หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ปัญหาเศรษฐกิจไทย : High Cost Economy

คอลัมน์ ชีวิตเศรษฐกิจ  โดย ฉวีวรรณ สายบัว  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3849 (3049)

เคยเขียนบทความที่ลงในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจมาแล้วเรื่อง "เศรษฐกิจโต...แล้วมีใครได้อยู่ได้กิน" และ "มองเห็นปัญหาเศรษฐกิจเลยตัวเลข" คือมองปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาของมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เป็นการแก้ไขปัญหาเพื่อ "ลดทุกข์" และ "เพิ่มสุข" ของมนุษย์ ไม่ใช่เพิ่มรายได้ประชาชาติ รักษาระดับราคา ลดดุลการ ค้า/ดุลการชำระเงินขาดดุล รักษาค่าของเงินบาทโดยไม่สนใจว่าใครจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร

ขณะที่แต่ภาครัฐและภาคเอกชนรวมทั้งบรรดานักวิเคราะห์ อาศัยความรู้ความเข้าใจอะไรถึงได้ชอบพูด ออกมาให้ได้ยินได้ฟังเสมอ ว่า เศรษฐกิจไทยมีพื้นฐานดี พื้นฐานแข็งแกร่งและจะเติบโตไปได้ดีและไม่มีปัญหาอะไรมาก

แต่ความจริงที่ปรากฏ คนส่วนใหญ่ของประเทศยังคงยากจน หรือมีชีวิตความเป็นอยู่เพียงในระดับพอยังชีพ (subsistence level) ช่องว่างทางรายได้และฐานะและขีดความสามารถทางเศรษฐกิจห่างกันมากขึ้น

ทรัพยากรธรรมชาติร่อยหรอ และมีปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติหนักขึ้นทุกปี ซึ่งสร้างความทุกข์ยากลำบาก และต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นของการทำมาหากินทางเศรษฐกิจ

นอกจากนั้นเศรษฐกิจไทยก็ยังพึ่งตนเองไม่ได้ ยังต้องพึ่งต่างประเทศ ทั้งทางด้านเทคโนโลยีและอื่นๆ สินค้าที่คนไทยผลิตได้ ก็เผชิญกับการแข่งขันสูง ตลอดจนผลิตภาพและประสิทธิภาพของการใช้ปัจจัยการผลิตก็ไม่ดี

แรงงานไทยส่วนใหญ่ก็ยังเป็นเพียงแรงงานไร้ฝีมือที่ดูเหนื่อยล้าลงมาก เพราะรายได้ค่าจ้างก็ยังต่ำ ทรัพยากรมนุษย์ไทย ที่น่าจะเป็นกำลังคนหรือสินทรัพย์อันล้ำค่าของประเทศ (โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่จะต้องหากินจากทรัพยากรประเภทความรู้ และสติปัญญาของมนุษย์) ก็อ่อนแอและเสื่อมทรุดหนักเหตุรากฐานจากปัญหาสภาพแวดล้อมทางสังคมวัฒนธรรม และระบบการศึกษาไทยอย่างที่มาจนถึงปัจจุบัน

ผู้เขียนจึงมองเห็นปัญหาเศรษฐกิจขณะนี้ก็เหมือนกับปัญหาด้านอื่นๆ ของประเทศทั้งสังคม การเมือง วัฒนธรรมและอื่นๆ ที่อยู่ในภาวะวิกฤตทั้งนั้น หรือในด้านเศรษฐกิจโดยเฉพาะก็มองเห็นว่า เราคนไทย ก็จะทำมาหากินทางเศรษฐกิจกันได้ยากลำบากมากขึ้น เพราะเศรษฐกิจไทยที่สร้างกันมามันไม่ดี หรือสาเหตุทางโครงสร้าง/รากฐาน (structural/fundamental problems) ของปัญหา หรือวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมาแล้ว หรือที่จะปรากฏหรือคลี่ออกมาให้เห็นกันอีกมันยังไม่เคยได้รับการตระหนักถึง การอธิบาย การพิจารณา และการแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดตรงสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นกันเลยโดยผู้มีอำนาจ และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน

เรามาจับ มามองหรือพูดถึงแต่ตรงปลายเหตุของปัญหาที่มองเห็น (ตัวอย่างคือเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง) แล้วก็มุ่งไปแก้แต่ปัญหาตรงปลายเหตุหรือปัญหาเฉพาะหน้าที่มองเห็นกันนั้น และโดยส่วนใหญ่เครื่องมือที่ใช้ในการแก้ปัญหา ก็จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยมาตรการทางการเงินและการคลัง ซึ่งนอกจากจะไม่มีประสิทธิผลในการแก้ไขปัญหาแล้ว ยังทำให้เศรษฐกิจไทยมันบิดเบือนผิดเพี้ยนมากขึ้น

สำหรับผู้เขียนมองเห็นและเชื่อว่า ความเดือดร้อนในปัญหาเศรษฐกิจปัจจุบันที่มันคลี่หรือปรากฏออกมาให้เห็นกันในปัจจุบัน (หรือภาวะวิกฤตเศรษฐกิจไทยที่เผชิญกันอยู่ในปัจจุบันที่หาทางออกกันไม่ได้) สาเหตุรากฐานประการหนึ่งแน่ใจว่า เป็นเรื่องหรือปัญหาการจัดสรรทรัพยากรผิด (misallocation of resources) คือทรัพยากร (ที่มีอยู่ในประเทศ บวกที่นำเข้าจากต่างประเทศ) มันถูกจัดสรรไปในการลงทุน และการผลิตสินค้าและบริการต่างๆ ทั้งโดยรัฐและเอกชน (investment and product mix) มันไม่สร้างให้เกิดรายได้ การจ้างงาน เงินออมภายในประเทศ และเงินตราต่างประเทศเป็นการถาวรหรืออย่างยั่งยืน

หรืออาจกล่าวได้ว่า ความเดือดร้อนในปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบันที่มันคลี่หรือปรากฏออกมาให้เห็นกันในปัจจุบัน อาจถือได้ว่าเป็นความล้มเหลวของการขยายการเจริญเติบโตและพัฒนาเศรษฐกิจไทยกันมายาวนาน (โดยยุทธศาสตร์การพัฒนาโดยอาศัยทรัพยากรจากต่างประเทศ) ที่ไม่สามารถสร้างเศรษฐกิจ ที่จะช่วยให้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีเสถียรภาพ (continuing growth with stability) และช่วยในการปรับปรุง ผลประกอบการการค้าต่างประเทศให้ดีขึ้น (trade performance improvement)

และจากดัชนีทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่ชี้ออกมาให้เห็นในตอนนี้ (ตัวอย่างได้แก่ตัวเลขอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ การใช้จ่ายในการบริโภคและการลงทุนที่ลดลง ไม่มีการลงทุนใหม่ๆ จำนวนกิจการที่ต้องเลิกไปดังเช่นกิจการก่อสร้างและอื่นๆ การกลับมาของเอ็นพีแอล หนี้สินของประชาชนที่สูงขึ้น ปัญหาการว่างงานและการหางานทำได้ยากขึ้นของบัณฑิตใหม่ สภาพคล่องที่ยังล้นธนาคารและราคาน้ำมันและปัจจัยการผลิตต่างๆ ที่สูงขึ้นมาก) ต้องยอมรับว่าปัญหาเศรษฐกิจไทยตอนนี้ มันเป็นปัญหาเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจมันติดขัดจริง (growth depressed) (การมองการติดขัดของการเติบโตของเศรษฐกิจ ต้องมองหรือต้องศึกษาจาก growth theory/growth model ตัวอย่างในระยะเวลาเป็น 10 ปี ไม่ใช่อธิบายหรือ วิเคราะห์กันเป็นวัน เป็นอาทิตย์ เป็นเดือน หรือแค่เป็นปีโดย macro model ซึ่งใช้อธิบายภาวะเศรษฐกิจระยะสั้น/ชั่วขณะ)

และที่การเติบโตของเศรษฐกิจมันติดขัดเป็นเพราะปัญหาโอกาสในการลงทุนที่มันจะหากินได้ เติบโตได้หรือที่มีกำไร (viable/profitable) มันเหือดแห้ง ซึ่งสาเหตุสำคัญประการหนึ่งมาจากเงื่อนไขทางด้านต้นทุน (cost conditions) หรือต้นทุนมันสูงเกินกว่าจะลงทุนทำอะไรหรือผลิตอะไรให้มีกำไรได้ (cost over run) หรือมาจากปัญหาการเป็นเศรษฐกิจ ที่มีต้นทุนสูง ของเศรษฐกิจไทย (high cost economy) ซึ่งในความเป็นจริงมันเป็นปัญหานี้มาตั้งแต่เริ่มสร้างกันมาแล้ว

โดยตั้งแต่ต้นทุนจากปัญหาการจัดสรรทรัพยากรผิดหรือปัญหาการบริหารเศรษฐกิจผิดดังกล่าว ต่อมาจากการปล่อยให้ราคาปัจจัยการผลิตต่างๆ แพงหมดทั้งราคาสิ่งอำนวยความสะดวกหรือบริการโครงสร้างพื้นฐาน (ไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ ค่าทางด่วนและค่าขนส่ง) และการยอมให้ราคาเงินทุนแพง ราคาที่ดินแพง เงินเดือนผู้บริหารระดับสูงแพง และราคาสินค้าและบริการต่างๆ แพงได้ และการแพงขึ้นของราคาน้ำมันในขณะนี้ ตลอดจนปัญหาคอร์รัปชั่นที่มีอยู่กันทุกระดับ ทุกองค์กรทั้งในภาครัฐบาลและภาคเอกชน (ขณะที่ความสามารถในการทำกำไรและผลิตภาพมันแย่และการแข่งขันก็สูง) มันก็ไปสร้างโครงสร้างทางด้านต้นทุนที่ทำให้เราแข่งขันไม่ได้ (cost structure)

ดังนั้นจากปัญหาที่การเติบโตของเศรษฐกิจมันติดขัดจริงจากปัญหาการเป็นเศรษฐกิจที่มีต้นทุนสูง แล้วก็ตามมาด้วยความเดือดร้อนของภาครัฐ (รายได้ภาษีอากรตกต่ำ ในขณะที่ภาวะการใช้จ่ายคงที่หรือเพิ่มมากขึ้น) ภาคธุรกิจเอกชน (ขายสินค้าไม่ได้ ขายสินค้าได้ราคาไม่ดี ขาดรายได้ ไม่มีกำไรหรือขาดทุน มีปัญหาในการชำระคืนหนี้ และการลงทุน การผลิตและการจ้างงานที่ลดลงตามมา) และกระทบต่อชีวิตเศรษฐกิจของประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะสร้างความเดือดร้อนลำบากแก่ประชาชน ที่มีฐานะและขีดความสามารถทางเศรษฐกิจต่ำอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องแก้ปัญหา เพื่อคลี่คลายการติดขัดของเศรษฐกิจตามมา (jazz up or relief economy)

โดยการแก้ไขปัญหาที่การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศมันติดขัดจริงดังกล่าวมาข้างต้น มันก็มีทั้งการแก้ปัญหาระยะสั้น และการแก้ปัญหาระยะยาว การแก้ปัญหาระยะยาวตัวอย่าง 1)เมื่อปล่อยให้ราคาหรือต้นทุนปัจจัยการผลิตต่างๆ แพงที่ทำให้โอกาสการลงทุนมันเหือดแห้ง จึงต้องแก้ปัญหาโดยการปรับราคาสิ่งต่างๆ กันใหม่ทั้งในตลาดปัจจัยการผลิต และตามมาด้วยในตลาดสินค้า (relative prices adjustment) ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง เป็นทางหนึ่งที่จะทำให้การจัดสรรทรัพยากรเป็นไปในทางที่ถูกต้องมากขึ้น

นอกจากนั้น 2)ก็ยุติการใช้ทรัพยากรทั้งของรัฐและเอกชนไปในทางที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เป็นต้นว่าการเอาเงินไปอุ้มธุรกิจเสีย ธุรกิจเน่าหรือผู้ผลิต/ธุรกิจที่ไม่มีประสิทธิภาพจะสร้างให้เกิดต้นทุนหรือความเสียหายจากปัญหาการจัดสรรทรัพยากรผิด 3)จากโครงสร้างราคาของบริการโครงสร้างพื้นฐาน และราคาปัจจัยการผลิตต่างๆ มันผิดมาก ที่ยิ่งทำให้โอกาสการลงทุนมันเหือดแห้ง จึงจะต้องลงทุนอะไรที่มันมีมูลค่าเพิ่ม (value added) สูงมาก จึงจะคุ้มทุนหรือต้องมีกิจการมาลงทุนในประเทศไทยเพื่อให้มีรายได้มาจ่ายสิ่งเหล่านี้ (แต่เมื่ออะไรๆ ก็แพงหมด จะลงทุนอะไรก็มีต้นทุนแพงมากอาจทำให้ต่างประเทศย้ายการลงทุนไปที่อื่นแทน เช่น จีน อินเดีย เวียดนาม)

และ 4)มองหาการลงทุนใหม่ โอกาสการลงทุนใหม่ๆ ในการผลิตสินค้าอะไรที่เราจะหากินได้ สินค้าอะไรบางอย่าง ที่เรามีความชำนาญเฉพาะ (specialization) เพื่อสนองความต้องการของตลาดเฉพาะ (niche market) ของเราเอง เราจะไปซอกแซกตรงที่ไหนได้ คำตอบตัวอย่างท่องเที่ยวชัดเจน สินค้าโอท็อปอะไรที่หากินได้ มีกำไรหรือแข่งขันได้ในตลาดเฉพาะและอื่นๆ เป็นอะไร (เพราะเรายังเป็นเศรษฐกิจที่มีแรงงานมาก (labour surplus economy)) (จะยึดหากินจากสินค้าเกษตร/เกษตรกรรมได้หรือไม่-ก็คงจะเป็นเพียงการผลิตเพื่อเลี้ยงดูคนในประเทศเป็นสำคัญ)

ส่วนอุตสาหกรรมรถยนต์จะหากินได้อย่างไรสำหรับประเทศไทยหรือการที่อยากเป็น "ดีทรอยต์แห่งเอเชีย" หรืออุตสาหกรรมนี้มันเป็น "star business" หรือ "dog business" สำหรับประเทศไทย การหาคำตอบให้กับคำถามนี้ ต้องมองอุตสาหกรรมนี้ระดับโลก เพราะเป็นสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายทั่วโลก หรือ "global product" การแข่งขันสูงมากและยังมีกำลังผลิตส่วนเกิน จึงหากินยากมาก อุตสาหกรรมจึงเจ๊งกันไปหลายราย เช่น บริษัทเรโนลต์หรือจีเอ็ม เป็นต้น

เช่นเดียวกันอุตสาหกรรมแฟชั่นที่เราอยากเป็น "กรุงเทพฯเมืองแฟชั่น" ก็เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมรถยนต์หากินยากมากเลย สำหรับการที่อยากจะเป็นแบบฝรั่งเศส อิตาลีหรืออเมริกา เพราะมีเพียงคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่จะซื้อสินค้าแบรนด์เนม (high brand name) และมีปัญหาการลอกเลียนแบบมาก และเดี๋ยวนี้ผู้คนหันมาซื้อสินค้าไม่ต้องมียี่ห้อ และสำหรับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ระยะสั้นของปัญหาที่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ มันติดขัดจริงดังกล่าวมาข้างต้น ตามความรู้มนุษยชาติที่เขาทำกันมา เขาใช้วิธีการอย่างไร วิธีที่เขาใช้กันก็คืออาศัย "งานสร้างของรัฐบาล" "งานสาธารณะ" (public works) เพียงเพื่อให้คนมีงานทำ เพื่อให้มีชีวิตอยู่กันได้หรือเพื่อไม่ให้การเติบโตของเศรษฐกิจลดลงอย่างฮวบฮาบ จนเกิดภาวะปั่นป่วนกัน ดังตัวอย่างข้อเสนอการแก้ไขภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกในปี 1930 ของเคนส์ที่สนับสนุนให้รัฐบาล เข้ามาใช้จ่ายในการสร้างงานสำหรับคนไม่มีงานทำ/คนตกงาน โดยมีโครงการใช้จ่ายในการสร้างถนน ขุดคลองและอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน

แต่การที่เรามีโครงการขนาดยักษ์ (mega projects) มันจะเป็น "public works" เพื่อช่วยให้คนมีงานทำ ตามสภาพการณ์เศรษฐกิจได้อย่างไร เพราะโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าทำให้ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ (ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดก็ยังเป็นปัญหา และจากที่ต้องแบกภาระการนำเข้าน้ำมันกันอย่างมากอยู่แล้ว) และเป็นโครงการในกรุงเทพฯและชานเมืองกรุงเทพฯ (กรุงเทพฯมีค่าอะไรนักถึงได้เอาทรัพยากรมาทุ่ม)

นอกจากนั้นมันก็เป็นแค่โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเหมือนเช่นเคย (ขณะที่ปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาทางโครงสร้าง จึงเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุดตรงสาเหตุ) มีแต่การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการขยายเงินซึ่งเป็นแหล่งที่มา ของการเติบโตของเศรษฐกิจของรัฐบาลทักษิณ 1 และ 2 การใช้จ่ายแบบนี้ยิ่งจะทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจที่มันเลวอยู่แล้ว ยิ่งบิดเบือนหนัก ผลที่จะตามมาต่อไปก็คือ การพังลงแน่ของเศรษฐกิจไทย

หน้า 49