หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
คำให้การแนวร่วม (1)

คอลัมน์ เดินหน้าชน  โดย เจตนา จนิษฐ  jetana@matichon.co.th  มติชนรายวัน  วันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10491

เชื่อว่าไม่ใช่ผมคนเดียวที่รู้สึกห่วงใยความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องร่วมชาติที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ต้องอยู่อย่างหวาดผวา ข่มตานอนไม่ลง ไม่รู้เหตุร้ายจะมาถึงตัวเอง และครอบครัวเมื่อไหร่ กับสถานการณ์ที่ยังดูรุนแรงต่อเนื่องทุกวัน

ยิ่งทุกวันนั่งฟังข่าว ดูข่าวแล้ว ศพแล้วศพเล่า มันสลดหดหู่หัวใจจริงๆ

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นต้นตอหนึ่งมาจากความไม่รู้ ความอวดดี ยิ่งผยอง โอหัง ทั้งปากพล่อยของรัฐบาลไหนนั้น พ่อ แม่ พี่น้อง คงรู้กันอยู่แล้ว ไม่อยากฟื้นฝอยหาตะเข็บ

แต่ผมเชื่อมั่นในแนวทางแก้ปัญหาของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. และประธาน คมช. ที่กำลังเดินหน้าให้ยาถูกกับโรคและพยายามรักษาตามอาการอย่างต่อเนื่องในขณะนี้

เป็นขณะที่เชื้อร้ายกำลังดิ้นเมื่อถูกเชื้อยา คงต้องให้เวลาและอดทนกันหน่อยครับ เพราะมันเป็นโรคเรื้อรังมานาน!

หรืออย่างที่ท่าน พล.อ.สนธิบอกไว้เมื่อวานซืน "...ปัญหาภาคใต้อย่าพูดถึงแค่วันนี้ ต้องพูดถึงอดีต เพราะในอดีตได้ทำอะไรไว้มากมาย รัฐบาลปัจจุบันเหมือนกำลังมาเช็ดมาล้าง จะพยายามทำให้ดีที่สุด ถึงแม้ว่าใครจะทำอะไรสกปรกไว้ ก็จะเคลียร์ให้เรียบร้อย ความทุกข์ของประชาชน คือความทุกข์ของเรา..."

ที่ผมเชื่อมั่นในแนวทางของรัฐบาลชุดนี้ ไม่ใช่เพราะคำพูด แต่เห็นด้วยการกระทำ ด้วยความตั้งใจจริง

ประการสำคัญได้เห็นแนวทางแก้ตรงกับข้อมูลที่ผมได้เคยลงไปศึกษาในพื้นที่ช่วงหนึ่ง และข้อมูลเป็นปึกที่เป็นคำให้การ ของพยานที่เป็นแนวร่วมกลับใจ ซึ่งหน่วยงานสำคัญด้านกระบวนการยุติธรรมได้รวบรวมไว้วิเคราะห์ศึกษา

ผมจึงไม่แปลกใจเลยที่ จะมีพี่ เพื่อน น้องที่ไม่ทราบข้อมูล สงสัยมักตั้งคำถามว่า "เมื่อกลุ่มขบวนการป่วนก่อเหตุ แล้วรัฐทำไมจับกุมไม่ได้"?

จากบันทึกคำให้การพยานคนหนึ่งซึ่งเป็นชาวบ้านที่เคยเข้าเป็นแนวร่วมหลังพิธีสาบานตน "ซูป็อฮ" ให้ข้อมูลไว้ว่า...เมื่อเกิดเหตุแล้ว ส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่รัฐจะไม่รู้ว่าเป็นการกระทำของใคร เพราะมีการปกปิด และให้ข่าวสารเท็จกับเจ้าหน้าที่

สำหรับหน้าที่ของแนวร่วม ถ้าหากเกิดเหตุการณ์ขึ้น ให้แนวร่วมกระจายข่าวว่าเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่ ถ้าหากมีเหตุการณ์ แล้วเห็นคนร้ายหลบหนี ต้องสร้างข่าวเบี่ยงเบน เช่น คนร้ายหนีไปทางใต้ ให้บอกว่าเห็นหนีไปทางเหนือ

ถ้าแนวร่วมเข้ามาก่อเหตุในหมู่บ้านต้องให้ความดูแลปกป้อง ช่วยเหลือให้ที่พักพิงหลบซ่อน

ต้องมีความเป็นนักสู้ อย่างน้อยต้องมีส่วนในการปฏิบัติ เช่น การสร้างข่าวลือให้คนเกลียดชังเจ้าหน้าที่ เมื่อได้ยินเสียงปืนต้องโรยตะปู

ถ้ามีทางที่จะสร้างความโกลาหลได้ ให้พยายามสร้างให้มากที่สุด เช่น เผายางรถยนต์ ตัดต้นไม้ของชาวบ้าน ที่ไม่ให้ความร่วมมือกับทางกลุ่ม พ่นสีตามป้ายต่างๆ

ขณะที่ขบวนการระดับคอมมานโด (อาร์เคเค) หรือแนวร่วมระดับสูง เมื่อถูกจับกุมมีหลักปฏิบัติ คือ เมื่อถูกจับได้ต้องปฏิเสธ ให้ข้อมูลเท็จต่อเจ้าหน้าที่

หากจำเป็นให้ซัดทอดบุคคลที่มีหมายจับและหลบหนี พยายามใส่ร้ายข้าราชการ ให้แตกความสามัคคี

ที่สำคัญ ห้ามเปิดเผยถึงแกนนำขบวนการ!

ขณะเดียวกัน พวกขบวนการและแนวร่วมสมาชิก จะถูกปลูกฝังคตินิยมไว้ว่า

"ถูกจับ" นั้นหมายถึง ถึงเวลาพักผ่อน "หนี" นั่นหมายถึง อยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ "ตาย" นั่นหมายถึง ถึงเวลาพบพระเจ้า!

นี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวส่วนหนึ่งจากบันทึกคำให้การพยานแนวร่วม ช่วยคลายความสงสัยทำไมเจ้าหน้าที่รัฐถึงมักตามจับกุมขบวนการก่อเหตุไม่ค่อยได้ในทันที

ยังมีหลายปมหลายข้อสงสัยที่น่ารู้ทันขบวนการก่อเหตุในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะแนวร่วมที่เข้าสู่ขบวนการ "ซูป็อฮ" ที่เป็นปัญหาหนักอกของเจ้าหน้าที่ไม่น้อย

ทำไม เพราะอะไร? สัปดาห์หน้า จะเล่าให้ฟังครับ!!!

หน้า 6


คำให้การแนวร่วม (จบ)

คอลัมน์ เดินหน้าชน  โดย เจตนา จนิษฐ Jetana@matichon.co.th  มติชนรายวัน  วันที่ 07 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10498

เชื่อว่าทุกคนเป็นห่วงพี่น้องร่วมชาติและกังวลต่อสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ดูรุนแรงต่อเนื่อง มีทั้งนักวิชาการ นักการเมือง หลายท่านพยายามชี้แนะข้อเสนอแนวทางแก้ปัญหาต่างๆ ต่อรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ นับเป็นเรื่องดีที่ทุกคนรู้สึกเป็นห่วงใยชาติบ้านเมือง

ขณะเดียวกัน ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนยิ่ง ต่อการวิพากษ์วิจารณ์ หากไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน เพราะนั่นอาจไม่เป็นผลดีนักต่อการเดินหน้าแก้ปัญหาของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ

ซ้ำยังไปทำลายขวัญกำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติผู้เสียสละอยู่ในพื้นที่โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

หากได้ศึกษาข้อมูลและฟังจากคำให้การ พยานแนวร่วมที่กลับใจที่หน่วยงานในกระทรวงยุติธรรม ลงไปฝังตัวรวบรวมข้อมูลมานานปีแล้ว นับว่าไม่ง่ายเลยที่จะทำให้ปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้สงบโดยเร็ว

ผมขอหยิบข้อมูลบางส่วนที่ไม่กระทบต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่มาเล่าสู่กันฟังอีกครั้งต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อผู้ติดตามสถานการณ์จะได้เข้าใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติถึงความยากลำบากและความตั้งใจจริงของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ทำไมถึงใช้แนวทางสันติเข้าแก้ปัญหาเพื่อปรับแนวความคิดของขบวนการป่วนใต้

หากศึกษาปัญหาจากปากคำพยานแนวร่วมที่ถูกดึงเข้าสู่ขบวนการ ระบุว่าได้รับการปลูกฝังแนวความคิด ให้ปฏิบัติการเพื่อแบ่งแยกดินแดนนำไปสู่วิถีการปกครองตนเองเป็น "รัฐปัตตานี" โดยอาศัยข้อมูลทางประวัติศาสตร์เป็นยุทธวิธีหนึ่ง

เป็นยุทธวิธีที่นับว่ามีการพัฒนาอย่างแยบยล พิถีพิถัน นับจากแนวคิดการคัดเลือกบุคคลเข้าร่วมขบวนการ โดยเน้นเยาวชนและบุคคลที่เป็นคนดี คนเก่ง มีความประพฤติเรียบร้อย ในสายตาของชาวบ้าน และเป็นที่นับถือ

นั่นเพราะหากบุคคลดังกล่าวเข้าร่วมขบวนการลงมือก่อเหตุ ชาวบ้านจึงไม่เชื่อว่า บุคคลดังกล่าว จะเป็นสมาชิกของขบวนการจริง

นอกจากนี้ บุคคลเหล่านี้บางส่วนจะถูกส่งไปศึกษาเล่าเรียนต่อที่ต่างประเทศ โดยเฉพาะเพื่อนบ้านใกล้เคียง เพื่อบ่มเพาะอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนและฝึกฝน

จากปากคำพยานแนวร่วมที่ถูกส่งไปเรียนมีจำนวนมาก ระบุว่าจะมีแกนนำสำคัญของขบวนการแวะเวียนไปเยี่ยมเยียนและปลูกฝังแนวคิดการแบ่งแยกดินแดนให้กับกลุ่มนักเรียนเหล่านั้น

แกนนำของขบวนการที่พยานแนวร่วมเอ่ยถึงมาก เป็นชื่อของนายสะแปอิง บาซอ (ผู้ต้องหาความมั่นคงซึ่งถูกออกหมายจับ) และเครือญาตินักการเมืองใหญ่คนหนึ่ง!

ไม่เท่านั้นจากข้อมูลของพยานที่เคยเป็นแนวร่วมยังระบุยุทธวิธีสำคัญของแกนนำขบวนการในการใช้แนวทางหลักคำสอนศาสนา มาบิดเบือนปลุกระดม และปลูกฝังความคิดแนวร่วม อย่างได้ผลอย่างยิ่ง ว่าเป็นการต่อสู้ตามแนวทาศาสนา "ญิฮาด" หรือ "ซาฮีด" การตายในการต่อสู้ตามแนวทางศาสนา

นับเป็นยุทธวิธีทำให้แนวร่วมขบวนการเติบโตและแข็งแกร่ง พร้อมมีจิตใจรุกรบต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐ

อีกยุทธวิธีหนึ่งจากปากคำพยานแนวร่วมที่ถือเป็นอีกจุดแข็งของขบวนการ คือ "การสาบานตัว" เข้าร่วมขบวนการ ที่เรียกว่า "ซูป็อฮ"!

การ "ซูป็อฮ" สาบานตนเข้าร่วมขบวนการแล้ว ยังถือว่าเป็นการสาบานที่จะไม่เปิดเผยความลับของขบวนการให้ผู้ใดได้รับรู้อีกด้วย

ยุทธวิธีนี้เองที่ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถขยายผลไปถึงแกนนำสำคัญของขบวนการได้

เนื่องจากเมื่อมีการจับกุมตัวผู้ต้องหา หรือผู้ต้องสงสัย บุคคลดังกล่าวจะไม่ยอมเปิดเผยความจริงให้ทราบ แม้กระทั่งบิดามารดา ญาติพี่น้องของตนเอง ก็ไม่ทราบว่าลูกหลานของตนเอง หรือสามีได้เข้าร่วมขบวนการ

ทางแก้ของเจ้าหน้าที่รัฐที่ผ่านมาเมื่อมีการจับกุมผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยได้ จึงประสานจัดให้โต๊ะครู หรือโต๊ะอิหม่ามที่มีความรู้ทางด้านศาสนา มาทำการถอนคำสาบาน "ซูป็อฮ" ให้กับผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยดังกล่าว

บุคคลดังกล่าวจึงยินยอมเล่าความจริงให้ฟัง

แต่เจ้าหน้าที่รัฐก็ต้องประสบปัญหาอีก เมื่อผู้ให้ข่าวหรือผู้ยอมเป็นพยานในคดีให้กับทางการ จะตกเป็นเป้าสังหารของขบวนการ ที่มีการปลูกฝังแนวคิดไว้ว่า บุคคลเหล่านี้เป็น "มูนาฟิค"

"มูนาฟิค" แปลว่า ทรยศ หลอกลวง ขบวนการจะปลุกระดมว่าสามารถฆ่าบุคคลดังกล่าวโดยไม่บาป ซึ่งพยานแนวร่วมคนหนึ่งถึงกับระบุว่า ขณะที่อยู่ในขบวนการเคยถูกทดสอบจิตใจว่า จะสามารถฆ่าแม้คนในครอบครัวตนเองได้หรือไม่ หากไม่ได้จะมีคนอื่นมาฆ่าแทน

จากคำให้การแนวร่วมที่ยกมาเพียงบางส่วนจะเห็นว่ายุทธวิธีของแกนนำขบวนการใช้การปลูกฝังแนวคิดในทางที่ผิด ให้กับเยาวชนร่วมขบวนการมาอย่างยาวนาน

จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่แนวทางสันติของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์จะล้างแนวความคิดนี้ให้บรรลุผลอย่างรวดเร็ว ดั่งที่หลายคนคาดหวังไว้โดยไม่รู้ซึ้งถึงมูลเหตุแห่งปัญหา

แต่ผมเชื่อหากเริ่มเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกัน แล้วให้เวลา ให้โอกาสรัฐบาลที่ตั้งใจจริง จะเป็นการช่วยแก้ปัญหาให้เร็วขึ้นอีกทางหนึ่งครับ!!!

หน้า 7