|
||||||||||||||
|
I have a dream
.
โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มติชนรายวัน วันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10491 "I have a dream" เป็นชื่อที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางของคำปราศัยที่กล่าวกันว่ายิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ของศตวรรษที่ 20 ผู้พูดคือ Martin Luther King Jr. Martin Luther King Jr. พูดเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 1963 ในกรุงวอชิงตันเพื่อแสดงความปรารถนาของเขาในอนาคต ที่คนผิวขาวและดำ จะอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืนและเท่าเทียมกัน การพูดครั้งนี้สร้างอารมณ์ร่วมได้เป็นเลิศ แก่ทั้งคนอเมริกันและคนที่ไม่ใช่อเมริกัน ใครได้ยินแล้วก็ไม่ลืม บางคนอาจจำได้ตรงข้อความที่ว่า "I have a dream that my four children will one day live in the nation where they will not be judged by the color of their skin but by the content of their character (ข้าพเจ้าฝันว่าลูกสี่คนของข้าพเจ้าวันหนึ่งจะมีชีวิตอยู่ในประเทศที่เขาไม่ได้ถูกตัดสินด้วยสีของผิว หากด้วยเนื้อหาแห่งลักษณะนิสัยของเขา)" เขาพูดครั้งนี้ท่ามกลางการชุมนุมของผู้คนนับแสนคนที่รวมกันต่อสู้เพื่อสิทธิแห่งความเท่าเทียมกันของคนผิวดำ ลีลาการพูดครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นเลิศ เขาใช้สไตล์ที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า anaphora คือเริ่มประโยคด้วยวลีที่ซ้ำๆ กันหลายครั้งเพื่อเป็นลีลาของการแสดงออก วลีที่ใช้ถึง 8 ครั้งในการพูดครั้งนี้คือ "I have a dream......." การร่วมเดินไปชุมนุมครั้งนี้ซึ่งมีชื่อว่า March on Washington for Jobs and Freedom ถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่พลิกผัน (ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Defining Moment) สำหรับขบวนการต่อสู้เพื่อสิทธิของคนผิวดำที่มีชื่อว่า American Civil Rights Movement Martin Luther King Jr. เป็นผู้นำที่สำคัญยิ่งของขบวนการนี้ซึ่งดำเนินต่อมาจนประสบผลสำเร็จ มีการออกกฎหมายยืนยันการปฏิบัติที่ต้องเท่าเทียมกัน สำหรับคนทุกผิวสี เขาได้รับรางวัลโนเบิลสาขาสันติภาพในปี 1964 เป็นบุคคลที่มีอายุน้อยที่สุดที่เคยได้รับรางวัลโนเบล ถึงผู้เขียนจะไม่ถึงเศษเสี้ยวของชายผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ แต่ก็มีสิทธิที่จะพูดว่า "I have a dream....." เหมือนกัน I have a dream.................... (1) ประชาชนไทยได้มีโอกาสดูรายการโทรทัศน์ที่ให้ข้อมูลข่าวสารที่ครบถ้วนทั้งของฝ่าย ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ไม่ว่าในเรื่อง "หวยบนดิน" "แจ๊คพ็อตหวย 2 ตัว 3 ตัว" "โครงการ 30 บาท" "ประชานิยม" "ทักษิณควรกลับบ้านหรือไม่" ฯลฯ โดยหลุดพ้นจากการถูกยัดเยียดให้ฟังด้านเดียวตลอด 5 ปีกว่าที่ผ่านมา (2) รัฐบาลใช้โทรทัศน์ทุกช่องซึ่งมีอยู่ (ไม่เพียงเฉพาะช่อง 9 ของ อสมท เท่านั้น) สร้างความเข้าใจกับประชาชนในทุกเรื่อง (ไม่บอกว่าเมื่อเวลาถูกซื้อไปก่อนหน้าแล้ว จึงทำอะไรไม่ได้ ทางออกที่ง่ายๆ และนิ่มๆ ก็คือให้รัฐวิสาหกิจซื้อรายการคืนมา เพื่อเป็นสปอนเซอร์นำเสนอรายการที่เป็นสาระแก่ประชาชน ปัจจุบันหน่วยงานเหล่านี้ก็จ่ายเงินหัวแตกมากมาย กับการโฆษณาประชาสัมพันธ์อยู่แล้ว) ผมฝันเห็นรายการอย่าง "มองต่างมุม" ของ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ฝันเห็นหน้า ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล คุณสุทธิชัย หยุ่น คุณเทพชัย หย่อง ฯลฯ กลับคืนมาจัดรายการที่มีคุณภาพเพื่อประเทืองปัญญาพวกเราให้สามารถมองเห็นหลายมุม จะได้ฉลาดขึ้นกว่าเดิม (3) พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน นั่งคุยสบายๆ ในรายการหัวค่ำ แสดงความมุ่งมั่นว่าจะมีเลือกตั้งปลายปี 2550 (แน่นอนต้องเล่าให้พวกเราฟังด้วย เหมือนที่เล่าให้ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ด้วยว่า เหตุผลที่ปฏิวัติมีอะไร พร้อมทั้งหลักฐานสนับสนุน) จะวิจารณ์ด่าว่ารัฐบาลคุณทักษิณ คนไทยก็ไม่ว่าอะไร เพราะโดนยัดเยียดฟังแต่ฝ่ายคุณทักษิณ โดยมีโทรทัศน์ทุกช่องเป็นเครื่องมือมา 5 ปีกว่าแล้ว ถึงทีที่จะต้องถ่วงดุลกันบ้าง (4) รายการวิทยุของสถานีราชการและทหารทั้งหลาย (จะว่าไปก็ทุกสถานีแหละเป็นของราชการ ยกเว้นวิทยุชุมชน) เปิดช่องให้ผู้จัดที่มีคุณภาพ มีความคิดสร้างสรรค์ มิได้เป็นแมวรับใช้ใครได้เข้าไปจัดรายการที่มีสาระ สถานีทหารนั้นจัดการได้ง่ายที่สุดเพราะสัญญานั้นล้มเลิกได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว (5) คมช. และรัฐบาลลดความเกรงกลัวว่าชาวบ้านที่ "รักคุณทักษิณ" จะไม่พอใจลงไปบ้าง "แฟนพันธุ์แท้" นั้นยังไงๆ เขาก็ไม่พอใจวันยังค่ำ แต่เขาไม่รู้จะทำอย่างไร แต่เนื้อแท้คนไทยนั้นเป็น "นักปฏิบัติ" ไม่ใช่ "นักอุดมการณ์" เมื่อเรื่องมันไปไกลอย่างนี้แล้ว เขาก็ต้องทำใจ และถ้ารัฐบาลทำคะแนนได้ดีมีเหตุมีผล ไม่นานเขาก็จะกลายพันธุ์จากการเป็น "แฟนพันธุ์แท้" (คุณทักษิณบินไปมาเพื่อสร้างข่าวกันลืม แต่ข่าวของคุณทักษิณอีกด้านหนึ่งในเรื่องความไม่ชอบมาพากล จะกลบข่าวแรกจนค่อยๆ ถูกลืม) (6) รัฐบาลจะใช้กลไก และเครื่องมือที่มีทั้งหมดสร้างปัญญาให้แก่ผู้คนในประเทศ ด้วยการใช้โทรทัศน์ ซึ่งเป็นสื่อที่เข้าถึงประชาชนทั้งประเทศ และมีประสิทธิภาพที่สุด คนเดินถนนเช่นผมไม่เข้าใจว่าทำไมพูดถึงกันแต่ช่อง 9 ของ อสมท ทำไมไม่ใช้ช่อง 3, 5, 7, และ 11 ให้เป็นแขนและขา (โดยเฉพาะช่อง 5 ของทหารบก และช่อง 11 ของกรมประชาสัมพันธ์) อย่าตอบง่ายๆ ให้รู้สึกขบขันว่าทุกรายการมีเจ้าของแล้ว ลองเชิญเจ้าของรายการมาคุยสักครั้งและบอกนโยบายของ คมช. ลองดูซิว่าเขาจะ "ร่วมมือ" ด้วยหรือไม่ (7) พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ พูดกับคนไทยอย่างที่พูดให้ผู้สื่อข่าวฝรั่ง และผู้นำ APEC ฟัง คือตรงไปตรงมาอย่างชัดเจนว่า ทำไมท่านถึงต้องมาเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลของท่านเดินเส้นทาง "เศรษฐกิจพอเพียง" อย่างไร และทำไมต้องเป็นเส้นทางนี้ และเราจะทำอย่างไรกันต่อไปในเรื่องความสมานฉันท์ในชาติ ผู้เขียนขอภาวนาให้ "I have a dream" ของ Martin Luther King Jr. ข้างต้นเป็นจริง ไม่กลายเป็น a dream ในเพลง "Green Green Grass of Home" ที่นักโทษคนหนึ่งร้องรำพันว่าในวันพ้นโทษได้กลับบ้านแสนมีความสุข เมื่อพ่อแม่ญาติพี่น้อง และแฟนวิ่งมารับอย่างดีใจ แต่ในที่สุดก็ตื่นนอนขึ้นและรู้ว่ามันเป็นเพียง a dream เท่านั้น หลายข้อข้างต้นถ้า ฯพณฯ รัฐมนตรี รองศาสตราจารย์ ดร.ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ ผู้รับผิดชอบทำไม่ได้ เมื่อดนตรีจบลงพรรคพวกเพื่อนฝูงฝากบอกมาว่า จะไม่ขอรับกลับมา เป็นเพื่อน หน้า 6
|