หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ขาดดุลงบประมาณปี 2550 กระตุ้นเศรษฐกิจ หรือใช้กรรมเก่า ?

คอลัมน์ นอกรอบ  โดย ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ dr.nitinai@gmail.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3849 (3049)

ที่เคยเก็งๆ กันว่างบประมาณปี 2550 น่าจะอยู่ที่ระดับ 1.52 ล้านล้านบาท โดยประมาณการรายได้ไว้ที่ระดับ 1.42 ล้านล้านบาท และมีการขาดดุล 1 แสนล้านบาท ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปกันแบบชนิดที่ว่าเจ้ามือกินรวบ (เพราะเลขตัวนี้ ไม่เคยมีใครเดามาก่อนว่าจะออก) คืองบประมาณปี 2550 อยู่ที่ระดับ 1,566,200 ล้านบาท โดยประมาณการรายได้ไม่เปลี่ยนแปลง และมีระดับการขาดดุลที่ 1.462 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 1.72 ของ GDP

เมื่อจะดูไปแล้วก็ต้องยอมรับว่าเป็นการขาดดุลในระดับสูงนะครับ เพราะถ้าผมจำไม่ผิดในอดีตเคยมีเพียงปี 2543 ปีเดียวที่ขาดดุลสูงกว่า คือขาดดุลประมาณ 2 แสนล้านบาท ซึ่งตัวเลขขาดดุลในปีนั้นไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรครับ เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ รัฐบาลก็ต้องช่วยเอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจอยู่แล้ว แต่การขาดดุลปีงบประมาณ 2550 นี่ซิครับ น่าแปลกใจใน 2 ประเด็น คือ

1.กรอบความยั่งยืนทางการคลังบอกว่าจะสมดุลตั้งแต่ปีงบประมาณ 2550 เป็นต้นไปไม่ใช่หรือ ปี 2549 ก็สมดุลได้ก่อนคาดการณ์ปีหนึ่งแล้ว ทำไมปี 2550 จึงกลับมาขาดดุลอีก แล้วคราวนี้ขาดดุลในวงเงินที่เยอะเสียด้วย

2.รัฐบาลมองเห็นอะไร เศรษฐกิจไทยในปี 2550 จะมีปัญหาวิกฤตหรือว่าอย่างไร ทำไมรัฐบาลจึงต้องขาดดุลมากมายขนาดนั้น ในภาวะเศรษฐกิจที่หลายสำนักออกมาบอกว่าปี 2550 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ประมาณร้อยละ 4.5-5.5

วงเงินงบประมาณรายจ่าย 1,566,200 ล้านบาท แบ่งเป็นรายจ่ายประจำ 1,130,838 ล้านบาท สูงขึ้นจากปี 2549 ถึง 18.0% รายจ่ายการลงทุน 379,871.5 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นจากปี 2549 เพียง 6.0% และเป็นรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 55,490.5 ล้านบาท สูงขึ้น กว่าปี 2549 ถึง 28.5% โดยการขาดดุลที่เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ระดับ 1 แสนล้านบาท เป็น 1.462 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 4.62 หมื่นล้านบาทนั้นเป็นการเพิ่มขึ้นจากภาระงบประมาณที่รัฐบาลค้างจ่ายทั้งสิ้น

ก็นับว่ามากอยู่เหมือนกันนะครับ ภาระงบประมาณค้างจ่ายที่ปูดออกมากว่าคาดการณ์ถึง 4.62 หมื่นล้านบาท เมื่อดูในรายละเอียดภาระค้างจ่ายดังกล่าวมาจากกระทรวงเกษตรฯประมาณ 3.4 พันล้านบาท กระทรวงศึกษาธิการ 8.8 พันล้านบาท รัฐวิสาหกิจ (ธ.ก.ส. องค์กร สวนยาง และองค์การคลังสินค้า) 26.2 พันล้านบาท และกองทุนและเงินทุนหมุนเวียน (กองทุนหลักประกันสุขภาพ) อีกประมาณ 7.8 พันล้านบาท ซึ่งถ้าจะดูไปแล้วงบประมาณค้างจ่ายที่ว่าเกือบทั้งหมด เป็นการชดใช้อะไรที่เกิดขึ้นมาในอดีตทั้งสิ้น

ทำไมผมถึงใช้คำว่า "อะไรที่เกิดขึ้นมาในอดีต" หรือครับ ก็เพราะคำว่า "อะไรที่เกิดขึ้นในอดีต" มันให้ความหมายดีกว่าคำว่า "การชำระหนี้" นะซิครับ ถ้าผมยืมเงินธนาคารพาณิชย์มาปลูกบ้านสักหลังหนึ่งเมื่อ 5 ปีที่แล้ว บ้านผมก็สร้างเสร็จไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว (บ้านผมได้บันทึกเป็นส่วนหนึ่งของ GDP ไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว) ตอนนี้ผมก็แค่ผ่อนอยู่ ผ่อน 15 ปีหมด ปีที่ 15 ก็แค่โอนกรรมสิทธิ์จากธนาคารพาณิชย์ที่ผมไปกู้มาเป็นกรรมสิทธิ์ของผมเท่านั้นเอง ไม่มีบ้านหลังใหม่เกิดขึ้นในปีที่ 15 ! นั่นแหละครับที่ผมกำลังจะเปรียบเปรยให้ท่านผู้อ่านได้เห็นว่า งบประมาณที่เพิ่มขึ้นจากที่คิดว่าจะขาดดุลเดิม 1 แสนล้านบาท อีก 4.62 หมื่นล้านบาทนั้นไม่ได้ช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นเลยแม้แต่น้อย ยกเว้นงบประมาณที่เพิ่มขึ้นของกองทุนหลักประกันสุขภาพ (30 บาท รักษาทุกโรค) หรือเงินวิทยฐานะ

ทำไมต้องยกเว้นหรือครับ ? นี่แหละครับที่ผมใช้คำว่า "ชดใช้อะไรที่เกิดขึ้นในอดีต" มากกว่าคำว่า "ชำระคืนต้นเงินกู้" นี่ก็เพราะสิ่งที่ยกเว้นดังกล่าว เป็นสิ่งที่มีการผูกพันภาระงบประมาณในทางปฏิบัติมาตั้งแต่อดีต แม้จะไม่มีกฎหมายบังคับไว้ว่าจะต้องทำต่อในอนาคตก็ตาม รายการเหล่านี้ไม่ได้ก่อให้เกิดหนี้อย่างชัดแจ้ง ไม่ได้บันทึกในยอดหนี้สาธารณะ ถ้าจะเปรียบกับตัวอย่างข้างต้นก็ต้องเปรียบว่า บ้านผมยังไม่ได้สร้าง ผมยังไม่ได้กู้เงินธนาคารพาณิชย์ แต่รถผมไปชนแล้ว แล้วผมผิด คู่กรณีกำลังเอารถไปซ่อม แล้วเตรียมเรียกเก็บเงินกับผมในเร็วๆ นี้ ซึ่งตรงนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่ง แต่ด้วยจำนวนเงินที่ไม่มากจึงทำให้ผลในเชิงเศรษฐกิจไม่มีนัยนัก

จากตัวอย่างที่ว่า ท่านผู้อ่านอาจพอนึกภาพออกนะครับว่า กรณีโครงการยกเว้นดังกล่าว หนี้สินยังไม่เกิดกับรัฐบา ลอย่างเป็นรูปธรรม แต่เราสามารถเห็นกันได้ชัดเจนว่าภาระที่เราต้องรับผิดชอบนั้น ต้องเกิดแน่ เพียงแต่ว่าจะเตะถ่วงไปไม่ลงบัญชีหนี้สาธารณะไปได้อีกสักกี่น้ำเท่านั้นเอง ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ได้มีแค่รายการที่กล่าวเบื้องต้นหรอกครับ ยังมีอีกเป็นดินพอกหางหมู ยังมีอีกเยอะแยะ นี่แค่เคลียร์ไม่กี่รายการ อย่าเพิ่งตระหนกไปครับ จริงๆ ดินมันพอกหางหมูกันทุกรัฐบาล พอกกันทุกประเทศแหละครับ

จากการจัดลำดับของ The World Fact Book ในปี 2548 ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะภาครัฐต่อ GDP อยู่ในลำดับที่ 58 ของทั้งโลก ซึ่งนับว่าอยู่ในอันดับกลางๆ โดยมีหนี้สาธารณะคิดเป็นร้อยละ 47.6 ของ GDP ซึ่งมีสัดส่วนใกล้เคียงกับประเทศอินโดนีเซีย และมาเลเซีย (ดูตารางอันดับหนี้สาธารณะภาครัฐต่อจีดีพีของประเทศต่างๆ ประกอบ)

เนื้อที่คอลัมน์เหลือน้อยแล้วครับ ก่อนจากกันวันนี้ผมก็เลยแอบไปคำนวณตัวเลขการชำระคืนต้นเงินกู้ของหนี้สาธารณะ ที่เรามีอยู่โดยใช้ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาฝากกัน โดยตารางข้างล่างนี้คงพอให้เรานึกภาพ การใช้หนี้ของเราในช่วงอีก 7-8 ปีข้างหน้าได้บ้างนะครับ

(ดูตารางคาดการณ์ชำระคืนต้นเงินกู้ของหนี้สาธารณะ ระหว่างปีงบประมาณ 2550-2557ประกอบ)

ตารางคาดการณ์ชำระคืนต้นเงินกู้ของหนี้สาธารณะ ระหว่างปีงบประมาณ 2550-2557
หน่วย :  ล้านบาท
ปีงบประมาณ 2549 2550 2551 2552 2553 2554 2555 2556 2557
เงินต้นชำระคืน - 739,731.02 87,450.00 179,107.72 145,651.00 116,011.99 290,123.25 84,280.24 129,123.74
T-Bill - 238,000.00 - - - - - - -
LP Bill - 5,000 - - - - - - -
IFCT - - - 650.00 - - - -
Gov Bond - 116,731.02 87,450.00 179,107.72 145,651.00 116,011.69 290,123.25 84,280.24 129,123.74
FIDF - 380,000.00 - - - - - - -
SOES 0 43,127 65,142.3 63,092.7 62,302.9 39,230.0 32,437.2 10,621.0 13,500
ที่มา :  คำนวณจากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย

 

อันดับหนี้สาธารณะภาครัฐ ต่อจีดีพีของประเทศต่างๆ

อันดับ ประเทศ

หนี้สาธารณะ ต่อจีดีพี (%)

1 Malawi 195.9
2 Lebanon 180.5
3 Saychebes 167
4 Japan 158
5 Jamaica 128.7
58 Thailand 47.6
116 Equatoraial Guinea 6.4
117 Botswana 6.2
118 Wallis and Futana 5.6
119 Estonia 4.8
120 Hong Kong 1.8

ที่มา : The World Fact Book ( https://www.cia.gov/cia/publications/factbook/rankorder/2186rank.html )