรือผู้นำคนเดียวหรือกลุ่มคน การจัดองค์กร และการบริหารพรร คควรมีความเป็นอิสระ มิได้ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล พรรคไทยรักไทยต้องไม่ใช่เป็นพรรคของคุณหญิงพจมาน ถ้าพรรคมีความเป็นสถาบันเหมือนประเทศในโลกตะวันตก ปัญหาวิกฤตส่วนตัวทางจริยธรรมของคุณทักษิณ จะได้รับการแก้ไขผ่านกลไกความรับผิดในระบบพรรค ไม่ทำให้ปัญหาของบุคคลเพียงคนเดียวกลายเป็นปัญหาของประเทศ ระบบพรรคการเมืองที่อ่อนที่ขาดความเป็นสถาบันนั้น เอื้อต่อการเกิดผู้นำแบบประชานิยม เพราะเป็นการเมืองที่เน้นความโดดเด่น ของบุคลิกภาพของผู้นำ ซึ่งสนใจที่จะสื่อสารเชื่อมโยงโดยตรงกับมวลชน พัฒนาเป็นวัฏจักรของความอ่อนแอชั่วร้าย ความอ่อนแอของพรรคการเมืองเพิ่มพื้นที่ให้มากขึ้นแก่ผู้นำประชานิยม เช่นคุณทักษิณ ซึ่งไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องสร้างสถาบันให้เป็นปึกแผ่น เมื่อระบบพรรคอ่อนแอไม่เป็นสถาบัน ทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับอารมณ์ที่เเปรปรวนของผู้นำ ระบบนี้ให้ความโดดเด่นแก่ผู้นำ ฝ่ายบริหารมีอำนาจสูง สถาบันอ่อนแอ องค์กรอิสระไม่สามารถทำให้เกิดการรับผิดนำไปสู่การฉ้อฉลของอำนาจ

มองจากปัญหาเชิงโครงสร้างของประชาธิปไตยไทยที่เกิดขึ้น วิถีอำนาจแบบ 19 กันยายน 2549 จึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องเย้ยหยันหรือน่าหัวเราะ

หน้า 6