หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เสถียรภาพเศรษฐกิจไทย...แข็งแกร่งจริงหรือ?

มุมเอก : ดร.เอก เศรษฐศาสตร์ dr.eKonomic@yahoo.com กรุงเทพธุรกิจ  วันอังคารที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2549

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ในช่วงสองปีที่ผ่านมานี้ ผมคิดว่าคงจะไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าประเทศไทยเรา ประสบกับปัจจัยลบค่อนข้างมาก ตั้งแต่ไข้หวัดนก คลื่นยักษ์สึนามิ ภัยแล้ง น้ำท่วม ราคาน้ำมันแพง อัตราดอกเบี้ยสูง ปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 3 จังหวัด และล่าสุด คือ ปัญหาความไม่สงบทางการเมือง อย่างไรก็ดี เสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยก็มีความเข้มแข็ง และสามารถรองรับความผันผวนจากปัจจัยลบต่างๆ ได้ค่อนข้างดี

คอลัมน์ "มุมเอก" ฉบับวันนี้เลยจะขอมาวิเคราะห์รายละเอียดว่า เสถียรภาพเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน ยังคงแข็งแกร่งอยู่หรือไม่ และจะสามารถรองรับความผันผวนในอนาคตจากปัจจัยต่างๆ ที่ไม่สามารถควบคุมได้ อีกมากน้อยเพียงใด

ในที่นี้ ผมจะขอแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 2 ด้าน คือ ด้านเสถียรภาพภายนอก และเสถียรภาพภายใน

ในด้านเสถียรภาพภายนอก นั้น ส่วนใหญ่จะวัดกันด้วยขนาดและความเพียงพอของทุนสำรองระหว่างประเทศ กล่าวคือ ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ปัจจัยลบใดๆ แล้ว ทำให้ต่างชาติไม่มั่นใจในเศรษฐกิจไทย ทำให้แห่ถอนเงินออกจากประเทศไทย (เหมือนกับที่เราเคยเจอในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540) เราจะมีทุนสำรองระหว่างประเทศ (ซึ่งส่วนใหญ่ ประกอบด้วยเงินตราต่างประเทศ และทองคำ) เพียงพอขนาดไหนที่จะสามารถไปคืนหนี้ต่างประเทศได้ และหากไม่มีใครยอมซื้อสินค้าส่งออกจากไทย ทำให้เราไม่มีรายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศเข้ามา เราจะเอาเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมาใช้ซื้อของนำเข้าได้กี่เดือน

สำหรับมาตรฐานสากลที่ใช้วัดความเพียงพอของทุนสำรองระหว่างประเทศ กำหนดว่า ทุนสำรองระหว่างประเทศ ควรมีไม่น้อยกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้น (ส่วนใหญ่หนี้ระยะสั้นจะหมายถึงหนี้ที่เหลืออายุไถ่ถอนน้อยกว่า 1 ปี) และถ้าจะให้ปลอดภัย ทุนสำรองระหว่างประเทศควรมีไม่ต่ำกว่า 1.5 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น (ตามมาตรฐานที่แนะนำโดย IMF) และ ทุนสำรองระหว่างประเทศควรสามารถรองรับการนำเข้าได้ไม่ต่ำกว่า 3 เดือน (ตามมาตรฐานที่แนะนำโดยธนาคาร BIS)

ในปัจจุบัน ทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยมีอยู่ประมาณ 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากนำมาเปรียบเทียบ กับหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ของทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ที่มีอยู่ประมาณ 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จะพบว่าทุนสำรองระหว่างประเทศของไทย ยังมีมากกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นประมาณ 3.2 เท่า ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานสากลค่อนข้างมาก

นอกจากนั้น หากเปรียบเทียบกับมูลค่าการนำเข้าของไทย ที่นำเข้าเฉลี่ยประมาณเดือนละ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จะพบว่า แม้ว่าประเทศไทยจะไม่มีรายได้เงินตราต่างประเทศเลย เราก็ยังสามารถนำทุนสำรองระหว่างประเทศมานำเข้าได้ถึงเกือบ 6 เดือน ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานโลกค่อนข้างมากเช่นกัน ดังนั้น การที่ทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับที่สูงมากนี้ ทำให้สามารถมั่นใจได้ว่าเสถียรภาพภายนอกของไทยในปัจจุบันอยู่ในระดับแข็งแกร่ง และยังคงสามารถรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอกได้ดี

ในด้านเสถียรภาพภายในประเทศนั้น นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่จะพิจารณาจากอัตราเงินเฟ้อ และอัตราการว่างงาน กล่าวคือ ระดับราคาสินค้าในประเทศไม่ควรจะอยู่สูงจนเกินไปจนกระทั่งผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น (เนื่องจากราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าการเพิ่มขึ้นของรายได้) นอกจากนั้น อัตราการว่างงานของประเทศก็ไม่ควรอยู่สูงจนเกินไป

อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อและอัตราการว่างงานที่เหมาะสม (ที่ไม่สูงจนเกินไป) จะขึ้นอยู่กับโครงสร้างการผลิตและโครงสร้างกำลังแรงงานของในแต่ละประเทศ ดังนั้น จึงไม่มีมาตรฐานโลกที่จะสามารถมาปรับใช้เป็นการทั่วไปในแต่ละประเทศ

ในกรณีของประเทศไทย จะเห็นได้ว่า อัตราเงินเฟ้อในประเทศไทยในปัจจุบัน ได้ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องจากเฉลี่ยเกือบร้อยละ 6 ต่อปี ในครึ่งปีแรก มาอยู่ที่ร้อยละ 2.3 ต่อปี ในเดือนกันยายน ซึ่งสาเหตุที่อัตราเงินเฟ้อลดต่ำลงมากในช่วงนี้ ก็มาจากอัตราการเพิ่มของราคาน้ำมัน ที่เริ่มขยายตัวในอัตราชะลอลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่ราคาน้ำมันในประเทศได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังจากที่รัฐบาลได้ลอยตัวราคาน้ำมันดีเซลในเดือนกรกฎาคมปีก่อน

แม้ว่าราคาน้ำมันอาจจะเพิ่มขึ้นบ้างในระยะต่อไป อัตราเงินเฟ้อในช่วงเดียวกันก็ไม่น่าจะปรับตัวสูงขึ้นมาก ดังนั้น ในช่วงต่อไป ค่าครองชีพของประชาชนน่าจะปรับตัวดีขึ้น

สำหรับในด้านอัตราการว่างงานของไทยในปัจจุบันนั้น ก็อยู่ในระดับที่ต่ำมากเช่นกัน โดยล่าสุดอัตราการว่างงานในเดือนสิงหาคม อยู่ที่เพียงร้อยละ 1.4 ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการจ้างงานในระดับเต็มศักยภาพ (Full Employment) ก็น่าจะได้ ทั้งนี้ หากพิจารณาโครงสร้างประชากรของประเทศไทยที่มีอัตราการเกิดสุทธิ (หลังจากหักอัตราการตาย) ค่อนข้างต่ำ ประมาณเพียงปีละไม่ถึงร้อยละ 1 ทำให้คาดการณ์ได้ว่าประเทศไทยไม่น่าจะเจอปัญหาการว่างงานในระยะข้างหน้า (แต่อาจจะประสบกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานแทน)

จากที่กล่าวมาข้างต้น ผมขอสรุปว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยของเราในปัจจุบันมีความแข็งแกร่งจริง อย่างไรก็ตาม ก็ต้องอย่าลืมนะครับว่า การมีเสถียรภาพที่มั่นคงนั้นเป็นสิ่งจำเป็น แต่ก็ยังไม่เพียงพอ (Necessary but not sufficient) ที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน ประเทศไทยยังต้องการการปฏิรูปทางเศรษฐกิจในอีกหลายๆ เรื่อง ซึ่งผมจะขอกล่าวในคอลัมน์มุมเอกฉบับ ต่อๆ ไปครับ