หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ปัญหาการคัดเลือก ส.ส.ร.

โดย บุญเลิศ ช้างใหญ่  มติชนรายวัน  วันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10491

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หยิบปากกาขึ้นมาลงนามในประกาศว่าด้วยวิธีการคัดเลือก สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2549 อย่างเงียบๆ ไม่มีการเปิดแถลงชี้แจงต่อสาธารณชน ว่าสาระสำคัญเป็นอย่างไร จะปฏิบัติกันแบบไหนสำหรับการประชุมสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ 2,000 คน ที่จะให้เลือกกันเอง คนละไม่เกิน 3 รายชื่อเพื่อคัดเอาไว้ 200 คน ก่อนจะส่งให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติคัดเลือกไว้เพียง 100 คน เพื่อเป็น ส.ส.ร.มาทำหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับที่ 18

ประกาศของนายมีชัยฉบับนี้ล่วงรู้ไปถึงนักข่าววันที่ 22 พฤศจิกายน ในเช้าวันที่ 23 พฤศจิกายนนั่นล่ะ ถึงมีข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ให้ผู้คนได้อ่าน ได้รับรู้

ในข่าวมีการให้ความเห็นคัดค้านของ ดร.อมรา พงศาพิชญ์ ประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติ ผู้ได้รับการสรรหาเป็นสมาชิก สมัชชาแห่งชาติ ซึ่งเป็นคณะทำงานชุดหนึ่ง ของคณะกรรมการกำกับดูแลการสรรหา สมาชิกสมัชชาแห่งชาติ (กดส.) ที่มี พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข รองประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติเป็นประธาน กดส. โดย ดร.อมราต้องการให้สมาชิกสมัชชาเลือกกันเองในแต่ละสายอาชีพเพื่อ ส.ส.ร.200 คน จะได้กระจายไปตามสาขาอาชีพ หรือภาคส่วนต่างๆ หากปล่อยให้เลือกกันข้ามสาย ตามที่ประกาศระบุไว้จะทำให้เกิดการบล็อคโหวตได้

ต่อมามีข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ว่า นายมีชัยพร้อมจะปรับเปลี่ยนวิธีการคัดเลือกส.ส.ร. โดยให้สมาชิกสมัชชาแห่งชาติ เลือกกันเองในสายอาชีพ

แม้การเลือกในสายอาชีพเดียวกันหรือเลือกกระจายข้ามสายอาชีพหรือข้ามประเภทจะมีข้อดีข้อเสียด้วยกันทั้งสองแบบ แต่การเลือกข้ามสายอาชีพโอกาสที่จะมีการบล็อคโหวตเพื่อให้พวกของตนจากสายอาชีพของตัวเองติดกลุ่ม ส.ส.ร. 200 คนเป็นไปได้สูงกว่า

กระนั้นก็ตาม เมื่อย้อนไปดูรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2549 มิได้เปิดช่องให้เลือกกันเองในแต่ละสาขาหรือประเภทเดียวกัน ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 22 ดังนี้

มาตรา 22 ให้สมัชชาแห่งชาติมีหน้าที่คัดเลือกสมาชิกด้วยกันเอง เพื่อจัดทำบัญชีรายชื่อผู้สมัครได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมีจำนวนสองร้อยคน ให้แล้วเสร็จภายในเจ็ดวัน นับแต่วันเปิดประชุมสมัชชาแห่งชาติครั้งแรก และเมื่อได้คัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญแล้ว หรือเมื่อครบกำหนดเวลาแล้ว ยังไม่อาจคัดเลือกได้ครบถ้วน ให้สมัชชาแห่งชาติเป็นอันสิ้นสุดลง

การคัดเลือกตามวรรคหนึ่ง ให้สมาชิกสมัชชาแห่งชาติมีสิทธิเลือกได้คนละไม่เกินสามรายชื่อ และให้ผู้ได้คะแนนเสียงสูงสุด เรียงลงไปตามลำดับจนครบสองร้อยคนเป็นผู้ได้รับเลือก ในกรณีที่มีคะแนนเสียงเท่ากันในลำดับใด อันจะทำให้มีผู้ได้รับเลือกเกินสองร้อยคน ให้ใช้วิธีจับสลาก

จากทั้งสองวรรคของมาตรา 22 โดยเฉพาะวรรคสอง จะตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากการให้สมาชิกสมัชชาแห่งชาติ 2,000 คน เลือกกันเองคนละไม่เกิน 3 รายชื่อ

ประหนึ่งว่าเอาคน 2,000 คน ที่อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี มาจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคมและภาควิชาการจากภูมิภาคต่างๆ (มาตรา 5 ของรัฐธรรมนูญและประกาศของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ที่แจกแจงรายละเอียดว่าประชาชนมาจากสาขาไหนและจำนวนเท่าไร) เอามาใส่รวมกันในเข่งหรือกระจาด แล้วคละเคล้ากัน ไม่แยกประเภทใดๆ แล้วให้เลือกคนที่อยู่ในเข่งหรือตะกร้านี่แหละคนละไม่เกิน 3 รายชื่อ จากนั้นจะดูว่าใครได้คะแนนเรียงตามลำดับจากสูงสุดลงมาจนครบ 200 คน

เรื่องตลกอยู่ตรงประกาศที่นายมีชัยลงนามอย่างเงียบๆ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน กำหนดวิธีการคัดเลือก ส.ส.ร.200 คน จากคน 2,000 คนนั้น 1.ให้เตรียมดินสอ ชนิด 2b ไปฝนเพื่อเลือก ส.ส.ร. 2.ห้ามชักชวน (หาเสียง) ในวันประชุมสมัชชาแห่งชาติ 3.ในการประชุมสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ 2,000 คนนั้น ห้ามอภิปรายหรือแสดงความเห็นใดๆ ทั้งสิ้น

นี่เท่ากับว่าเอาคนเป็นใบ้มาประชุมเพื่อจะคัดคนไปร่างรัฐธรรมนูญใช่ไหม แล้วหากมีใครเกิดมีปัญหา ที่จะซักถามท่านประธานมีชัย ก็ถามไม่ได้ ต้องก้มหน้าก้มตา (หลับหูหลับตา) ใช้ดินสอ 2b ฝนรายชื่อคนละไม่เกิน 3 รายชื่ออย่างเดียวว่างั้นเถอะ

เรื่องการห้ามหาเสียงหรือชักชวนให้คนเลือกในวันประชุมสมาชิกสมัชชาแห่งชาตินั้น หากมีการตกลงกันมาก่อนหน้าวันประชุม สมาชิกสมัชชาแห่งชาติ เพื่อแบ่งคะแนนกัน นั่นคือ กลุ่มพวกฉันเลือกกลุ่มของคุณ กลุ่มคุณเลือกคนของกลุ่มของฉัน เมื่อนับคะแนน พวกเราก็จะตบเท้าได้รับเลือกเข้าไปในกลุ่ม 200 คน หรือที่เรียกกว่าบล็อคโหวต ที่มีคนกลัวกันนักหนาก็สามารถกระทำได้ใช่ไหม !?!

ในประกาศไม่มีการพูดถึงการให้เลือกเฉพาะในสาขาอาชีพ หรือประเภทเดียวกันของกลุ่มคนที่ได้รับเลือก มาเป็นสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ ซึ่งเท่ากับในเข่ง 2,000 คนนั้นให้ใช้ดินสอ 2b ฝนเลือกใครก็ได้ตามใจชอบ

สมมุติว่านายมีชัยแก้ไขประกาศของตัวเองกำหนดให้เลือกกันในกลุ่มสาขาอาชีพ หรือประเภทเดียวกันหรือผสมผสานกันอย่างไรก็แล้วแต่ ก็มีคำถามและปัญหาตามมาว่า

จะขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 22 หรือไม่ แน่นอนว่าขัดหรือไม่ขัด ไม่มีองค์กรไหนมาตีความ และไม่กำหนดว่าจะให้ใครเป็นคนยื่นตีความ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2549 ไม่ได้บัญญัติไว้

รูปการณ์จึงกลายเป็นว่าขัดหรือไม่ขัดรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของคนอย่างเราๆ จะพูดจากันไป แต่สุดท้าย ก็เป็นเรื่องของคนมีอำนาจจะตัดสินตามอำเภอใจว่าจะเอาแบบไหน โดยไม่สนใจหลักของความเป็นกฎหมายสูงสุด ที่จะต้องถือปฏิบัติ และไม่ยอมรับในความบกพร่องผิดพลาดในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ซึ่งไม่ได้เปิดช่องการแก้ไขเพิ่มเติมเอาไว้

ประการต่อมา หากผลการเลือก ส.ส.ร.ได้ 200 คน ถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในแง่กระบวนการคัดเลือกที่ไม่ชอบธรรม และในแง่ที่ได้คนขาดคุณสมบัติอันเหมาะสมเข้าไปเป็น ส.ส.ร.จะให้สังคมทำอย่างไร

อีก 1 ด่านที่มีความหมายต่ออนาคตของการร่างรัฐธรรมนูญ และต่ออนาคตของการเมืองไทยอยู่ที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งมีอำนาจในการคัด ส.ส.ร.200 คนให้เหลือ100 คน และยังมีอำนาจตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 10 คน เข้าไปสมทบกับอีก 25 คนจากการเลือกของ ส.ส.ร.100 คน ซึ่งมาจากฝีมือของการคัดของพวกตน

เวลานี้ไม่มีใครรู้ว่าในใจของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติคิดอะไร จะเอาใครและคนแบบไหน มายกร่างรัฐธรรมนูญและจัดทำรัฐธรรมนูญ

นี่ว่าไปตามขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวซึ่งหนทางการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับถาวรฉบับใหม่ก็ดูไม่สดสวยเท่าไรนัก และอาจกลายเป็นปัญหาในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญอันมีเหตุมาจากคนไม่ยอมรับคณะบุคคลที่มาร่างรัฐธรรมนูญก็เป็นได้

วกกลับไปที่การประชุมสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ 2,000 คน ที่ไม่ต่างไปจากสภาคนใบ้ที่ถูกบังคับให้หลับหูหลับตาเลือก และคนที่ฉลาดจะใช้การล็อบบี้เพื่อบล็อคโหวตนั้น หากภายใน 7 วันนับจากวันประชุมนัดแรกคัดเลือก ส.ส.ร.ไม่ครบ 200 คน ก็ให้สมาชิกสมัชชาแห่งชาติ 2,000 คนสิ้นสุดลง แล้วให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติคัดเลือก ส.ส.ร.100 คน จากสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ 2,000 คน (มาตรา 22,และ 23 ของรัฐธรรมนูญ)

บทบาทหน้าที่ของสภาร่างรัฐธรรมนูญ 100 คน สำคัญกว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 242 คน ถ้าการคัดเลือกเกิดเละตุ้มเป๊ะขึ้นมา หรือได้คนที่ควรจะไปทำอย่างอื่นมามากกว่ามาร่างรัฐธรรมนูญ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติก็คงจะตัวใครตัวมันกันล่ะคราวนี้

หน้า 6